AI-ESG โจทย์ใหม่ ธุรกิจครอบครัว “รุ่นเก๋า” ต้องถอยให้ “Next Gen” ได้เฉิดฉาย
ทางรอด ธุรกิจครอบครัว ในยุค AI-ESG - คาร์บอนฯ เปลี่ยนเกมธุรกิจไทย ถึงเวลา “รุ่นเก๋า” ต้องสละอำนาจปล่อยทายาทแสดงฝีมือ ดันองค์กรเข้า ตลาดหลักทรัพย์ฯ หามือดีร่วมบริหาร-ปั้นทายาทธุรกิจต่อสายป่านธุรกิจได้ไปต่อ
ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ไม่อู้ฟู่เหมือนในอดีต บีบให้ทุกธุรกิจแข่งขันยากกว่าเดิม บวกกับการเข้ามาของ AI, ESG และประเด็นทางสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น คาร์บอน เครดิต หรือ คาร์บอน ฟุตพริ้นท์ ในฐานะเงื่อนไขใหม่ทางธุรกิจส่งผลให้ธุรกิจจำนวนมากได้รับผลกระทบและจำต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน
โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจครอบครัวที่อำนาจการบริหารส่วนใหญ่ยังอยู่ในมือของ “ผู้นำ” ยุคบุกเบิกที่อายุมากที่อาจตามไม่ทันเทรนด์ธุรกิจเหล่านี้ แน่นอนว่ามีโอกาสสูงที่ธุรกิจจะอยู่ไม่รอดไปถึงมือ “เน็กซ์เจน”
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ การเงินธนาคาร ว่า ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เป็นธุรกิจครอบครัวมีสัดส่วนถึง 67% หรือกว่า 575 บริษัท
ในจำนวนนี้ 76% เป็นการถือหุ้นโดยเครือญาติและ 24% เป็นการถือหุ้นโดย Holding Company โดยอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กว่า 72% และอีก 28% อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ mai หากย้อนดูการจ่ายผลตอบแทนจะพบกว่า 53% ของบริษัทที่จ่ายเงินปันผลสูงล้วนเป็นธุรกิจครอบครัว
อย่างไรก็ตามธรรมชาติของธุรกิจครอบครัวทั่วโลกมีความท้าทายที่เหมือนกันคือ การขัดแย้งกันเองในครอบครัว จากหลากหลายสาเหตุที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวรู้สึกว่าไม่มีความยุติธรรม ได้รับค่าตอบแทนไม่ดี พี่น้องไม่สื่อสารกัน ส่งผลให้ธุรกิจครอบครัวมักจะจบลงภายในเวลาไม่กี่รุ่น
นอกจากนี้ธุรกิจครอบครัวยุคใหม่ยังต้องเผชิญหน้ากับโจทย์ทางธุรกิจใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาของเทคโนโลยีอย่าง AI และเงื่อนไขทางสิ่งแวดล้อมทั้ง ESG คาร์บอน เครดิต คาร์บอน ฟุตพริ้นท์ ต่าง ๆ
นั่นหมายความว่านอกจากธุรกิจครอบครัวจำเป็นต้องมีโครงสร้างที่ดี จ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสม มีการสื่อสารอย่างใกล้ชิด มีกระบวนการแก้ไขกรณีเกิดความขัดแย้ง และที่สำคัญคือต้องมีความเมตตากรุณา แล้วยังต้องปลี่ยน Mindset ในการทำธุรกิจ ผู้นำธุรกิจปัจจุบันที่อายุมากแล้ว จำต้องถอยให้รุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในการบริหารมากขึ้น
รุ่นใหญ่ต้องปล่อยวาง ถอยให้รุ่นใหม่ได้เฉิดฉาย
“ผู้นำธุรกิจรุ่น 1 หรือรุ่น 2 ที่อายุมากแล้ววันนี้ต้องปล่อยวางให้คนรุ่นใหม่เข้ามา เพราะคนรุ่น 1 มักจะมองว่ารุ่นใหม่ไม่มีพร้อม ต้องอยู่ภายใต้เงาของรุ่น 1 หรือรุ่น 2 ทำให้รุ่นใหม่ที่จะต้องเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจก็ไม่อยากเข้ามาทำเพราะรุ่นปู่หรือรุ่นพ่อยังไม่ปล่อยวาง ดังนั้นคนรุ่นเก่าจะต้องถอยออกไปเป็นที่ปรึกษา”
และอีกหนึ่งทางออกคือการนำ ธุรกิจครอบครัว เข้า“ตลาดหลักทรัพย์ฯ” ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถระดมทุนจากประชาชนโดยไม่ต้องกู้ธนาคาร ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยและไม่มีความเสี่ยงในการค้ำประกัน เพื่อนำทุนที่ได้ไปขยายกิจการหรือควบรวมกิจการหรือแม้แต่ลงทุนเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังทำให้ชื่อเสียงบริษัทดีขึ้น มีความน่าเชื่อถือดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุน ขณะเดียวกันก็ดึงดูดคนเก่ง ๆ นักบริหารหรือมืออาชีพให้อยากเข้ามาร่วมงาน รวมไปถึงลดความขัดแย้งในครอบครัวเพราะมีการกำกับที่ดี ทุกอย่างชัดเจนโปร่งใส
“ธุรกิจครอบครัวจะต้องมีบุคคลหลาย ๆ คนเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งกรรมการอิสระ ลูกจ้างเก่ง ๆ ผู้บริหารคนนอกที่มีความสามารถเพื่อให้ลูกหลานที่ไม่มีความรู้ได้เจอกับกรรมการเก่ง ๆ ที่จะเข้ามาเทรนนิ่ง เพราะถ้าทำงานกับพ่อแม่ส่วนมากมักจะไม่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพราะจะยึดติดกับการ “สั่ง” รุ่นลูก รุ่นหลานก็ไม่กล้าเถียง ดังนั้นผู้บริหารคนนอกจะช่วยประนีประนอม ไกลเกลี่ยและเทรนนิ่งลูกหลานของเจ้าของธุรกิจได้”
ที่สำคัญคือจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพราะตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการเสริมความรู้ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตลาดเงินตลาดทุน รวมทั้งเทรนด์ธุรกิจที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ESG AI สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น คาร์บอน เครดิต คาร์บอน ฟุตพริ้นท์ แต่ถ้าองค์กรอยู่อย่างเอกเทศไม่เข้ามาใช้ตลาดทุน ก็จะเข้าไม่ถึงองค์ความรู้เหล่านี้
“ส่วนใหญ่ธุรกิจครอบครัวที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะอยู่ภายใต้การบริหารของรุ่น 2 หรือรุ่น 3 เพราะรุ่นแรกธุรกิจอยู่ในระยะเริ่มต้น “ยังรวยไม่พอ” ส่วนรุ่นที่ 2 จะมองว่าถ้าอยากมั่งคั่งมากขึ้นก็จะต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่จากเทรนด์ปัจจุบันธุรกิจครอบครัวรุ่นใหม่มีการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มากขึ้น โดยธุรกิจที่ขับเคลื่อนโดยรุ่น 1 มักจะเริ่มที่ตลาดหลักทรัพย์ mai และรุ่นที่ 2 เริ่มผลักดันธุรกิจครอบครัวเข้า SET”
ไม่เข้าตลาดทุนเสี่ยงธุรกิจไม่ได้ไปต่อ…ถ้าทายาท “Say No!”
แน่นอนว่าในสนามธุรกิจย่อมมีเจ้าของธุรกิจที่ไม่ต้องการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ต้อง“ฉุกคิด” ว่าหากในอนาคตลูกหลานไม่ต้องการสืบต่อ ธุรกิจจะเดินหน้าต่ออย่างไร?? ดังนั้นหากไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ โอกาสที่จะสืบทอดธุรกิจอย่างยั่งยืนก็จะหมดไป เพราะลูกหลานไม่ทำต่อและหานักลงทุนเข้ามาซื้อกิจการไม่ได้เนื่องจากบริษัทขาดความน่าเชื่อถือ แต่หากบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ แม้ไม่มีผู้สืบทอดก็สามารถขายกิจการตามราคาอ้างอิงในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้
“เจ้าของกิจการต้อง “เลือก” ถ้าไม่อยากยุ่งยากในการทำธุรกิจ ชอบเติบโตในระยะสั้น ก็ต้องไปเสี่ยงในอนาคต หากธุรกิจมีปัญหาก็ต้องกู้ธนาคาร หากไปไม่รอดก็ต้องยอมให้ธนาคารยึดบริษัทไป แต่การอยู่ในตลาดทุนเหมือนทำให้บริษัทอยู่ในเรดาร์ของเจ้าของเงินหรือกองทุนใหญ่ ๆ ซึ่งทุนเหล่านี้มักจะมองบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก่อนเป็นอันดับแรก หากมีแผนที่จะลงทุน ดังนั้นถ้าเจ้าของธุรกิจมองว่าพอใจกับปัจจุบันไม่จำเป็นต้องพึ่งพาตลาดทุนก็อาจจะต้องเสี่ยงที่กิจการจะจบลงใน 2 หรือ 3 รุ่นตามคำสาปธุรกิจ 3 รุ่น”
เมื่อมองภาพใหญ่ระดับโลกจะพบว่า ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น LVMH, HERMES, Mercedes-Benz หรือแม้แต่ในประเทศไทยเองไม่ว่าจะเป็น เครือซีพี, ไทยเบฟ, เซ็นทรัล, โอสถสภา ล้วนใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือขยายธุรกิจ ขณะเดียวกันก็มีธุรกิจครอบครัวที่เปลี่ยนมือไปอยู่ภายใต้การบริหารหรือเจ้าของคนใหม่นอก เช่น โรงแรมโอเรียนเต็ล หรือ อังกฤษตรางู แต่ธุรกิจก็ยังอยู่
“สำคัญคือเจ้าของธุรกิจจะต้องคิดว่า อยากจะสร้างตำนานหรืออยู่ต่ออย่างยั่งยืนหรือไม่ การเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะช่วยให้ธุรกิจครอบครัวสามารถอยู่ไปได้แม้ว่าผู้ก่อตั้งจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม หากลูกหลานไม่เก่งในการทำธุรกิจก็สามารถอยู่ในสถานะของผู้ถือหุ้นได้และทำให้ธุรกิจครอบครัวยังมีลมหายใจต่อไปได้”
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ติดอาวุธธุรกิจครอบครัวด้วยตลาดทุน
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ กล่าวต่อไปว่าตลาดหลักทรัพย์เองก็ให้ความสำคัญกับธุรกิจครอบครัว และพยายามหาแนวทางเพื่อช่วยให้ธุรกิจครอบครัวเหล่านี้สามารถทำธุรกิจได้อย่างยั่งยืน โดยในวันที่ 1-2 สิงหาคม 2567 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะจัดงาน“The 2nd SET Annual Conference on Family Business” ภายใต้แนวคิด “Family Business in the Globalized Asia” เพื่อติดปีกอาวุธให้กับธุรกิจครอบครัวไทย
โดยมุ่งเป้าไปที่ธุรกิจครอบครัวที่มีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์และธุรกิจขนาดเล็กทั่วไป ในการเพิ่มขีดความสามารถและขยายโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุน โดยมีผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาจากสถาบันชั้นนำระดับนานาชาติ พร้อมด้วยผู้ประกอบการไทยจากหลากหลายธุรกิจมาถ่ายทอดเรื่องราวเส้นทางการเติบโตของธุรกิจ รวมถึงกลยุทธ์การปรับตัวท่ามกลางปัจจัยความไม่แน่นอน จนประสบความสำเร็จสามารถส่งต่อธุรกิจและเติบโตได้อย่างมั่นคง
“เราอยากติดอาวุธให้กับธุรกิจครอบครัวไทยเพราะในต่างประเทศมีการดำเนินการเรื่องนี้มามากกว่า 10 ปี ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อิตาลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ จีน ซึ่งมีธุรกิจครอบครัวและบริษัท 100 ปีจำนวนมาก แต่ในประเทศไทยยังไม่มีการดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังดังนั้นเราต้องการสร้าง Ecosystem ให้เกิดในประเทศไทย เพื่อให้ธุรกิจครอบครัวและธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงข้อมูลที่เรามี”