โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมืองใหม่คณะราษฎร ในย่านเก่ากรุงเทพฯ (3)/พื้นที่ระหว่างบรรทัด ชาตรี ประกิตนนทการ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 ธ.ค. 2566 เวลา 07.51 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2565 เวลา 04.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด

ชาตรี ประกิตนนทการ

เมืองใหม่คณะราษฎร

ในย่านเก่ากรุงเทพฯ (3)

“หลักการศึกษา” คือนโยบายสำคัญที่ปรากฏอยู่ใน “หลักหกประการ” ของคณะราษฎร ภายหลังการปฏิวัติ 2475 และกรณีที่มักถูกพูดถึงอยู่เสมอเมื่อมีการพูดถึงนโยบายการศึกษาของคณะราษฎรก็คือ การก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยปรีดี พนมยงค์

อย่างไรก็ตาม นโยบายด้านการศึกษาหลัง พ.ศ.2475 มีปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่ากรณีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มักถูกพูดถึงอยู่เสมอหลายเท่าตัว

โดยจากข้อมูลในหนังสือ ไทยในสมัยรัฐธรรมนูญ ที่ระลึกในงานฉลองวันชาติและสนธิสัญญา 24 มิถุนยน 2482 พบว่า จำนวนโรงเรียนและนักเรียนเพิ่มมากขึ้นเกือบเท่าตัวในปี พ.ศ.2481 เมื่อเทียบกับ พ.ศ.2475 ส่วนโรงเรียนอาชีวศึกษาในปี พ.ศ.2481 มีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบ 8 เท่า เมื่อเทียบกับก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง

สถิติดังกล่าว สำหรับฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิวัติ มักอธิบายว่าตัวเลขในหนังสือพวกนี้คือตัวเลขหลอก เป็นแค่การเขียนเอาใจรัฐบาลเท่านั้น

ซึ่งความเห็นเช่นนี้ก็มิใช่ว่าจะผิดเสียทีเดียว เพราะต้องยอมรับความจริงว่า เอกสารราชการไทยไม่น้อย โดยเฉพาะเอกสารในเชิงสำรวจความสำเร็จของนโยบายรัฐหลายครั้งมักอ้างตัวเลขเชิงสถิติเกินจริงเพื่อเอาใจเจ้านาย ลักษณะดังกล่าว เราก็ยังเห็นอยู่บ่อยไปในปัจจุบัน

ดังนั้น การตรวจสอบอย่างรอบด้านบนชุดเอกสารหลักฐานที่หลากหลายและเป็นอิสระต่อกันจึงมีความจำเป็นต่อการอธิบายประวัติศาสตร์และพิสูจน์ข้อเท็จจริงในอดีต ซึ่งกรณีการขยายตัวของการศึกษาไทยหลัง 2475 (เมื่อเทียบกับระบอบเก่า) นั้น หลักฐานประเภทแผนที่ ก็อาจเข้ามาทำหน้าที่เป็นหนึ่งในหลายๆ ประเภทของหลักฐาน ที่เข้ามาช่วยพิสูจน์ว่า การขยายตัวของการศึกษาไทยหลัง 2475 นั้น มีปริมาณมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญจริงหรือไม่

วิธีการที่อยากนำเสนอในที่นี้คือ ดูจำนวนโรงเรียน สถาบันการศึกษา และมหาวิทยาลัย เทียบกันระหว่างแผนที่ 2475 (ซึ่งรังวัดสำรวจในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์) เทียบกับแผนที่ 2490 (ซึ่งรังวัดสำรวจในช่วงกลางทศวรรษ 2490 อันเป็นช่วงเวลาที่เพิ่งผ่านสมัยคณะราษฎรมาไม่นาน) เพื่อหาปริมาณความแตกต่างของจำนวนโรงเรียนระหว่างสองยุคสมัย

เพื่อความชัดเจน ผมขอยกตัวอย่างเพียงพื้นที่เดียวคือในบริเวณพื้นที่โดยรอบสนามหลวง ขึ้นมาเป็นตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงในการขยายตัวของพื้นที่การศึกษาก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

จากภาพประกอบในบทความ ภาพซ้ายคือ แผนที่ 2475 และภาพขวาคือ แผนที่ 2490 โดยในภาพเราจะมองเห็นการใช้พื้นที่บริเวณโดยรอบสนามหลวงฝั่งทิศตะวันตกก่อนและหลังการปฏิวัติ 2475 อย่างชัดเจน

สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในช่วงราวปลายทศวรรษที่ 2460-ต้นทศวรรษ 2470 ไม่มีพื้นที่การศึกษาสำหรับประชาชนปรากฏในบริเวณนี้เลย (ขอไม่นับพื้นที่วัดมหาธาตุ ซึ่งมีการศึกษาของสงฆ์อยู่ภายในวัดนะครับ เพราะเป็นอีกประเด็นที่ควรเขียนแยกออกไปต่างหาก)

แต่พอหลังการปฏิวัติ 2475 ราว 10 ปี พื้นที่บริเวณนี้เปลี่ยนมามีสถาบันการศึกษามากถึง 3 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, โรงเรียนศิลปากรแผนกดุริยางค์ และมหาวิทยาลัยศิลปากร

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2477 โดยปรีดี พนมยงค์ โดยได้มีการขอซื้อพื้นที่ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของกรมทหารบกราบที่ 2 ตั้งแต่เมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ 6 และต่อมาขอซื้อเพิ่มในส่วนที่เป็นคลังแสงทหารบก เพื่อเปลี่ยนพื้นที่มาเป็นมหาวิทยาลัยที่ทำการสอนในลักษณะ “ตลาดวิชา” ซึ่งเน้นการเรียนการสอนเรื่องประชาธิปไตย และสร้างความเข้าใจในระบอบการปกครองใหม่

(รายละเอียดของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นที่รับรู้กว้างขวางอยู่แล้ว ดังนั้น จะไม่ขอเขียนซ้ำในที่นี้)

โรงเรียนศิลปากรแผนกดุริยางค์ เป็นชื่อโรงเรียนที่ปรากฏอยู่ในแผนที่ 2490 ในตำแหน่งที่ปัจุบันคือ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โดยการใช้สอยพื้นที่เดิมในบริเวณดังกล่าว คือพื้นที่ของวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) มาแต่เมื่อครั้งต้นรัตนโกสินทร์ และต่อมาพื้นที่บางส่วนได้เปลี่ยนมาเป็นสำนักงานของกระทรวงยุติธรรมในช่วงปลายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ภายหลังการปฏิวัติ 2475 พื้นที่นี้ได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ ก่อตั้งโดยหลวงวิจิตรวาทการ มันสมองทางด้านศิลปวัฒนธรรมคนสำคัญของคณะราษฎร (และดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรคนแรกด้วย) โรงเรียนแห่งนี้เปิดสอนเมื่อ พ.ศ.2477 โดยขึ้นอยู่กับกรมศิลปากร

ต่อมาในปี พ.ศ.2478 กรมศิลปากรปรับปรุงการศึกษาของโรงเรียนนี้ให้กว้างขวางขึ้น โดยในกลางปี พ.ศ.2478 ได้มีคำสั่งให้ก่อตั้งโรงเรียนศิลปากรขึ้น ซึ่งภายในโรงเรียนจะมีการสอนวิชาช่างปั้น ช่างเขียน และช่างรัก และให้ย้ายโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ ไปรวมเป็นแผนกหนึ่งของโรงเรียนศิลปากร โดยเปลี่ยนชื่อเรียกเฉพาะแผนกนี้ขึ้นใหม่ว่า โรงเรียนศิลปากรแผนกดุริยางค์ ตามชื่อที่ปรากฏในแผนที่ 2490

โรงเรียนแห่งนี้เน้นให้การศึกษาไปที่วิชาศิลปะดนตรี ปี่พาทย์ และละคร (ในเวลาต่อมาทำการเรียนการสอนทางด้านโขนเพิ่มขึ้น) นับเป็นโรงเรียนแห่งแรกที่ให้การศึกษาทั้งวิชาสามัญและวิชาศิลปะ

ควรกล่าวไว้ก่อนว่า การเรียนการสอนทางด้านนี้ในช่วงก่อน 2475 ก็มีอยู่นะครับ แต่เป็นเรื่องจำกัดเฉพาะในวงแคบตามวัง ตำหนักเจ้านาย และสำนักครูเฉพาะแต่ละบ้าน มิได้มีลักษณะเป็นโรงเรียนเปิดกว้างสาธารณะตามระบบสมัยใหม่ เช่นที่เกิดในช่วงหลัง 2475 แต่อย่างใด

ด้วยเหตุนี้ การเปิดพื้นที่การศึกษาทางด้านนี้สู่สาธารณะ จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่ทำให้ศิลปะที่เคยจำกัดอยู่ในแวดวงคนชั้นสูงหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ขยายตัวมาสู่วงกว้าง และจนมาสู่ปัจจุบันที่โรงเรียนทางด้านนี้ได้กระจายตัวไปในหลายภูมิภาคทั่วประเทศไทย

จากแผนที่ 2490 เราจะมองเห็นการเกิดขึ้นของอาคารเรียนหลังหนึ่งภายในพื้นที่โรงเรียนศิลปากรแผนกดุริยางค์ บริเวณด้านทิศใต้ของวัดพระแก้ววังหน้า (อาคารหลังนี้ไม่ปรากฏในแผนที่ 2475) โดยอาคารหลังนี้ปัจจุบันยังไม่ถูกรื้อแต่อย่างใด ซึ่งหากใครได้มีโอกาสเดินเข้าไปเห็นก็จะพบว่า หน้าตาอาคารถูกออกแบบขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมคณะราษฎรอย่างชัดเจน และถือว่าเป็นตัวแบบของอาคารที่สวยงามของงานในยุคนี้เลยทีเดียว

มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นอีกหนึ่งสถาบันการศึกษาที่เกิดขึ้นในยุคคณะราษฎร และปรากฏอยู่ในแผนที่ 2490 ซึ่งกรณีนี้ผมเคยเขียนถึงไว้หลายครั้งแล้วว่า จากหลักฐานที่มีอยู่ การเกิดขึ้นของมหาวิทยาลัยศิลปากรนั้นเราไม่อาจยกให้เป็นผลงานของศิลป์ พีระศรี แต่ผู้เดียวตามที่มักปรากฏในเรื่องเล่าชาวศิลปากรกระแสหลักได้อีกต่อไป

เพราะมหาวิทยาลัยแห่งนี้เกิดขึ้นอย่างสัมพันธ์โดยตรงกับนโยบายของจอมพล ป.พิบูลสงคราม และหลวงวิจิตรวาทการ ที่ต้องการใช้งานศิลปะสมัยใหม่ (ศิลปะคณะราษฎร) เป็นเครื่องมือหนึ่งในการปลูกฝังอุดมการณ์ของใหม่ภายหลังการปฏิวัติ 2475 (ดูเพิ่มในหนังสือ ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร : สัญลักษร์ทางการเมืองในเชิงอุดมการณ์ หน้า 119-158)

และด้วยบทบาทหน้าที่ที่สัมพันธ์กับการปฏิวัติ 2475 ดังกล่าว จึงไม่แปลกที่มหาวิทยาลัยศิลปากรจึงไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทั้งๆ ที่ศิลป์ พีระศรี ก็เดินทางเข้ามาทำงานในสยามก่อน 2475 นานถึง 9 ปี แต่ก็ไม่ได้มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรแต่อย่างใด

ในแผนที่ 2475 เราจะเห็นคำว่า กรมศิลปากร ปรากฏแล้ว แต่นั่นคือกรมศิลปากรในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่มีบทบาทหน้าที่แตกต่างอย่างมากจากกรมศิลปากรหลัง 2475

ที่สำคัญคือ พื้นที่กรมศิลปากรในแผนที่ 2475 เป็นเพียงการใช้สอยในลักษณะสำนักงานของคนที่ทำงานด้านงานช่างแขนงต่างๆ เท่านั้น แต่พื้นที่กรมศิลปากรในแผนที่ 2490 การใช้งานจะเปลี่ยนไป คือ เป็นทั้งสำนักงาน และมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่มีหน้าที่ในด้านการศึกษาทางศิลปะโดยตรงสำหรับสาธารณะ ดังปรากฏให้เห็นการก่อสร้างอาคารไม้ขนาดใหญ่ขึ้นในแผนที่ 2490 (แตกต่างจากแผนที่ 2475 ที่จะปรากฏเพียงอาคารไม้ขนาดเล็กหลายหลัง ที่รองรับการทำงานแบบสำนักงาน) เพื่อรองรับการศึกษาทางศิลปะแขนงต่างๆ

จากตัวอย่างที่ยกมาเพียงย่านเดียวในบทความนี้ ก็น่าจะเพียงพอที่จะชี้ให้เห็นถึงการขยายตัวที่น่าสนใจของระบบการศึกษาหลังการปฏิวัติ 2475 ซึ่งหากมีการอ่านแผนที่ 2 ชุดนี้อย่างละเอียดในประเด็นนี้ (พร้อมๆ ไปกับการใช้เอกสารลายลักษณ์และภาพถ่ายเก่า) เชื่อแน่ว่าจะช่วยทำให้เราเห็นภาพการขยายตัวของระบบการศึกษาสมัยใหม่ ภายใต้นโยบาย “หลักการศึกษา” ของคณะราษฎร ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...