โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

[รีวิว] A Haunting in Venice: สืบลึกลับ (ไม่) ซับซ้อน หลอนแบบเบา ๆ

BT Beartai

อัพเดต 01 พ.ย. 2566 เวลา 23.31 น. • เผยแพร่ 01 พ.ย. 2566 เวลา 13.35 น.
[รีวิว] A Haunting in Venice: สืบลึกลับ (ไม่) ซับซ้อน หลอนแบบเบา ๆ

https://assets.beartai.com/uploads/speaker/post-1323928.mp3?cb=1698881515.mp3

แอร์กูล ปัวโรต์ (Hercule Poirot) นักสืบหนวดงามนามกระฉ่อนกลับมาแล้วครับ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาพาคนดูไปผจญภัยในเรื่องราวแนวรหัสคดีฆาตกรรมตามแบบฉบับของ อกาธา คริสตี (Agatha Christie) ผ่านฝีมือการรับบทและกำกับโดย เคนเนธ บรานาห์ (Kenneth Branagh) ครั้งแรกเขาพาเราไปพบกับคดีฆาตกรรมบนรถไฟสายด่วนใน ‘Murder on the Orient Express’ (2017)

และกลับมาอีกครั้งในธีมกลิ่นอายตะวันออกกลาง กับคดีฆาตกรรมปริศนากลางเรือสำราญใน ‘Death on the Nile’ (2022) และในครั้งนี้ นักสืบจอมเป๊ะผู้รักในขนมเค้ก กลับมาไขคดีอีกครั้งในธีมบรรยากาศสยองขวัญกลางเมืองเวนิส ใน ‘A Haunting in Venice’ ที่ดัดแปลงมาจาก ‘Hallowe’en Party’ หนังสือนิยาย Whodunit ผลงานของ อกาธา คริสตี ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1969

A Haunting in Venice ฆาตกรรมหลอนแห่งนครเวนิส Courtesy of 20th Century Studios
A Haunting in Venice ฆาตกรรมหลอนแห่งนครเวนิส Courtesy of 20th Century Studios

ภาคนี้เล่าเรื่องของเมืองเวนิสในปี 1947 ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ แอร์กูล ปัวโรต์ (เคนเนธ บรานาห์ – Kenneth Branagh) นักสืบชื่อดังหนีมาใช้ชีวิตหลังเกษียณแบบสันโดษ โดยมี วิตาเล ปอร์ตโฟกลิโอ (ริคาโด สคามาชิโอ – Riccardo Scamarcio) อดีตตำรวจคอยเป็นบอดีการ์ด วันหนึ่ง เอเดรียน โอลิเวอร์ (ทีนา เฟย์ – Tina Fey) เพื่อนเก่านักเขียนนิยาย ได้ชักชวนให้เขาไปเข้าร่วมงานเทศกาลฮาโลวีนในปราสาทแห่งหนึ่ง ที่มีไฮไลต์ลับ ๆ คือการทำพิธีเข้าทรงของ จอยซ์ เรย์โนลด์ (มิเชล โหย่ว – Michelle Yeoh) คนทรงที่ได้รับการว่าจ้างจากอดีตนักร้องโอเปรา โรวีนา เดรก (เคลลี ไรลีย์ – Kelly Reilly) ให้ทำพิธีติดต่อกับวิญญาณของ อลิเซีย เดรก (โรวัน โรบินสัน – Rowan Robinson) ลูกสาวของโรวีนาที่เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาเมื่อปีก่อน

แต่คดีกลับยิ่งซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม เมื่ออยู่ดี ๆ ก็เกิดเหตุฆาตกรรมครั้งใหม่ขึ้นท่ามกลางวงล้อมความลึกลับน่าสงสัยของคนในบ้าน ทั้ง ดร. เลสลี เฟอร์ริเยร์ (เจมี ดอร์แนน – Jamie Dornan) แพทย์ประจำตระกูล และ ลีโอโปล เฟอร์ริเยร์ (จู๊ด ฮิล – Jude Hill) ลูกชายอัจฉริยะ มักซีม เจอร์ราด (ไคล์ อัลเลน – Kyle Allen) อดีตคู่หมั้นของอลิเซีย โอลกา เซมีนอฟ (คามิล กอตติน – Camille Cottin) แม่บ้านข้างกายของโรวีนา รวมทั้ง เดสเดอร์โมนา ฮอลแลนด์ (เอ็มมา แลร์ด – Emma Laird) และ นิโคลัส ฮอลแลนด์ (อลี ข่าน – Ali Khan) คู่พี่น้องผู้ช่วยของเรย์โนลด์ ปัวโรต์ผู้ไม่เชื่อในเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ จึงต้องเข้าไปพัวพันกับคดีที่เต็มไปด้วยเบาะแสการควานหาตัวฆาตกรที่ลี้ลับยิ่งกว่าเดิม

A Haunting in Venice ฆาตกรรมหลอนแห่งนครเวนิส Courtesy of 20th Century Studios
A Haunting in Venice ฆาตกรรมหลอนแห่งนครเวนิส Courtesy of 20th Century Studios

ภาคนี้ยังคงได้ ไมเคิล กรีน (Michael Green) มือเขียนบทจาก 2 ภาคแรกกลับมาดัดแปลงเรื่องราวจากนิยายที่ไม่เคยถูกนำมาดัดแปลงมาก่อน โดยเลือกที่จะเปลี่ยนรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่าง และก็ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นภาคที่มีความแตกต่างจากภาคก่อนหน้าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการจับธีมความเป็นหนังสยองขวัญที่มีเรื่องของวิญญาณ และความเชื่อมาเป็นแกนหลัก ผ่านบรรยากาศความโบราณแบบกอธิก (Gothic) เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อ้างอิงว่าเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ และการใส่ Jump Scare เอาไว้แบบพอให้สะดุ้ง แต่ยังไม่ได้ถึงขั้นสยองขวัญ ถ้าหากจะเทียบกับหนังสยองขวัญโดยทั่วไป

เอาเข้าจริง สิ่งที่น่ากลัวกว่าบรรยากาศสยองในหนัง คงเป็นเรื่องของคดีความและความเกี่ยวพันบรรดามีที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้มากกว่า หนังใช้จังหวะหลังเกิดเหตุฆาตกรรมในการปูเรื่องราวที่มาที่ไปและความเชื่อมโยงของตัวละครทั้งหมดผ่านการสืบสวนสอบสวนของนักสืบปัวโรต์ สิ่งที่ตัวหนังแฝงเอาไว้ได้น่าสนใจและน่าขนลุกกว่าก็คือ การสะท้อนผลพวงความโหดร้ายหลังสงคราม ทั้งสภาพเศรษฐกิจ ผู้ลี้ภัย ในขณะที่หมอเลสลี หรือแม้แต่ปัวโรต์ เป็นตัวแทนของผู้เปี่ยมทักษะ แต่ต้องเผชิญกับความสะเทือนใจหลังสงคราม (Post-Traumatic Stress Disorder – PTSD) จนตัวเองต้องแตกสลาย คนทรงอย่างเรย์โนลด์จึงเป็นตัวแทนของความหวังสุดท้ายของคนยุคนั้น

A Haunting in Venice ฆาตกรรมหลอนแห่งนครเวนิส Courtesy of 20th Century Studios
A Haunting in Venice ฆาตกรรมหลอนแห่งนครเวนิส Courtesy of 20th Century Studios

แม้จะพูดได้ไม่เต็มปากว่า หนัง Whodunnit แบบ อกาธา คริสตี ที่ผ่านมา 2 เรื่องของบรานาห์จะถือเป็นงานในระดับดีเยี่ยม เพราะก็ต้องยอมรับว่า ทั้ง 2 ภาคต่างก็มีปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการวางปมเบาะแสที่นำไปสู่การไขคดีปริศนาให้ผู้ชมได้ตามเก็บตามสืบ ภาคนี้ยังใช้การให้เบาะแสด้วยวิธีการให้เวลาในการปูเรื่องให้เห็นปูมหลัง ความสัมพันธ์ และความเชื่อมโยงต่าง ๆ ของตัวละคร การวางหมากล่อหลอกให้ตัวละครบางตัวมีความน่าสงสัยเป็นพิเศษ (ตามจังหวะความสงสัยของลุงปัวโรต์) ผนวกเข้ากับความเหนือธรรมชาติ การต่อสู้กับสิ่งลี้ลับ และแนวคิดความเชื่อในเรื่องผีสางมาเป็น Conflict ให้ปัวโรต์และคนดูทำงานสืบยากขึ้นไปอีก แต่ก็ไม่ได้ยากจนถึงขั้นตามไม่ทัน

และอีกข้อดีก็คือ ปราสาทในเรื่องนี้ดูจะเอื้อต่อการสร้างพื้นที่ปิดตาย (ที่เอื้อต่อการเกิดเหตุไม่น่าไว้วางใจ) ได้สมบูรณ์แบบกว่าเรือสำราญบน ‘Death on the Nile’ เสียอีก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ การที่ตัวหนังใช้วิธี ‘ละ’ การปะติดปะต่อไขคดี ที่ควรเป็นหัวใจและไม้เด็ดของหนังหรือนิยาย Whodunnit ออกไปจนเกือบหมด และให้ปัวโรต์ ‘โพล่ง’ เฉลยการไขคดีจากการปะติดปะต่อในหัวตัวเองออกมาจนหมดเปลือกแทน

A Haunting in Venice ฆาตกรรมหลอนแห่งนครเวนิส Courtesy of 20th Century Studios
A Haunting in Venice ฆาตกรรมหลอนแห่งนครเวนิส Courtesy of 20th Century Studios

สิ่งนี้ทำให้คนดูยิ่งถอยห่างจากบรรดาเบาะแสจากการสอบปากคำ รวมทั้งวัตถุพยานต่าง ๆ นานา กลายเป็นเพียงคนดูที่เฝ้าดูการสืบสวนคดี และเฝ้าติดตามการทำงานของมงซิเออร์ปัวโรต์อยู่ห่าง ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแน่นอนว่ามันก็ทำให้ความสนุกในแบบ Whodunnit ที่คนดูควรน่าจะได้มีส่วนร่วมลดลงไปด้วย

อีกสิ่งที่หนังเรื่องนี้ทำได้ค่อนข้างน่าพอใจ แม้ในภาคนี้จะเสียเปรียบตรงที่มีดารา A-List น้อยกว่า 2 ภาคที่แล้วก็คือการวางตัวนักแสดงที่ดี บรานาห์ยังคงถ่ายทอดความเป็นนักสืบปัวโรต์ ในฐานะนักสืบผู้มีแนวคิดต่อต้านสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วนนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์อย่าง มิเชลล์ โหย่ว ก็สามารถรับบทเป็นคนทรงที่อยู่ขั้วตรงข้ามกับปัวโรต์ได้น่าสนใจ รวมทั้งตัวละครอื่น ๆ ที่ต่างก็มีพื้นที่ของตัวเองแบบไม่มีใครจมหายระหว่างทาง

นักแสดงอีกคนที่ขโมยซีนอย่างคาดไม่ถึงก็คือน้อง จู๊ด ฮิล ในบท ลีโอโปล เฟอร์ริเยร์ ลูกชายหมอที่มีความอัจฉริยะ ที่มีของให้ปล่อยอย่างถูกจังหวะ อีกจุดเด่นที่ต้องชมเช่นเดียวกับทุก ๆ ภาคก็คือ การถ่ายทอดบรรยากาศสไตล์โกธิกของเมืองเวนิสโบราณ ที่ให้บรรยากาศสยองขวัญมืดหม่น รวมทั้งการใช้มุมกล้องที่คราวนี้ดูจะเน้นการ Close-Up ตัวละครเป็นพิเศษ ราวกับว่าจะให้ผู้ชมคอยจับตาดูสีหน้าท่าทีของตัวละครไปด้วยระหว่างชม

นับเป็นความน่าสนใจที่เรื่องราวของนักสืบ แอร์กูล ปัวโรต์ สามารถเดินทางมาได้ถึงภาคที่ 3 แล้ว แม้ตอนฉายในโรงหนังจะทำรายได้ไม่ค่อยงดงามนัก จนต้องเอามาลงสตรีมมิงอย่างรวดเร็ว แต่ก็นับได้ว่า ‘A Haunting in Venice’ ก็ยังคงเป็นบันเทิงคดี Whodunnit ที่อาจจะไม่ได้สมบูรณ์ที่สุด (แต่จะมองว่าเป็น Whodunnit ที่มีความลึกลับซับซ้อน แต่ดูได้ไม่ยากก็พอไหวแหละ) ถ้านับในฐานะหนังแฟรนไชส์ ผู้เขียนมองว่าภาคนี้คือภาคที่ลงตัวมากที่สุดในหลาย ๆ องค์ประกอบ อีกสิ่งที่ผู้เขียนรู้สึกก็คือ บรานาห์สามารถสร้างภาพและคาแรกเตอร์ของมงซิเออร์ปัวโรต์ได้ชัดเจนและมีมิติมากพอสำหรับภาคต่อ ๆ ไปแล้วล่ะ ถ้าเกิดยังจะมีโปรเจกต์ทำภาคต่อไปอยู่นะ

A Haunting in Venice ฆาตกรรมหลอนแห่งนครเวนิส Courtesy of 20th Century Studios
A Haunting in Venice ฆาตกรรมหลอนแห่งนครเวนิส Courtesy of 20th Century Studios

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

A Haunting in Venice | ฆาตกรรมหลอนแห่งนครเวนิส คุณภาพด้านการแสดง 6.5 คุณภาพโปรดักชัน 7.4 คุณภาพของบทภาพยนตร์ 6.4 ความบันเทิง 7.4 ความคุ้มค่าเวลาในการรับชม 7.7 จุดเด่น แฝงเรื่องราวผลกระทบหลังสงครามมาเป็น Conflict ได้น่าสนใจ เน้นใช้การสอบสวนปูมหลัง ความสัมพันธ์ และความเชื่อมโยงต่าง ๆ ของตัวละคร มีความซับซ้อนแต่ดูไม่ยาก นักแสดงแม่เหล็กมีน้อย แต่กระจายบทได้ดี มิเชลล์ โหย่ว เปล่งประกาย น้อง จู๊ด ฮิล ก็ขโมยซีน ถ่ายทอดบรรยากาศโกธิกของเมืองเวนิสโบราณได้ออกมามืดหม่น จุดสังเกต ตัวหนังละการแสดงปะติดปะต่อ และข้ามไปเฉลยตัวคนร้าย ทำให้เสน่ห์หนังแบบ Whodunnit หายไปพอสมควร บรรยากาศสยองขวัญและความโบราณกอธิกทำได้ถึง มี Jump Scare พอสะดุ้ง แต่อาจจะไม่ได้ถึงขั้นสยองน่ากลัว คอสยองขวัญอาจไม่โดนเส้น 7.1 A Haunting in Venice

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...