โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กำเนิดเครื่องเป่าตระกูล “ปี่” เคียงคู่อารยธรรมในอุษาคเนย์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 ม.ค. 2568 เวลา 11.47 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. 2568 เวลา 07.08 น.
พระอภัยมณีเป่า

ต้นกำเนิดเครื่องเป่าตระกูลปี่มาจากเครื่องเป่ายุคแรก ๆ ที่มีเสียงเดียว ไม่มี “ลิ้น” และ “รูนิ้ว” สำหรับปรับเปลี่ยนเสียง โดยมีร่องรอยเครื่องเป่าเสียงเดียว (ที่ไม่มีลิ้นและรูนิ้ว) เหลืออยู่ในชุมชนตระกูลไทย-ลาวบริเวณสิบสองปันนาและเต๋อหงของจีน เป็นเครื่องเป่าที่ทำจากกอข้าวเรียกว่า “ปี่ฟาง”แต่ชาวจ้วงเรียก “เป่ากอข้าว” ในท้องถิ่นไทยก็นิยมเล่นเป่าปี่กอข้าวหรือซังข้าวและเป่าใบไม้ด้วย

หลักฐานโบราณคดีในประเทศไทยยังพบว่ามนุษย์ยุคแรก ๆ นิยมกินหอย ทั้งหอยน้ำจืดและหอยทะเล บางแห่งพบซากเปลือกหอยจำนวนมาก เช่น ที่บ้านโคกพนมดี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี โดยไม่อาจพิสูจน์ได้ว่า นอกจากกินเนื้อหอยเป็นอาหารแล้ว มนุษย์ใช้เปลือกหอยทำอะไรอีก แต่ชาวจ้วงในกวางสีของจีนมีการเป่าหอย เรียกว่า “ปี่-ขลุ่ยหอยนา”

เช่นเดียวกับหอย แม้หลักเราจะทราบว่ามนุษย์ยุคแรก ๆ ล่าควาย วัวแดง กระทิง มากินเป็นอาหาร แต่ยังไม่พบหลักฐานว่ามนุษย์เอาเขาวัว-ควายไปทำอะไรบ้าง กระทั่งมีการค้นพบประเพณีของเผ่าลัวะเอาเขาวัวเขาควายไปเซ่นไหว้ผี ปัจจุบันยังพบการถวายเขาวัว-ควายอุทิศแด่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดท้องถิ่นล้านนา ชุมชนอีสานใต้บางแห่งยังใช้เขาควายเรียกว่า“เสนง” เป่าบอกสัญญาณระหว่างคล้องช้างหรือล่าสัตว์ ส่วนในจารึกสมัยสุโขทัยระบุว่า มีการถวายเครื่องดนตรีทำด้วยเขาควายแก่ “พระเจ้า” อันหมายถึงพระพุทธเจ้า รวมถึงขุดพบเขาควายบริเวณหน้าวัดมหาธาตุในเมืองเก่าสุโขทัยด้วย

มีการใช้เขาสัตว์เป่าบอกสัญญาณในกระบวนแห่พระราชาและในพระราชพิธีของอินเดียใต้เรียกว่า “กัมพุ”ซึ่งแปลตรงตัวว่าเขาสัตว์ ภายหลังใช้โลหะทำเครื่องเป่าชนิดนี้แต่ยังเลียนแบบรูปลักษณ์หรือรูปทรงของเขาสัตว์อยู่ คือลำแตรโค้งงอนแล้วบานปลาย เรียกว่า “แตรงอน” โบราณคดีของไทยเรียกเครื่องมือชนิดเดียวกันนี้ว่า “กาหล” ดังปรากฏใน สมุทรโฆษคำฉันท์ว่า “กึกก้องด้วยกาหลและสัง- ขบนังทั้งเภรี” ส่วน บุณโณวาทคำฉันท์บอกว่า “เสด็จดลฉนวน พระอรณพขนานน่าวาสุกรี แตรสังข์ประโคมดุริยดนตรี มหรธึกและพระกาหฬ” คือใช้กาหลประโคมร่วมกับเครื่องมืออื่น ๆ ในขบวนเสด็จราชดำเนิน เช่น พยุหยาตราชลมารค และสถลมารค หรือในกระบวนพระราชอิสริยยศต่าง ๆ

กลุ่มชนตระกูลไทย-ลาวทางตอนใต้ของจีนทุกวันนี้ มีเครื่องเป่าชนิดหนึ่งทำจากไม้ไผ่สองปล้อง ตัดให้ข้ออยู่ตรงกลางพอดีแล้วเจาะรูตรงข้อต่อ นิยมเป่าในช่วงที่พระภิกษุหยุดพักระหว่างสวดมนต์ในพิธีกรรมต่าง ๆ

เครื่องดนตรีตระกูลปี่-ขลุ่ยมีร่องรอยดั้งเดิมของ ปี่ ไม้อ้อ และกอข้าว ที่เป่ากันมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ นั่นคือเครื่องเป่าที่เรียก “เรไร” เป็นเค้ามูลเริ่มแรกที่เด่นชัด เพราะทำจาก ไม้ซางเสียบต่อเข้ากับ เต้าหรือลูกน้ำเต้า แต่เรไรจะเป่าได้เสียงเดียว อาจเป็นต้นธารการพัฒนาของ แคน และปี่น้ำเต้า(เป่าน้ำเต้า) ดังมีเอกสารจีนระบุว่า บ้านเมืองและแว่นเคว้นบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและใกล้เคียงในสมัยทวารวดี มีการเป่าลูกน้ำเต้าและตีกลอง

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระนิพนธ์ว่า เคยใช้เรไรเป็นเครื่องประโคมเมื่อพระภิกษุสงฆ์ลงพระอุโบสถที่วัดบวรนิเวศ และรัชกาลที่ 4 โปรดให้บันลือเรไรประโคมที่วัดราชประดิษฐ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงมีลายพระหัตถ์เมื่อ พ.ศ. 2480 เล่าว่า ทรงพบชาวสุรินทร์เล่นปี่ โดยตัวปี่ทำด้วยไม้แก่น แต่ลิ้นปี่ทำจากไม้อ้อที่เสียบสวมเข้ากับตัวปี่แล้วเป่าทางที่บีบแบน

สำหรับ ปี่อ้อ ในล้านนา แม้ตัวปี่จะเปลี่ยนเป็นไม้ไผ่รวก แต่วิเคราะห์ได้ว่าเคยใช้ไม้อ้อ เพราะลิ้นปี่อ้อจะทำด้วยไม้อ้อลำเล็ก ๆ เหลาให้บาง ปลายข้างหนึ่งกลมพันด้วยด้ายเพื่อเสียบเข้าไปในเลาปี่ ส่วนปลายอีกข้างตัดบีบให้แบนแนบประกบกันเพื่อเป่า ตัวปี่ที่ทำจากไม้อ้อหรือกอข้าวยังมีปรากฏอยู่ในชนเผ่าต่าง ๆ ทางตอนใต้ของจีนแถบยูนนาน เมื่อเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วหนุ่ม-สาว มักตัดกอข้าวมาเป่าร้องรำทำเพลงกัน เช่นเดียวกับคนตระกูลไทย-ลาว และชาวสยามแทบทุกพื้นที่ในสมัยก่อน

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเชื่อว่า ปี่ ยุคแรกเริ่มจึงทำจากไม้อ้อหรือกอข้าวทั้งลำทั้งเลาหรือทั้งเล่ม หลังจากนั้นจึงพัฒนาการต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น ไม้อ้อหรือกอข้าวไม่คงทนถาวร จึงทำตัวปี่ด้วยไม้ไผ่รวกแล้วยังคงใช้ไม้อ้อหรือกอข้าวทำลิ้น เชื่อถือว่าผลจากการเปลี่ยนเป็นไม้ไผ่รวกทำให้เกิด “ขลุ่ย” ที่ภายหลังเรียกชื่อขลุ่ยชนิดนี้ว่า พงออ หรือเพียงออ เพราะมีพื้นฐานมาจากไม้อ้อ

พัฒนาการของ ปี่ อีกทางหนึ่งคือ เอาไม้ซางเสียบเข้ากับลูกน้ำเต้าแล้วเป่าเป็นเสียงเดียว เรียกภายหลังว่าเรไร ต่อมากลุ่มชนที่ราบลุ่มใกล้ทะเลซึ่งก้าวหน้าทางสังคมและวัฒนธรรมมากขึ้นได้ดัดแปลงตัวปี่ให้เป็นไม้แก่น เช่น ไม้ชิงชัง ไม้พะยูง ฯลฯ แล้วกลึงให้บานหัวบานท้ายป่องตรงกลาง เจาะภายในกลวงตลอดเลา เหลือเป็นร่องรอยการทำลิ้นด้วยไม้อ้อหรือใบตาลสวมเข้าไปพร้อมเจาะรูนิ้วเพื่อปรับเปลี่ยนเสียงตามประเพณีที่เคยมีมาแล้ว จะสังเกตเห็นว่ารูนิ้วปี่ไทยแตกต่างจากปี่ที่อื่น ๆ เช่น ปี่ไฉนของอาหรับ-อินเดีย

ส่วนสาเหตุที่ต้องกลึงตัวปี่ให้กลมแล้วป่องกลาง น่าจะมีเหตุมาจากระบบความเชื่อเพื่อรักษาแบบแผนประเพณีลักษณะรูปร่างของปี่ยุคดั้งเดิมเหมือนเรไรที่หุ้มไม้ซางด้วยลูกน้ำเต้านั่นเอง… โดยปี่ชนิดนี้มีแบบเดียว ใช้เป่าด้นนำเพลงพร้อมเครื่องตีชนิดอื่น ๆ มาแต่ยุคแรก ๆ จึงมีชื่อเรียกมาช้านานก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยาว่า “ปี่พาทย์”

เมื่อมีการใช้ปี่พาทย์บรรเลงประกอบการเล่นต่าง ๆ ในราชสำนัก เช่น หนังใหญ่ โขน-ละคร (เสภา) ฯลฯ ที่มีเสียงขับลำร้องของหญิง-ชาย ซึ่งใช้ระดับเสียงต่างกัน ทำให้ต้องพัฒนาดัดแปลงเพิ่มปี่เป็น 3 ขนาด ให้สอดคล้องและสะดวกเมื่อจะใช้บรรเลง เกิดเป็น ปี่นอก (ที่พระอภัยมณีเป่า) ปี่กลาง และปี่ใน สืบมาจนถึงทุกวันนี้

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : เนื้อหานี้เรียบเรียงขึ้นจาก ‘แคน-ฟ้อน-เต้น’ ในหนังสือ “ พลังลาว ชาวอีสาน มาจากไหน?” เขียนโดย สุจิตต์ วงษ์เทศ (มติชน, 2549)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2566

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กำเนิดเครื่องเป่าตระกูล “ปี่” เคียงคู่อารยธรรมในอุษาคเนย์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...