ลิขิตรัก ย้อนรอยแค้น [นิยายแปล]
ข้อมูลเบื้องต้น
ลิขิตรัก ย้อนรอยแค้น [นิยายแปล]
จุดจบที่ความตาย กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นบันดาลให้เธอได้ย้อนกลับไปในปี 1985
เธอตื่นขึ้นมาอีกครั้งในร่างตัวเองวัย 12 ปี!
เมื่อได้รับชีวิตที่เหมือนได้เกิดใหม่คราวนี้ เธอจึงตัดสินใจลิขิตชะตาด้วยสองเป้าหมาย…
หนึ่ง… มีชีวิตอย่างอิสรเสรี ไม่สนใจสายตาใคร และไม่รับความรักอันน้อยนิดที่ญาติมิตรมีให้
สอง… แก้แค้น สิ่งที่พี่สาวกับอดีตคนรักติดค้างไว้ เธอจะต้องเอาคืนให้หมดในชาตินี้!
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท Ink Stone Entertainment ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : China Literature
เรื่อง : ลิขิตรัก ย้อนรอยแค้น
ผู้เขียน : เหล่าหยางอ้ายชืออวี๋
ผู้แปล : Yusan Han, WEI-TIAN, Kaeshawty
---
[八零小甜妻] / [老羊爱吃鱼]
©2020 Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All rights reserved.
Thai translation rights arranged with China Literature by Ink Stone Entertainment Co., Ltd.
ตอนที่ 1 กระโดดตึก + ตอนที่ 2 ฆ่าตัวตาย
ลิขิตรัก ย้อนรอยแค้น
老羊爱吃鱼
ตอนที่ 1 กระโดดตึก
อู่เหมยลอยอยู่กลางอากาศ เธอรู้สึกแค่ว่าตัวเองเบาหวิว ล่องลอยอยู่กลางอากาศราวกับลูกโป่ง ยิ่งลอยยิ่งสูง แต่ไม่ว่าจะลอยไปที่ไหนเธอก็เห็น ‘ตัวเธอ’ ที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นอย่างชัดเจน
ร่างกายสะอาดไร้ร่องรอยบาดเจ็บ มีเพียงรูปร่างที่เปลี่ยนทรงไปบ้างจนอู่เหมยคิดว่ากระดูกข้างในตัวเธอต้องแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแน่นอน ขณะเดียวกันก็สงสัยว่าตกลงมาจากชั้นสามสิบสามทำไมยังไม่แตกหักเป็นชิ้นๆ กระทั่งหยดเลือดเพียงนิดก็ไม่มี!
ไม่นานอู่เหมยที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศก็รู้สึกเจ็บแปลบตรงส่วนหน้าท้อง แปลกจังเลย วิญญาณก็รู้สึกถึงความเจ็บได้หรือ?
ในขณะเดียวกัน อู่เหมยที่อยู่บนพื้นมีเลือดสีสดไหลออกมาจากร่างกายส่วนล่างมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาบไปทั่วพื้นรอบด้านคล้ายดอกกุหลาบสีแดงสดอย่างรวดเร็ว “เวรกรรมจริง ท้องอยู่ด้วยนะ!” มีคุณยายคนหนึ่งกล่าวด้วยความเห็นใจ
“นี่มันคุณนายเหมยชั้นบนสุดไม่ใช่เหรอ? ทำไมเธอถึงตกลงมาได้ล่ะ? ประธานเหมยล่ะ? รีบแจ้งประธานเหมยสิ” มีคนจำอู่เหมยได้จึงรีบตะโกนอย่างร้อนใจ
“โทรหา 120 ก่อน ดูว่ายังช่วยทันหรือเปล่า?”
“โทรหา 110 ดีกว่า ตกลงมาจากที่สูงขนาดนี้ ถึงจะทำด้วยเหล็กก็ไม่ไหวหรอก ผู้หญิงคนนี้ไม่รอดแล้วแหงๆ เฮ้อ น่าเสียดายจริง ผู้หญิงสวยขนาดนี้ทำไมถึงได้คิดสั้นนัก”
“นั่นสิ สามีทั้งรวยทั้งดีกับเธอขนาดนั้นทำไมถึงคิดสั้นฆ่าตัวตายได้นะ?”
อู่เหมยที่ลอยอยู่เหนือศีรษะโต้เสียงดังกลับ “ฉันไม่ได้คิดสั้น ฉันเพิ่งมีลูก ฉันอยากใช้ชีวิตต่อไปดีๆ อู่เยวี่ยต่างหาก เธอเป็นคนผลักฉันลงมา!”
อู่เหมยตะโกนเสียงดังแต่กลับไม่มีเสียงออกมา แม้แต่เธอก็ยังไม่ได้ยินเสียงตัวเอง กระทั่งตอนนี้เธอถึงรู้ตัวว่าเธอตายไปแล้ว ตอนนี้เป็นเพียงวิญญาณตนหนึ่งเท่านั้น
“เหมยเหมย!”
เหมยซูหานในชุดไม่เรียบร้อยพุ่งลงมาจากชั้นบน ทุกคนกำลังถูกอู่เหมยบนพื้นดึงดูดความสนใจไปจึงไม่ทันคิดหาสาเหตุว่าทำไมเหมยซูหานถึงได้แต่งตัวไม่เรียบร้อย อู่เยวี่ยรีบวิ่งตามหลังมาในชุดที่เรียบร้อยผิดคาดและดูสง่าเหมือนปกติ
เมื่อเห็นฆาตกรที่ทำร้ายตัวเองอู่เหมยก็โถมเข้าใส่อย่างแค้นเคือง แต่ร่างของเธอกลับทะลุตัวอู่เยวี่ยไปอย่างง่ายดาย ไม่สามารถทำอะไรอู่เยวี่ยได้แม้แต่ปลายเส้นผมด้วยซ้ำ อู่เหมยโถมเข้าใส่อีกรอบอย่างไม่ยอมแพ้แต่สุดท้ายก็เหมือนเดิม อู่เยวี่ยไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย เธอเดินเข้าหาเหมยซูหานด้วยใบหน้าเศร้าโศก
“เหมยเหมย ทำไมถึงคิดสั้นแบบนี้? เป็นความผิดของพี่เอง ทำไมฉันถึงไม่ดูเธอให้ดี ฮึก!”
อู่เยวี่ยถลาเข้าหาตัวอู่เหมยแล้วปล่อยโฮ เหมยซูหานที่อยู่ข้างๆ กลับมีสีหน้าแข็งทื่อ มองอู่เหมยที่นอนอยู่บนพื้นอย่างไม่ขยับสักนิด ไฝจุดแดงตรงหว่างคิ้วแดงยิ่งกว่าเลือดที่อยู่ใต้ร่าง ดวงหน้าขาวซีดทว่ากลับยังคงสวยงามดังเดิม
จนถึงบัดนี้เหมยซูหานถึงเพิ่งรู้ว่าภรรยาที่ใช้ชีวิตร่วมกับเขามานับสิบปีกลับงดงามเช่นนี้ นี่ยังเป็นครั้งแรกที่เขาใช้สายตากวาดมองอู่เหมยอย่างจริงจัง และเป็นครั้งแรกที่ทิ้งสายตาไว้นานขนาดนี้ แต่อู่เหมยกลับรับรู้ไม่ได้อีกแล้ว
“เหมยเหมย ขอโทษนะ!” เหมยซูหานลูบไล้ใบหน้าของอู่เหมยด้วยสีหน้าเศร้าเสียใจสุดขีด ภาพตรงหน้าทิ่มแทงใจอู่เหมยที่ลอยอยู่กลางอากาศนัก เธอแยกไม่ออกแล้วว่าใบหน้าเศร้าใจของเหมยซูหานในตอนนี้มาจากใจจริงหรือแค่เสแสร้งเท่านั้น
เธอกระทั่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิบปีที่อยู่กับเหมยซูหานมามีความหมายอย่างไร คนนอกล้วนบอกว่าเธอโชคดีมากที่ได้แต่งงานกับสามีมากความสามารถและรักเธอ เมื่อก่อนเธอเองก็คิดเช่นนั้น แต่หนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้เธอเพิ่งรู้ว่าตัวเธอกลายเป็นตัวตลกที่น่าขันที่สุดในโลก โง่เขลาโดยสิ้นเชิง
…………………………………………………
ตอนที่ 2 ฆ่าตัวตาย?
รถตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุในเวลาไม่ช้า รถพยาบาลเองก็เช่นกัน คุณหมอแค่ดูดวงตาของอู่เหมยปราดเดียวก็ส่ายหัว “สายไปแล้ว!”
ทุกคนไม่ได้แปลกใจกับคำพูดของคุณหมอ ตกจากที่สูงร้อยเมตร เกรงว่าชั่ววินาทีที่สัมผัสพื้นก็สิ้นลมหายใจแล้วกระมัง!
คุณหมอถอยออกไปก่อนจะให้ตำรวจเข้ามาดูแทน ทุกอย่างถูกจัดการไปตามขั้นตอน แต่บางทีพวกเขาคงมีข้อสรุปอยู่เบื้องต้นแล้ว กระนั้นก็ต้องดำเนินไปตามขั้นตอนอยู่ดี อู่เหมยก้มมองร่างตัวเองบนพื้นด้วยสายตาเย็นชารวมถึงอู่เยวี่ยที่กำลังซบหน้าร้องไห้หนักหน่วงบนตัวเธอ และเหมยซูหานที่นั่งคุกเข่านิ่งบนพื้น เธออยากบอกตำรวจมากเหลือเกินว่าผู้หญิงจอมเสแสร้งคนนี้แหละคือฆาตกร
แต่ไม่ว่าเธอจะผ่านทะลุร่างตำรวจไปหลายครั้ง ทั้งตะโกนเรียกเสียงดังก็แล้ว กลับไม่มีใครสนใจเธอ และไม่มีใครรู้เรื่องที่ไร้ความยุติธรรมของเธอ ทุกคนต่างคิดว่าเธอฆ่าตัวตาย แม้แต่ตำรวจเองยังสรุปคดีอย่างนี้
“ความผิดฉันเอง สุขภาพน้องสาวฉันไม่ค่อยดี อารมณ์ก็ไม่ปกติ ที่ผ่านมาหลายปีต้องพึ่งยาระงับอารมณ์ตลอด ลูกของเธอคนนี้มากะทันหันเกินไป น้องเขยเลยให้ฉันกล่อมน้องสาวให้เธอไปทำแท้ง แต่น้องสาวฉันไม่ยอม เธอยืนยันจะคลอดลูกให้ได้ ทั้งร้องไห้ทั้งโวยวายจนในที่สุดก็สงบลงสักที ฉันกับน้องเขยไปปรึกษาเรื่องลูกที่อีกห้อง แต่ใครจะคิดว่า… แค่แป๊บเดียว น้องสาวฉันก็… เป็นความผิดฉันเอง ถ้ารู้ว่าจะเป็นอย่างนี้ตั้งแต่แรก ต่อให้เธอคลอดลูกที่อาจจะผิดปกติคนนี้ แล้วยังไงล่ะ!”
อู่เยวี่ยเล่าอย่างเศร้าโศก หลายครั้งเธอออกอาการเสียใจเกินไปทำให้ไม่สามารถเล่าต่อได้ คนรอบข้างต่างปลอบใจเธอบอกว่านี่เป็นเพราะอู่เหมยคิดสั้นเอง ไม่เกี่ยวข้องกับเธอ
แต่ไม่มีใครทันสังเกตเห็นสีหน้าผิดแปลกของเหมยซูหาน สายตาที่เขามองมาที่อู่เยวี่ยเองก็แปลกนัก คล้ายอยากพูดอะไรแต่สุดท้ายก็ไม่พูด หลับตาลงอย่างเจ็บปวดและกล่าวเสียงแผ่ว “ขอโทษ เหมยเหมย!”
“ไม่เอา ฉันไม่ต้องการคำขอโทษจากคุณ คุณตำรวจ อู่เยวี่ยกำลังโกหกอยู่ ฉันไม่ได้เป็นโรคประสาท สุขภาพฉันเองก็ดีมาก ลูกของฉันไม่มีปัญหาอะไร ฉันไม่ได้ทานยาพวกนั้นตั้งนานแล้ว อู่เยวี่ยต่างหากที่ทำร้ายฉัน เธอเป็นคนผลักฉันลงมา เฮ้! พวกคุณได้ยินที่ฉันพูดบ้างหรือเปล่า?
เหมยซูหาน คุณลุกขึ้นพูดสักคำสิ คุณรีบบอกตำรวจไปสิว่าอู่เยวี่ยเป็นคนฆ่าฉัน เหมยซูหาน ทำไมคุณต้องทำกับฉันแบบนี้?”
อู่เหมยพุ่งตัวมาตรงหน้าเหมยซูหานอย่างโกรธเกรี้ยว ทั้งที่รู้ผลลัพธ์ของมันดีแต่เธอก็กระโจนเข้าหาครั้งแล้วครั้งเล่ากระทั่งหมดสิ้นเรี่ยวแรง เรือนร่างค่อยๆ จางลง
ไม่นานตำรวจได้นำศพของอู่เหมยไปที่ห้องเย็น รอปิดคดีทุกอย่างได้เมื่อไร ญาติจึงจะสามารถนำร่างของเธอกลับบ้านได้ ต่อมาบุพการีตระกูลอู่ก็ถูกเรียกมาที่สถานีตำรวจ
อู่เหมยโถมเข้าหาพวกเขาอย่างตื่นเต้น เธอไม่ได้เจอพ่อแม่มานานเหลือเกิน แต่พ่อแม่กลับมองไม่เห็นเธอสักนิด พวกท่านกำลังตอบคำถามตำรวจอยู่
“ใช่แล้ว ลูกสาวคนเล็กฉันสติไม่ค่อยดีตั้งแต่เด็ก ชอบอารมณ์ฉุนเฉียวอย่างไร้เหตุผล ลูกสาวคนโตฉันยอมน้องสาวเสมอ ดูแลเธออย่างดี แต่นิสัยของลูกสาวคนเล็กฉันแปลกจริงๆ กับพ่อแม่แท้ๆ อย่างเราเองก็ไม่สนิทสนมด้วย เฮ้อ ใครจะรู้…”
คุณแม่อู่ เหอปี้อวิ๋นดึงกระดาษทิชชู่มาซับน้ำตาเรียกให้อู่เยวี่ยโผเข้ากอดกับเธอตัวกลม สองแม่ลูกเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย คุณพ่ออู่ทำหน้าเศร้าหมองเช่นเดียวกันอยู่ข้างๆ เพียงแต่ไม่เอ่ยอะไรสักคำ พอตำรวจถามเขาก็แค่พยักหน้าหรือส่ายหน้าเท่านั้น
อู่เหมยมองพ่อแม่ของตนอย่างเหลือเชื่อ ตอนเด็กสติเธอเคยผิดปกติตั้งแต่เมื่อไรกันและไม่เคยฉุนเฉียวอย่างไร้เหตุผลมาก่อน อู่เยวี่ยเป็นลูกรักของพ่อแม่ แล้วตัวเธอจะกล้าอารมณ์เสียต่อหน้าอู่เยวี่ยได้อย่างไร?
เหตุใดคุณพ่อคุณแม่ต้องโกหก?
หรือว่าในใจพวกท่านมีลูกสาวแค่อู่เยวี่ยคนเดียว?
หรือว่าต่อให้เธอตายก็ตาม จะไม่ได้รับความสงสารจากคุณพ่อคุณแม่สักนิดเลยหรือ?
……………………………………………………………
ตอนที่ 3 สาบาน + ตอนที่ 4 หวนกลับมา
ตอนที่ 3 สาบาน
เพราะคำให้การจากพ่อแม่ตระกูลอู่และประวัติการเข้าพบจิตแพทย์ของอู่เหมย ตำรวจจึงตัดสินว่าเธอฆ่าตัวตายก่อนจะให้พ่อแม่ของเธอนำศพกลับบ้านไป
เธอมองร่างตัวเองถูกแผดเผาท่ามกลางกองไฟกองใหญ่ อู่เหมยไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิดเดียว วิญญาณของเธอจางลงเรื่อยๆ เธออยู่ยมโลกมาหกวันแล้ว อีกแค่วันเดียวเธอจะได้ไปในที่ที่ควรไปเสียที
แต่เธอไม่พอใจ!
เธอตายด้วยความไม่เป็นธรรม ไม่มีใครทวงคืนความยุติธรรมให้เธอ อีกทั้งคนร้ายยังใช้ชีวิตต่อไปและเป็นคุณนายที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเหมือนเดิม เธอไม่พอใจ ไม่พอใจมากจริงๆ!
อู่เหมยไปยังเขาเฟิ่งหวงตามเหมยซูหาน ที่นี่เป็นสุสานที่ดีที่สุดของเมืองจิน ว่ากันว่าราคาสุสานขนาดเล็กสามารถซื้อบ้านหลังหนึ่งในเมืองจินได้เลยทีเดียว อู่เหมยอดหัวเราะเสียงเย็นไม่ได้ เล่นละครแนบเนียนดีนี่!
เหมยซูหาน อู่เยวี่ย พวกเธอเล่นละครมานานเท่าไรแล้ว?
เหอปี้อวิ๋นเผากระดาษเงินไปพลางพูดเสียงเบา “เหมยเหมย อย่าโทษพี่สาวเลยนะ เธอไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายลูก และอย่าโทษแม่ที่ต้องโกหกตำรวจ ถ้าแม่ไม่บอกแบบนั้นไปพี่สาวของลูกก็จบเห่แน่ ลูกยอมพี่สาวมาตั้งแต่เด็ก ยอมครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายได้มั้ย? ไปผุดไปเกิดใหม่ซะเถอะ นะ!”
ความเจ็บแล่นริ้วเข้ามาในทรวง อู่เหมยเจ็บจนวิญญาณจางลงกว่าเดิมอีกเล็กน้อยถึงขั้นโปร่งแสง เธอมองไปยังบุพการีเบื้องล่างอย่างปวดใจ ที่แท้พวกท่านก็รู้หมดทุกอย่าง ที่แท้พวกท่านจงใจบอกตำรวจไปอย่างนั้น แล้วพวกท่านรู้เรื่องเหมยซูหานกับอู่เยวี่ยหรือเปล่า?
อู่เจิ้งซือพูดเสียงต่ำ “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อู่เยวี่ย ลูกจะไม่ได้เจอกับซูหานอีกต่อไป วันนี้พวกเธอสาบานต่อหน้าหลุมศพของเหมยเหมยซะ!”
อู่เยวี่ยขานเรียกอย่างไม่พอใจ “พ่อ…”
เหอปี้อวิ๋นมองเหมยซูหานที่ทำหน้านิ่งตั้งแต่เกิดเรื่องอู่เหมยแวบหนึ่งพาลส่ายหัวถอนหายใจ พูดกล่อมลูกสาวคนโต “เยวี่ยเยวี่ย ฟังพ่อเขาเถอะ ใช้ชีวิตกับหมิงต๋าต่อไป และอย่าเจอซูหานอีกเลยนะ”
“ไม่เอา หนูทำไม่ได้ หนูไปจากซูหานไม่ได้ พ่อแม่ก็รู้ความสัมพันธ์ของหนูกับซูหานดี ทำไมถึงต้องบังคับหนูอีก?” อู่เยวี่ยร้องไห้กล่าว
“ในเมื่อลูกชอบซูหานมาตลอดแล้วทำไมตอนนั้นถึงแต่งงานกับเหยียนหมิงต๋า? ทำไมถึงให้ซูหานเข้าใกล้เหมยเหมย? เยวี่ยเยวี่ย เหมยเหมยตายเพราะลูกแล้วแท้ๆ” อู่เจิ้งซือพูดอย่างปวดใจ
สีหน้าอู่เยวี่ยฉายแววตื่นตระหนก พลันแหวกลับ “หนูไม่ได้ตั้งใจ ใครให้อู่เหมยพุ่งตัวเข้ามากันล่ะ หนูไม่ได้ตั้งใจผลักลงไป หนูไม่ได้ตั้งใจ ซูหานคุณเองก็เห็น คุณรู้ใช่มั้ยว่าฉันไม่ได้ตั้งใจ?”
อู่เหมยหมดแรงที่จะโกรธอีกต่อไป เธอรับรู้ได้ว่าวิญญาณของเธอค่อยๆ เลือนหายไป ใบหน้างดงามของอู่เยวี่ยในสายตาเธอกลับดูขี้ริ้วขี้เหร่นัก ผู้หญิงหน้าไม่อายคนนี้ ทำไมตนถึงต้องเป็นพี่น้องกับผู้หญิงใจร้ายคนนี้ด้วย?
แล้วก็เหมยซูหาน กระทั่งตอนนี้เธอถึงรู้ว่าสามีตัวเองเป็นคนรักเก่าของอู่เยวี่ย อีกทั้งเป็นฝีมืออู่เยวี่ยทั้งนั้นที่ทำให้เธอต้องแต่งงานกับเหมยซูหาน ฮ่าๆ… สิ่งที่น่าสลดมากที่สุดคือ พ่อแม่ของเธอเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดด้วย มีเพียงเธอที่ไม่รู้อะไรเลย เป็นหมากตัวเดียวให้ทุกคนปั่นหัวเล่น
อู่เหมยไม่พอใจยิ่งนัก เธออยากถามพ่อแม่เหลือเกินว่าตัวเธอใช่ลูกสาวแท้ๆ ของพวกท่านหรือเปล่า?
เหตุใดต้องทำกับเธอถึงขนาดนี้?
ช่วงล่างของอู่เหมยหายไปแล้ว เหลือเพียงครึ่งท่อนบนที่ยังมองคนในครอบครัวของเธออย่างไม่พอใจ
เหมยซูหานคล้ายสัมผัสได้รีบเงยหน้ามองไปทางอู่เหมยแวบหนึ่งด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย กล่าว“ผมยอมให้คำสาบานว่าตั้งแต่นี้ไป ผม เหมยซูหานจะไม่เจออู่เยวี่ยอีก หากผิดคำสาบานก็ขอให้ผม เหมยซูหานสิ้นเนื้อประดาตัว อยู่อย่างโดดเดี่ยวไปตลอดชีวิต”
“ซูหาน คุณ…” อู่เยวี่ยตะโกนเรียกอย่างร้อนใจ เธอไม่อยากเชื่อว่าเหมยซูหานจะสาบานจริงๆ อู่เหมยตายแล้วไม่ยิ่งดีหรือ จะได้ไม่มีใครขัดขวางพวกเธออีกแล้วไงล่ะ!
“ผมไปก่อนล่ะ!”
เหมยซูหานให้คำสาบานเสร็จก็เดินออกจากสุสานโดยไม่คิดหันกลับไปอีก ขณะที่ย่ำลงขั้นบันได อยู่ๆ เขาก็แหงนหน้าขึ้นมองมาทางอู่เหมยที่ร่างของเธอตอนนี้เหลือเพียงหน้าผาก
“เหมยเหมย?” เหมยซูหานตะโกนเรียกอย่างตกใจ
อู่เหมยไม่ได้ยินสิ่งใดอีกต่อไป เธอหายไปอย่างสิ้นเชิง และจมสู่ความมืดมิดที่ไร้ขอบเขต
……………………………………..
ตอนที่ 4 หวนกลับมา
อู่เหมยมองมือขาวนุ่มของตัวเองนิ่ง แต่เพราะผ่านการทำงานบ้านมาเป็นเวลานาน ผิวพรรณเลยออกจะหยาบไปหน่อยแต่ยังคงเป็นมือที่สวยงามทั้งคู่ นิ้วเรียวยาว ขนาดมือที่เล็กนุ่มนิ่มราวกับไร้กระดูก
ปลายนิ้วทิ่มแทงลงฝ่ามือให้เล็บยาวที่ไม่ได้ตัดมาแทงเข้าเนื้ออย่างเจ็บปวด อู่เหมยกัดปากตัวเองอย่างแรงอีกครั้ง เจ็บเสียจนเธอแทบร้องเสียงหลงแต่ในใจเธอกลับมีแต่ความยินดี
เธอกลับมาแล้ว เธอได้กลับมาใช้ชีวิตอีกครั้งแล้ว!
ชีวิตนี้เธอจะไม่เป็นคนขี้ขลาดให้อู่เยวี่ยรังแก และไม่แต่งงานกับเหมยซูหาน เธอแค่ต้องการแก้แค้นเพื่อเธอและลูกของเธอ อู่เยวี่ย สิ่งที่เธอติดค้างฉันเมื่อชาติก่อน ไว้ค่อยๆ คืนฉันในชาตินี้แล้วกัน!
“เหมยเหมย เธอยืนนิ่งทำไมล่ะ? ยังไม่รีบกลับบ้านอีกเหรอ?” เสียงอ่อนโยนดังขึ้นข้างหูทำให้อู่เหมยสะดุ้งเฮือก เผลอเงยหน้ามอง ทันใดนั้น กลับเห็นอู่เยวี่ยกำลังยิ้มมองตัวเองอย่างอ่อนโยน แต่หว่างคิ้วกลับดูหงุดหงิดน้อยๆ
พอเห็นคนที่ฆ่าตัวเอง ดวงตาของอู่เหมยก็ตาแดงก่ำขึ้นมาทันที เหลือแค่เธอจะพุ่งเข้าไปบีบคอระหงของอู่เยวี่ยเท่านั้น
“เหมยเหมย เป็นอะไร? ไม่สบายตรงไหนเหรอ?” อู่เยวี่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เสียงของอู่เยวี่ยเรียกสติอู่เหมยกลับมา เธอสะดุ้งอีกครั้งก่อนจะพยายามทำใจให้สงบลง ก้มหัวตอบเสียงแผ่ว “เปล่าหรอก เรากลับบ้านกันเถอะ!”
“ไม่เป็นไรก็ดี เราไปกันเถอะ ถ้ายังไม่กลับอีกพ่อแม่จะเป็นห่วงเอา” อู่เยวี่ยโบกมือลาเพื่อนข้างๆ พลางดึงแขนอู่เหมยให้เดินตาม
สองพี่น้องเดินขนาบข้างกัน คนหนึ่งตัวสูงคนหนึ่งตัวเล็ก คนตัวสูงคืออู่เยวี่ยที่อยู่ในชุดกระโปรงยาวยิ่งขับให้รูปร่างเธอดูเพรียว ผมยาวดำขลับถูกรวบมัดหางม้าสูงอย่างสดใส ใบหน้าสะอาดนั่นแต้มรอยยิ้มอยู่เสมอ
ส่วนอู่เหมยกลับอยู่ในชุดกระโปรงยาวตัวเก่า เธอตัวเตี้ยกว่าอู่เยวี่ยมากโข ตั้งแต่เล็กก็ได้ใส่แต่เสื้อที่พี่สาวไม่เอาแล้ว อู่เยวี่ยสูงกว่าเธอเสมอมาและอ้วนกว่าเธอเล็กน้อย ฉะนั้นพอเสื้อมาอยู่บนตัวอู่เหมยจึงไม่พอดีตัวเท่าไร
อีกทั้งเธอมักปล่อยผมให้สยายบดบังใบหน้าเธอไปกว่าครึ่ง เห็นแล้วช่างหม่นหมองนัก คนหนึ่งใบหน้าสะอาดสดใส อีกคนกลับดูหม่นหมอง พอจะคาดเดาได้แล้วว่าขณะอยู่โรงเรียน สองพี่น้องใครจะเป็นที่ชื่นชอบมากกว่า
เพื่อนของอู่เยวี่ยคอยมองสองพี่น้องตระกูลอู่ที่เดินห่างออกไปอย่างนึกอิจฉา เพื่อนสาวคนหนึ่งกล่าวว่า “ถ้าฉันมีพี่สาวอย่างอู่เยวี่ยคงจะดี หน้าตาสวย อ่อนโยน การเรียนดีอีกต่างหาก ถ้าฉันเป็นอู่เหมยคงยิ้มได้แม้แต่ตอนฝัน!”
“น่าแปลกจริงๆ อู่เหมยกับอู่เยวี่ยมีแม่เดียวกันทำไมถึงต่างกันขนาดนี้นะ คนหนึ่งสวยราวกับดอกไม้ ทั้งฉลาดทั้งเก่ง อีกคนหน้าตาอัปลักษณ์ โง่เหมือนหมู ท้องของแม่อู่เยวี่ยแปลกจริงๆ ทำไมถึงคลอดเธอออกมาได้กันนะ!”
“นั่นสิ สองพี่น้องไม่คล้ายกันสักนิดเลย”
อู่เหมยย่อมไม่ได้ยินเสียงวิจารณ์ด้านหลัง เธอกำลังก้มหน้าเดินตามเท้าอู่เยวี่ยพร้อมในหัวที่ขบคิดตลอดเวลา เธอต้องรู้ว่าตอนนี้ปีอะไร ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเธอจะไม่ยอมใช้ชีวิตแบบมึนงงอีก
เดินมาไกลสักพัก อู่เยวี่ยก็ปล่อยมืออู่เหมยก่อนเดินนำไปคนเดียว อู่เหมยไม่คิดเอะใจสักนิดเพราะอู่เยวี่ยเป็นคนเสแสร้งเก่งมาตั้งแต่เด็ก ต่อหน้าผู้คนทำตัวเป็นพี่สาวที่ดีแต่ลับหลังคนเธอกลับเย็นชา ขี้เกียจกระทั่งจะพูดกับเธอด้วยซ้ำ
ชีวิตนี้เธอจะไม่โง่เขลาเช่นเดิมอีกและไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือให้อู่เยวี่ยหลอกใช้ อู่เหมยตัดสินใจแน่วแน่ว่าการที่พระเจ้าสงสารเธอเลยให้เธอเริ่มต้นใหม่ หากเธอยังใช้ชีวิตน่าอดสูเหมือนเดิม ก็คงต้องไปเกิดเป็นสัตว์สี่เท้าซะแล้ว
ทันใดนั้น กระดาษหนังสือพิมพ์ครึ่งหน้าถูกลมพัดปลิวมาตรงหน้า อู่เหมยตาลุกวาวรีบเก็บขึ้นมา
‘วันที่ 10 กันยายน ค.ศ. 1985’
…………………………………….
ตอนที่ 5 เด็กเรียนแย่ท่ามกลางลูกหลานของตระกูล + ตอนที่ 6 ปวดท้อง
ตอนที่ 5 เด็กเรียนแย่ท่ามกลางลูกหลานของตระกูล
อู่เหมยถอนหายใจ ไม่คิดว่าเธอจะมาเกิดใหม่ในวันนี้ เพิ่งกลับมาก็ไม่คิดจะให้เธอได้มีชีวิตสงบสุขเสียแล้ว นับดูตอนนี้เธอน่าจะอายุสิบสองปี ส่วนอู่เยวี่ยสิบสี่ปี
อู่เยวี่ยเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นปีหนึ่งแต่เธอกลับเรียนอยู่ชั้นประถมปลายปีสองโรงเรียนเดียวกันกับอู่เยวี่ย อู่เยวี่ยเป็นนักเรียนดีเด่นของโรงเรียน หน้าตาสวยงาม ร้องเพลงได้เต้นรำเก่ง ความสามารถพิเศษเหลือล้น แถมการเรียนก็ดี เป็นนักเรียนที่คุณครูทั้งโรงเรียนชื่นชอบ
แต่อู่เหมยกลับตรงกันข้าม หากเทียบกับอู่เยวี่ยแบบชัดๆ แล้ว นิสัยไม่ได้เป็นที่รักของใคร คุณครูและนักเรียนไม่เกลียดเธอแต่ก็ไม่ชอบเธอ เป็นบุคคลไร้ตัวตนของที่บ้าน เช่นเดียวกับตอนอยู่โรงเรียนเอง แม้แต่ดอกหญ้าข้างทางยังดูเตะตามากกว่าเธอด้วยซ้ำ
สาเหตุที่จดจำวันนี้ได้ดีเป็นเพราะว่าวันนี้คือวันพิเศษ สำหรับคนตระกูลอู่แล้ววันนี้เป็นวันครู ครอบครัวอู่เป็นครอบครัวที่ทำอาชีพครูอันสูงส่งน่าเคารพสืบต่อกันมาถึงสามรุ่น
คุณปู่อู่เป็นศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย คุณย่าอู่เป็นคุณครูโรงเรียนมัธยมปลาย คุณลุงอู่เองก็เป็นศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเช่นกัน คุณป้าเป็นศาตราจารย์มหาวิทยาลัยแห่งเดียวกับคุณลุง คุณอาหญิงอู่เป็นคุณครูชั้นมัธยมปลาย คุณอาเขยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย
ส่วนอู่เจิ้งซือเป็นคุณครูประจำวิชาภาษาระดับสูงของโรงเรียนประจำจังหวัดของเมืองจิน เหอปี้อวิ๋นเป็นคุณครูคณิตศาสตร์ชั้นประถม คุณตาคุณยายของอู่เหมยเองล้วนเป็นคุณครูเช่นเดียวกัน แต่ว่าตระกูลเหอไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับตระกูลอู่ คนตระกูลเหอมีเพียงคุณครูชั้นประถมหรือมัธยม ไม่มีอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัย
ในวันนี้ของทุกปีตระกูลอู่จะรวมตัวกันและครื้นเครงยิ่งกว่าวันปีใหม่ แต่สำหรับอู่เหมยแล้ว วันนี้กลับเป็นวันที่เจ็บปวดที่สุดแห่งปีของเธอ
เนื่องด้วยคนของตระกูลอู่ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็กต่างเป็นอัจฉริยะด้านการเรียน สำหรับคนตระกูลอู่แล้วการศึกษาง่ายดายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก คนตระกูลอู่คิดว่าการเรียนควรเป็นความสามารถพื้นฐานที่คนตระกูลอู่ควรมี ขอแค่เป็นเด็กจากตระกูลอู่ยังไงก็ต้องมียีนเด่นในจุดนี้ ไม่มีปัญหาด้านการเรียนอย่างแน่นอน
แต่ยีนเด่นนี้กลับตกมาไม่ถึงอู่เหมย เธอเป็นจุดด่างพร้อยของรุ่นที่สามแห่งตระกูลอู่ การเรียนของเธอแย่จนเป็นที่อับอายขายหน้าสามรุ่นก่อนของตระกูลอู่ จึงไม่แปลกที่เธอจะได้รับสายตาดูถูกเหยียดหยามจากคนในตระกูล
การรวมตัวของญาติในปีนี้ที่อู่เหมยจดจำได้ดีเพราะคืนวันนี้จะเกิดเรื่องใหญ่ที่แทบพลิกบ้านตระกูลอู่ อู่เหมยโชคร้ายนักที่เรื่องนี้จะทำให้เธอต้องถูกคนตระกูลอู่เกลียดชังยิ่งกว่าเดิม
อู่เหมยแค่นหัวเราะเสียงเย็น ชาติก่อนเธอยังรู้สึกผิดต่อคุณอาหญิงเพราะเรื่องนี้ เธอในเมื่อนั้นช่างโง่เขลา คุณอาเขยมีภรรยาน้อยข้างนอกแล้วเกี่ยวอะไรกับเธอ?
ปีนั้นเธอเป็นแค่เด็กอายุสิบสอง จะรู้เรื่องราวซับซ้อนของผู้ใหญ่ได้อย่างไร แค่ผู้ใหญ่ถามมาเธอเลยตอบไปตามความจริงเท่านั้น เธอผิดอะไร?
สุดท้ายคุณอาเขยที่ทำผิดมหันต์กลับได้รับการให้อภัยจากตระกูล ส่วนเธอกลับต้องถูกตระกูลทอดทิ้งอย่างโดดเดี่ยว
อู่เหมยโยนหนังสือพิมพ์ทิ้งรีบสับเท้าเดินตามอู่เยวี่ยให้ทัน กลางคืนจะต้องไปทานข้าวที่บ้านคุณปู่ หากไปช้าไม่วายจะต้องโดนเหอปี้อวิ๋นด่าแน่
ตอนนี้เธอยังอายุเพียงสิบสองปี ปีกยังอ่อนนัก ชีวิตต้องอาศัยพ่อแม่ หากหลบเลี่ยงอะไรได้ก็หลบ ทนอะไรได้ก็ทน จนกว่าเธอจะพึ่งตัวเองได้แล้วค่อยว่ากันอีกที
เดินไปได้ราวสิบนาที ก่อนจะถึงลานกว้างสำหรับครอบครัวของโรงเรียนประจำจังหวัดเมืองจิน อู่เจิ้งซือเป็นคุณครูบุคคลต้นแบบของโรงเรียนประจำจังหวัดเมืองจิน ย่อมได้รับสิทธิพิเศษด้วยอาคารบ้านพักที่เพิ่งสร้างใหม่ได้แบ่งห้องชุดเป็นสองห้องนอนและหนึ่งห้องนั่งเล่น สำหรับอู่เจิ้งซือกับภรรยาหนึ่งห้อง และสองสาวพี่น้องอีกหนึ่งห้อง
เท้าทั้งสองก้าวเดินไปตามเส้นทางที่มีต้นไม้รายทางในความทรงจำ อู่เหมยเกิดความรู้สึกที่พูดไม่ออก อู่เยวี่ยกลับย้อนมาจูงมืออู่เหมยอีกครั้งแต่กลับถูกอู่เหมยขืนจนหลุด แม้อู่เยวี่ยจะไม่พอใจแต่เธอเป็นพี่สาวที่ดีเสมอยามอยู่นอกบ้านจึงไม่พูดอะไร และเดินขนาบข้างกับอู่เหมยต่อไป
…………………………………………
ตอนที่ 6 ปวดท้อง
ระหว่างทางมีคุณครูประจำโรงเรียนไม่น้อยที่ยิ้มทักทายเมื่อเห็นอู่เยวี่ย “เยวี่ยเยวี่ยเลิกเรียนแล้วเหรอ?”
“กระโปรงเยวี่ยเยวี่ยสวยมาก แม่หนูช่างมีฝีมือจริงๆ สักวันจะต้องไปเรียนรู้จากแม่หนูให้ได้เลย!”
“เยวี่ยเยวี่ยยิ่งโตยิ่งสวยนะ เดี๋ยวมาเที่ยวเล่นบ้านน้าบ้างล่ะ!”
……
ผู้ปกครองและคุณครูต่างทักทายอู่เยวี่ยอย่างกระตือรือร้น เพิกเฉยอู่เหมยที่ตามหลังอู่เยวี่ยมาโดยไม่ได้นัดหมาย บางทีพวกเขาอาจจะไม่เห็น หรือบางทีเห็นแต่ไม่มีอู่เหมยอยู่ในสายตา
แม้แต่คู่สามีภรรยาอู่เจิ้งซือยังไม่เคยเห็นลูกสาวคนเล็กในสายตาด้วยซ้ำ คนนอกอย่างพวกเขาจะมีความรักล้นเหลือจากไหนไปสนใจเด็กผู้หญิงที่ไม่เป็นที่ชื่นชอบคนนี้ล่ะ!
อู่เยวี่ยยิ้มหวานหยดและตอบรับทุกคนอย่างมีมารยาท ไม่มีท่าทีเหมือนเด็กอายุสิบสี่เลยสักนิด เมื่อเทียบกันแล้วคงไม่แปลกที่อู่เหมยผู้มีหน้าตาธรรมดาแถมไม่เป็นที่ชื่นชอบคนนี้จะถูกรัศมีของเธอกลบจนมิด
อู่เหมยไม่สนใจต่อสิ่งเหล่านี้ การที่เธอได้เกิดใหม่คราวนี้มีเพียงสองเรื่องที่เธออยากทำ หนึ่ง คือ มีชีวิตอย่างอิสระเสรี ไม่ต้องสนใจสายตาจากคนภายนอก ไม่ต้องสนใจความรักอันน้อยนิดที่ญาติมิตรมีให้ สอง คือ แก้แค้นสิ่งที่อู่เยวี่ยกับเหมยซูหานติดค้างเธอไว้ เธอจะต้องเอาคืนให้หมดในชาตินี้!
อู่เหมยเงยหน้าขึ้นน้อยๆ มองอู่เยวี่ยตรงหน้าที่กำลังยิ้มสดใสด้วยใบหน้าเย็นชาผ่านกลุ่มผมที่สยายปรกลงมา พลางเหยียดยิ้มมุมปาก สวยหรือ? เชื่อฟัง? เป็นเด็กดี…
อู่เยวี่ย ที่เธอได้ดีก็เพราะอาศัยคำชมพวกนี้ไม่ใช่หรือไง?
ถ้าอย่างนั้นเธอจะค่อยๆ ฉีกคำเหล่านั้นออกจากอู่เยวี่ยเอง คอยดูว่าคนชั้นต่ำคนนี้จะมีชีวิตราบรื่นอย่างไรต่อไปหากไร้คำชมเหล่านี้คอยประดับ
อู่เยวี่ยพูดคุยกับทุกคนเสร็จก็พาลรู้สึกปวดแก้มหน่อยๆ และรำคาญใจ คนน่าเบื่อพวกนี้มักถามคำถามเดิมๆ อยู่ทุกวัน ไม่สดใหม่เลยสักนิด มีแต่จะเปลืองสีหน้าและน้ำลายของเธอ
“เหมยเหมย เรารีบเดินกันเถอะ คืนนี้ต้องไปหาคุณปู่ จะสายไม่ได้เชียวล่ะ!” อู่เยวี่ยหน้ากล่าวเสียงอ่อนโยน ท่าทางเหมือนพี่สาวแสนดีคนหนึ่ง
ทันใดนั้น ก็มีใครบางคนยิ้ม ก่อนจะเอ่ย “เยวี่ยเยวี่ย คืนนี้บ้านคุณปู่ของหนูจะรวมตัวกันฉลองวันครูอีกแล้วเหรอจ๊ะ? ครอบครัวหนูนี่เป็นตระกูลผู้ดีมีการศึกษาที่แท้จริงเลยนะ!”
อู่เยวี่ยคงรอยยิ้มฉาบหน้าไว้ดังเดิม สายตาที่ตวัดมองมายังอู่เหมยกลับดุดันเล็กน้อย ไม่รู้ว่าวันนี้เจ้าโง่นี่เป็นอะไรถึงบังอาจเอาแต่ใจกับเธอ ไม่ได้ด่ามาสามวันก็เริ่มนิสัยเสียอีกแล้ว เดี๋ยวกลับบ้านต้องไปฟ้องคุณแม่ว่าวันนี้อู่เหมยถูกคุณครูตำหนิที่สอบคณิตศาสตร์ได้แค่แปดคะแนน ได้ที่อันดับสุดท้ายของโรงเรียน
อู่เหมยเห็นอู่เยวี่ยแสร้งทำท่าทางสง่าก็รู้สึกสะอิดสะเอียน เธอกลอกตาขบคิดพลางใช้สองมือกุมท้องนั่งลง ร้องโอดครวญอย่างเจ็บปวด “พี่คะ หนูปวดท้อง เดินไม่ไหว พี่แบกหนูได้มั้ย?”
อู่เยวี่ยมองอู่เหมยที่นั่งกึ่งคุกเข่าบนพื้นอย่างไม่เชื่อสายตา ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยินเองกับหูว่า น้องสาวคนโง่จะให้ตนแบกเธอ?
พระเจ้า! เจ้าโง่นี่คงไม่ได้เป็นบ้าไปแล้วหรอกนะ?
อู่เยวี่ยนึกขุ่นเคืองในใจ แต่ด้วยความที่ยังอยู่ต่อหน้าคนภายนอกเธอจึงต้องเสแสร้งเป็นพี่สาวที่ดี ได้แต่เดินเข้าไปหาอู่เหมยอย่างไม่สบอารมณ์ ถามด้วยความเป็นห่วง “เหมยเหมยเป็นอะไร? เมื่อกี้ยังดีๆ อยู่เลยไม่ใช่เหรอ?”
“เริ่มปวดตั้งแต่เลิกเรียนแล้ว แต่พี่ลากหนูเดินเร็วมาก ก็ยิ่งปวดหนักเข้าไปอีก โอ้ย!” เสียงอู่เหมยที่ร้องออกมานั้นหวานหยดย้อย หวานยิ่งกว่าน้ำตาลแดง หวานแทบซึมเข้ากระดูก
คนรอบข้างที่มุงอยู่ทำหน้าตกใจ ไม่คิดว่าเสียงลูกสาวคนเล็กของตระกูลอู่จะเย้ายวนใจได้ขนาดนี้ แน่นอนว่าแม้เด็กผู้หญิงอายุสิบสองปียังไม่เข้ากับคำว่าเย้ายวน แต่เสียงอู่เหมยกลับเย้ายวนใจอย่างแท้จริง เรียกให้คนฟังรู้สึกคันยิบๆ ที่หัวใจ
อีกทั้งทุกคนเริ่มมองอู่เยวี่ยด้วยแววตาสงสัย เมื่อก่อนก็เห็นแต่ว่าอู่เยวี่ยเป็นพี่สาวที่รักน้องสาวดี แต่ตอนนี้ดูๆ แล้วก็ไม่เท่าไรนี่นา น้องสาวปวดท้องตั้งแต่เลิกเรียน นอกจากพี่สาวจะไม่ทันสังเกตแล้วยังดึงดันให้น้องสาวเดินไวขนาดนี้ นี่คงไม่ใช่แค่ชะล่าใจเท่านั้นแล้วล่ะ!
………………………………………………….