โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

LINE เปลี่ยนชื่อแพลตฟอร์มโฆษณาเป็น LINE Ads เผยธุรกิจเครื่องสำอางซื้อโฆษณาสูงสุด ธุรกิจยานยนต์มาแรง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 18 ส.ค. 2565 เวลา 09.50 น. • เผยแพร่ 18 ส.ค. 2565 เวลา 09.50 น.

LINE for Business แจ้งว่า ได้ประกาศปรับเปลี่ยนชื่อเครื่องการลงโฆษณา เดิมจาก LINE Ads Platform (LAP) สู่ LINE Ads เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้นต่อนักโฆษณาและผู้ประกอบการ โดยช่วง 3 ปีที่ผ่านมาที่เปิดแพลตฟอร์มลงโฆษณา พบว่าธุรกิจเครื่องสำอาง (Cosmetics) ธุรกิจค้าปลีกแฟชั่น (Shopping & Fashion) และธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ (Healthfood) เป็นกลุ่มที่มียอดเม็ดเงินลงทุนผ่าน LINE Ads สูงสุด เรียงตามลำดับ และยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปีนี้

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่มาแรงคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นในปีนี้เป็นพิเศษ คือ ธุรกิจยานยนต์ คาดการณ์เติบโตที่ 93% ตามด้วย ธุรกิจสถาบันการเงินที่ 70% และธุรกิจเทคโนโลยีที่ 52% ด้วยเหตุจากการขยายการให้บริการ หรือการออกสินค้าใหม่ที่ต้องการเข้าถึงลูกค้าโดยตรงผ่านทางออนไลน์ เพื่อตอบโจทย์กระแสหรือความต้องการตลาดได้อย่างรวดเร็ว ทันใจ อาทิ การให้บริการสินเชื่อผ่านแอพต่างๆ การออกรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) รุ่นใหม่ๆ ที่กำลังเป็นกระแสความสนใจ เป็นต้น เหล่านี้เป็นปัจจัยกระตุ้นการใช้เม็ดเงินโฆษณาบน LINE Ads

ทั้งนี้ LINE มองเห็นอัตราเติบโตการลงโฆษณาในแง่ของเม็ดเงินลงทุนจากแบรนด์มากที่สุดในปีนี้ถึง 467% โดย VDO View มีแนวโน้มการเติบโตที่ 35% สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยที่นิยมรับชมวิดีโอสั้น ขณะที่เว็บไซต์แบบ “Website Visit” กลายเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นมาก คาดว่าจะเติบโตประมาณ 34% เนื่องจากในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล หลายแบรนด์มีความพร้อมในการจัดทำเว็บไซต์หรือหน้าร้านของตนบนโลกออนไลน์ได้อย่างครบครัน จึงต้องการสร้าง traffic ไปที่เว็บไซต์หรือหน้าร้านของตนเพื่อปิดการขายได้ทันที

ขณะที่แคมเปญเพื่อกระตุ้นการใช้งานแอพ เห็นการเติบโตไม่แพ้กัน ทั้งในส่วนวัตถุประสงค์ “App Install” ที่คาดว่าจะเติบโต 50% และ “App Engagement” ที่คาดว่าจะเติบโตถึง 900% อันเนื่องมาจากการ retarget เชิญชวนหรือกระตุ้นลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เช่น กลุ่มผู้ติดตั้งแอพ ไว้แล้วแต่ไม่แอคทีฟ หรือกลุ่มที่เคยใช้บริการ ซื้อสินค้าผ่านแอพมาแล้วให้หันกลับมาสนใจ เข้าใช้บริการในแอพอีกครั้งอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจเกมและธุรกิจสถาบันการเงินถือเป็นธุรกิจหลักที่ใช้งานโฆษณาด้วยวัตถุประสงค์เหล่านี้

ในด้านประสิทธิภาพของโฆษณาที่สะท้อนความสนใจของผู้บริโภค ธุรกิจสื่อและบันเทิง เช่น สำนักข่าว ทีวีสตรีมมิ่ง ถือเป็นธุรกิจมาแรงที่ได้รับความสนใจ โดยคาดว่าปีนี้จะมีอัตราการคลิกต่อจำนวนการมองเห็น หรือ CTR สูงสุดเป็นอันดับ 1 คือ 0.81% ตามมาด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน และธุรกิจเครื่องสำอาง 0.72% และ 0.57% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม สำหรับการลงโฆษณาบน LINE Ads มีสถิติยืนยันจากการใช้งานว่า แบรนด์ที่มีการทำแคมเปญโดยใช้ดาต้าจากหลากหลายช่องทางมาวิเคราะห์ ทำ Cross-Targeting ร่วมกัน จะช่วยให้ผลลัพธ์ตัวเลข CTR เพิ่มขึ้นถึง 1.3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับการทำแคมเปญโดยใช้ดาต้าจากช่องทางหรือเครื่องมือเดียว ซึ่งLINE Ads มีจุดเด่นคือการมีพื้นที่ในการลงโฆษณาหรือ Ads placement ในแพลตฟอร์มมากถึง 6 พื้นที่ โดยทุกพื้นที่ต่างมีศักยภาพและจุดเด่นที่แตกต่างกัน

เริ่มตั้งแต่หน้า HOME TAB พื้นที่ใหม่ล่าสุดรองรับโฆษณาในหลากหลายวัตถุประสงค์ ล่าสุดได้เปิดรองรับโฆษณาวัตถุประสงค์ “Gain Friends” แล้ว หน้า CHAT LIST ที่มีผู้ใช้งานมากถึง 53 ล้านคน ถือเป็นพื้นที่ทำเลทองที่กลุ่มคนทุกเพศทุกวัยเข้ามาใช้งาน เช็คหน้ารายการแชทอยู่เสมอ หน้า LINE VOOM ที่มีผู้ใช้งานมากถึง 35 ล้านคนต่อเดือน นำโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ต่างจังหวัดครอบคลุมทั่วไทย โดยแบรนด์สามารถลงโฆษณาเพื่อเข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้ในรูปแบบ VDO สั้นซึ่งกำลังเป็นที่นิยม หน้า LINE TODAY กับยอดผู้ใช้งาน 38 ล้านคนต่อเดือน นำโดยกลุ่มคนในวัยทำงานที่ต้องการเสพข่าวสารสาระประจำวัน หน้า LINE WALLET กับยอดผู้ใช้งาน 26 ล้านคนต่อเดือน นำโดยกลุ่มสูงวัย ซึ่งนับเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ที่นิยมเข้ามาช้อปปิ้งออนไลน์และทำธุรกรรมการเงินต่างๆ และท้ายสุดคือใน LINE OpenChat พื้นที่ใหม่มาแรง คอมมิวนิตี้ออนไลน์ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยทำงาน ด้วยอัตรา Engagement ของผู้เข้าใช้งานปัจจุบันสูงถึง 58.8% ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเรื่องการศึกษา กลุ่มแฟนคลับศิลปิน รวมไปถึงกลุ่มพูดคุยด้านการเงิน การลงทุน เป็นต้น

ในปีนี้ LINE for Business ได้นำเสนอโซลูชั่นใหม่ที่แบรนด์สามารถนำมาต่อยอดการใช้งาน LINE Ads ให้ดีขึ้นกว่าเดิม พร้อมสร้างฟีเจอร์ใหม่ๆ มากมาย เพื่อช่วยให้นักการตลาดใช้งานได้สะดวก และมีประสิทธิภาพกว่าเดิม โดยมีไฮไลท์ 4 ฟีเจอร์ ได้แก่

1.Business Manager คือ ดาต้าโซลูชั่นใหม่จาก LINE เป็นเสมือนตัวกลางที่ช่วยรวบรวมและแชร์ข้อมูลจาก 3 เครื่องมือที่อยู่บน LINE Ecosystem คือจาก LINE Official Account (LINE OA), LINE Ads และ LINE Smart Channel ได้แบบเรียลไทม์ เพื่อให้แบรนด์สามารถนำข้อมูล Target Audience จากทั้ง 3 เครื่องมือมาวิเคราะห์ ต่อยอดสู่การทำ Cross-Targeting ในการสื่อสาร ทำการตลาดผ่าน LINE OA และ LINE Ads ได้ สามารถช่วยเพิ่ม CTR ขึ้นได้มากถึง 1.3 เท่า นอกจากนี้ ยังมี Cross Service Report ที่จะทำให้นักการตลาดสามารถเห็นข้อมูลทั้งหมดและนำไปวิเคราะห์ทำการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2.Smart Channel Custom คือ ตำแหน่งโฆษณาในหน้ารายการแชท หรือที่เรียกว่า Smart Channel ทำเลทองสำหรับการลงโฆษณาบน LINE ที่แต่เดิมธุรกิจจะสามารถซื้อโฆษณาตำแหน่งนี้ได้ผ่านการจองและสามารถรันโฆษณาได้เพียง 1 วันเท่านั้น วันนี้ LINE ได้ปรับเปลี่ยนใหม่ ให้การลงโฆษณาตำแหน่งนี้มีความยืดหยุ่นขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การเปิดให้แบรนด์สามารถซื้อผ่านระบบ Bidding บน LINE Ads ได้ สามารถกำหนดระยะเวลาการรันแคมเปญโฆษณาเองได้สูงสุดถึง 31 วัน สามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้ผ่านระบบ Bidding แต่ยังคงความพรีเมี่ยมของชิ้นงานโฆษณาเพื่อออกสู่สายตาผู้ใช้บนทำเลทองนี้ได้ ทั้งรูปแบบภาพนิ่งอันสวยงาม มีสีสันตามที่แบรนด์ต้องการ รวมถึงขยายเป็นเฟรมวิดีโอโฆษณาที่ใหญ่ขึ้นเพื่อถ่ายทอดชิ้นงานวิดีโอโฆษณา (Expandible Ads) ได้ชัดเจน น่าดึงดูดใจ อย่างไรก็ตาม แบรนด์ยังสามารถเลือกที่จะใช้งานได้ทั้งแบบเดิมผ่านการจองล่วงหน้า และแบบใหม่ด้วยการ Bidding หรือที่เรียกว่า Smart Channel Custom นี้ได้ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแคมเปญโฆษณานั้นๆ

3.Reach Objective เป็น Objective หรือวัตถุประสงค์ใหม่ในการลงโฆษณาบน LINE Ads ที่เปิดตัวในปีนี้ พัฒนามาจาก Reach & Frequency เดิมให้มีการทำงานที่ดียิ่งขึ้น ช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถใช้ได้กับทั้ง 6 พื้นที่ของ LINE Ads และกับ Ads ทุกรูปแบบ ทั้งภาพนิ่งและวีดีโอ โดยสามารถกำหนดจำนวนความถี่ที่ต้องการให้กลุ่มเป้าหมายเห็น พร้อมช่วงเวลาและจำนวนการมองเห็นได้ด้วย เช่น ตั้งความถี่การมองเห็น 10 ครั้งตลอดแคมเปญ แต่ใน 10 ครั้งนี้ ขอให้เห็นเป็นช่วงความถี่ เช่น เห็นอย่างน้อย 4 ครั้งในสัปดาห์แรก และลดลงในสัปดาห์ถัดไป เป็นต้น เรียกได้ว่า สามารถลงรายละเอียดในการตั้งค่าการเข้าถึงได้มากขึ้น ส่งผลทำให้ต้นทุนต่อ Reach ของแบรนด์ หรือ CPR ต่ำลงถึงกว่า 83%

และ 4.Instream Ads โฆษณารูปแบบใหม่บน LINE VOOM แบ่งเป็น 2 แบบ คือ แบบ VDO (Mid-roll Skippable Ads) ที่จะขึ้นแทรกระหว่างผู้ใช้รับชมวีดีโอคอนเทนต์จากหน้า LINE VOOM โดยจะขึ้นตรงวินาทีที่ 60 ของวีดีโอคอนเทนต์นั้นๆ ผู้ใช้งานสามารถกดข้ามโฆษณาได้ในวินาทีที่ 6 และแบบภาพนิ่ง (Image Ads) ที่จะปรากฎขึ้นใต้วิดีโอคอนเทนต์ระหว่างที่ผู้ใช้รับชมวิดีโอคอนเทนต์อยู่

ผู้สนใจสามารถดูข้อมูล LINE Ads เพิ่มเติมได้ที่ https://lineforbusiness.com/th/service/line-ads

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...