โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เช็กด่วน!! สารอะฟลาท็อกซิน เกิดมะเร็งได้อย่างไร ต้องกินเยอะแค่ไหน

The Bangkok Insight

อัพเดต 11 พ.ค. 2567 เวลา 03.19 น. • เผยแพร่ 11 พ.ค. 2567 เวลา 03.19 น. • The Bangkok Insight

"ดร.อนันต์" ตอบคำถามสารอะฟลาท็อกซิน เกิดมะเร็งได้อย่างไร ต้องกินเยอะแค่ไหน

จากกรณี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำตัวอย่างข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวที่เก็บไว้นานกว่า 10 ปี มาซาวถึง 15 น้ำ ก่อนจะหุงและนำมารับประทานเพื่อยืนยันว่าข้าวในโครงการนี้แม้ 10 ปีแล้ว แต่มีเสียงคัดค้านว่า อาจเกิดสารพิษ อะฟลาท็อกซิน (aflatoxin) ที่เกิดจากเชื้อราที่ขึ้นในข้าวสารที่เก็บนานนั้น

สารอะฟลาท็อกซิน

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) โพสต์เพจเฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana ไขข้อข้องใจเรื่อง สารพิษอะฟลาท็อกซิน โดยระบุว่า

มีคำถามว่าสารพิษ Aflatoxin เกิดมะเร็งได้อย่างไร ต้องกินเยอะแค่ไหน

สารอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) สร้างจากเชื้อรา กลุ่ม Aspergillus ที่เติบโตดีที่สภาวะมีความชื้น พบในเมล็ดพืชเช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่ว สารชนิดนี้ทำลายไม่ได้ด้วยความร้อนระดับที่ใช้ปรุงอาหาร หรือ หุงข้าว ต้องร้อนถึงระดับการเผาสารพิษนี้เป็นสารก่อมะเร็งตับที่มีกลไกการก่อมะเร็งที่ซับซ้อน การ์ตูนนี้ช่วยอธิบายภาพได้ดีครับ

เมื่อรับเข้าสู่ร่างกายสาร Alfatoxin จะไปถูกเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง (metabolize) ที่ตับ โดยโครงสร้างที่ถูกเปลี่ยนจะเรียกว่า AFB1-8,9- epoxide ซึ่งจะสามารถจับกับสาย DNA กลายไปโครงสร้างเรียกว่า DNA adducts

เมื่อเซลล์แบ่งตัว DNA ที่จำลองตัวเองจะเกิดการผิดพลาดของรหัสพันธุกรรมจากผลของ DNA adducts นี่แหล่ะ ถ้าไม่มีการแก้ไขจะส่งให้เกิด mutation ในเซลล์ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง mutation บนยีนสำคัญอย่าง p53

การเจอครั้งแรกอาจโชคดีที่ DNA อาจไม่มีผลกระทบ หรือ แก้ไขได้ แต่การได้รับสารพิษปริมาณสูง อยู่เป็นประจำ วันหนึ่งการเกิดผลร้ายจากสารพิษก็คงเกิดขึ้นได้ตามความเสี่ยงครับ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...