โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กรมสรรพากรเคลียร์ชัด 24 ประเด็นคำถาม “ภาษีคริปโทฯ-โทเคนดิจิทัล”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 01 ก.พ. 2565 เวลา 09.55 น. • เผยแพร่ 01 ก.พ. 2565 เวลา 09.55 น.

หลังจากการที่กรมสรรพากรได้ทำงานร่วมกับผู้แทนสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางการจัดเก็บภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลที่เหมาะสมกับบริบทในปัจจุบัน ล่าสุด(31 มกราคม 2565) กรมสรรพากรได้ออกคู่มือคำแนะนำการเสีย “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคริปโทเคอเรนซี โทเคนดิจิทัล” 
ทั้งนี้สามารถดูรายละเอียดการคำนวณภาษีแบบละเอียดได้ที่นี่ (คลิกอ่านที่นี่)

ทั้งนี้กรมสรรพากรได้ตอบประเด็นคำถาม 24 ข้อ ที่มักจะมีการตั้งคำถามตั้งแต่การอธิบายถึงเหตุผลที่กรมสรรพากรต้องจัดเก็บภาษีคริปโทฯ การแบ่งประเภทเงินได้จากคริปโทเคอเรนซี วิธีการคำนวณ รวมถึงกรณีตัวอย่างการนำคริปโทเคอเรนซีสกุลหนึ่งไปแลกเปลี่ยนเป็นคริปโทเคอเรนซีอีกสกุลหนึ่งจำเป็นต้องเสียภาษีหรือไม่ ฯลฯ ทั้งนี้มีประเด็นคำถามที่น่าสนใจดังนี้

1.ที่มาของ“ภาษีคริปโทเคอเรนซี” และทำไมกรมสรรพากรต้องเก็บภาษี?

ตอบ เดิมเงินได้จากการขายคริปโทเคอเรนซี ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากรอยู่แล้ว ดังนั้น ผู้มีกำไรจากการขายคริปโทเคอร์เรนซี จึงมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร

อย่างไรก็ดี พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2561 ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปลายปี 2561 เป็นเพียงการจัดประเภทเงินได้ใหม่ จากเดิมเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ไปเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) เพื่อให้สะท้อนลักษณะของเงินได้ เนื่องจากเงินได้จากการขายคริปโทเคอเรนซีมีลักษณะเป็นเงินที่ได้รับจากการลงทุน ภายหลังจากออก พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว กรมสรรพากรก็ได้ประชาสัมพันธ์ประเด็นนี้มากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียภาษีไม่ได้รับโทษในภายหลังอันเนื่องจากการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ทางภาษีอย่างถูกต้อง

2.กรมสรรพากรมีวิธีการจัดประเภทของสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างไร?

ตอบ โดยอ้างอิงตามคู่มือสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับผู้ลงทุนที่เผยแพร่โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (https://www.sec.or.th/TH/Documents/DigitalAsset/DigitalAsset Investment-Guide.pdf) ดังนี้

- คริปโทเคอเรนซี (Cryptocurrency) คือ หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า บริการ สินทรัพย์ดิจิทัลอื่น หรือสิทธิอื่นใด โดยสามารถใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการได้หากผู้ใช้ยอมรับ ปัจจุบันคริปโทเคอร์เรนซียังไม่ใช่เงินที่ธนาคารกลางใดในโลกรับรองว่าสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (legal tender) คริปโทเคอเรนซีที่รู้จักกันแพร่หลาย เช่น Bitcoin Ethereum

- โทเคนดิจิทัล (Digital Token) คือ หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นเพื่อกำหนดสิทธิของบุคคลในส่วนแบ่งรายได้หรือสิทธิในการได้มาซึ่งสินค้าและบริการ หรือสิทธิอื่นๆ (utility token) ตามที่ได้ตกลงกับผู้ออกโทเคน ซึ่งอาจเสนอขายโทเคนผ่านกระบวนการ Initial Coin Offering (ICO)

โดยการระดมทุนแบบ ICO (Initial Coin Offering) คือการระดมทุนรูปแบบหนึ่งที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาช่วย โดยบริษัทจะเสนอและกำหนดขายโทเคนที่กำหนดสิทธิหรือผลประโยชน์ต่างๆ ของผู้ลงทุน เช่น ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการ หรือสิทธิในการได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการที่เฉพาะเจาะจง และกำหนดให้ผู้ลงทุนที่ต้องการจะร่วมลงทุนสามารถเข้าร่วมได้โดยการนำคริปโทฯ หรือเงิน มาแลกโทเคนที่บริษัทออก โดยมีการกำหนดและบังคับสิทธิที่จะได้รับด้วย smart contract บนเทคโนโลยีบล็อกเชน ICO อาจไม่ใช่หุ้นและไม่ใช่หนี้

แม้ ICO จะมีชื่อคล้ายกับ IPO (Initial Public Offering – การออกและเสนอขายหุ้นต่อประชาชน) แต่ก็อาจมีสาระสำคัญที่แตกต่างกันมาก ผู้ถือโทเคนจากการลงทุนใน ICO อาจไม่ได้เป็นเจ้าของบริษัทเหมือนผู้ถือหุ้น IPO และอาจไม่ได้มีฐานะเป็น เจ้าหนี้ของบริษัท อาจไม่มีสิทธิในทรัพย์สินของบริษัทกรณีเลิกกิจการหรือล้มละลาย แต่ผู้ถือโทเคนจะมีสิทธิตามที่ระบุในเอกสารประกอบการเสนอขาย (white paper)

 

3.ใครมีหน้าที่ยื่นแบบภาษีเงินได้จากคริปโทเคอเรนซี?

ตอบ ผู้มีเงินได้ ได้แก่ 1) เงินได้จากการโอนหรือขายคริปโทเคอร์เรนซี เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน 2) เงินได้จากการขายคริปโทเคอร์เรนซี ที่ได้จากการขุด 3) เงินได้จากผลตอบแทนใดๆ จากการนำคริปโทเคอร์เรนซีไปหาประโยชน์

4.เงินได้จากคริปโทเคอเรนซีมีกี่ประเภท?อะไรบ้าง?

ตอบ เงินได้จากคริปโทเคอเรนซีมี 3 ประเภท ได้แก่ 1) เงินได้จากการขายคริปโทเคอเรนซีที่ได้มาจากการขุดคริปโทเคอเรนซี นั้น ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร โดยเงินได้ดังกล่าวสามารถนำหักค่าใช้จ่ายจริง (ต้นทุนในการขุด) ได้2) กำไรจากการขายหรือการโอนคริปโทเคอร์เรนซี เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุนนั้น(ราคาขายหักด้วยต้นทุน) ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากรและ 3)ผลตอบแทนจากการนำคริปโทเคอร์เรนซีไปหาประโยชน์นั้น ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร

5.การคำนวณต้นทุนของคริปโทเคอเรนซีจะคำนวณอย่างไร?

ตอบ สามารถคำนวณต้นทุนโดยอาจใช้เป็นต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average cost) หรือวิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) หรือวิธีการอื่นที่เหมาะสมได้ ทั้งนี้หากได้เลือกวิธีใดในการคำนวณต้นทุนแล้วต้องใช้วิธีนั้น ในการคำนวณต้นทุนตลอดปีภาษี

 

6.หากต้องการเปลี่ยนวิธีการคำนวณต้นทุนของคริปโทเคอเรนซี/โทเคนดิจิทัล ต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายหรือไม่?

ตอบ หากต้องการเปลี่ยนวิธีคำนวณต้นทุนในปีถัดไป นักลงทุนสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ต้องขออนุมัติเปลี่ยนวิธีการคำนวณต้นทุนไปยังอธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมาย

 

7.การเก็บภาษีจากมูลค่าคริปโทเคอเรนซีหรือโทเคนดิจิทัลที่ถืออยู่ หรือต้องเปลี่ยนเป็นเงินบาทก่อน หรือไม่?

ตอบ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น เก็บจากผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนคริปโทเคอเรนซีหรือโทเคนดิจิทัล ทั้งนี้เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน ดังนั้นหากเป็นถือคริปโทเคอเรนซีหรือโทเคนดิจิทัลไว้โดยไม่มีการโอนยังไม่ถือว่ามีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด สำหรับการแลกเปลี่ยนคริปโทเคอเรนซีเป็นเงินบาทนั้น หากมีเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร

(ตัวอย่าง : นำเงินบาทจำนวน 100 บาท ไปซื้อคริปโทเคอเรนซีได้ 1 เหรียญ ต่อมานำเหรียญดังกล่าวมาแลกเปลี่ยนกลับเป็นเงินบาทได้ 150 บาท ถือเป็นเงินได้เกินกว่าส่วนที่ลงทุน 50 บาท)

 

8.การนำคริปโทเคอเรนซีสกุลหนึ่งไปแลกเปลี่ยนเป็นคริปโทเคอเรนซีอีกสกุลหนึ่ง ถือว่ามีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีหรือไม่?

ตอบ - การแลกเปลี่ยนคริปโทเคอเรนซีสกุลหนึ่งไปแลกเปลี่ยนเป็นอีกสกุลหนึ่งนั้นถือเป็นการโอนคริปโทเคอเรนซีตามมาตรา 40 (4) (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร

           - หากการนำคริปโทเคอเรนซีมาแลกเปลี่ยนเป็นอีกสกุลหนึ่ง มีเงินได้เกินกว่าที่ลงทุนถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร

(ตัวอย่าง นาย ก. ซื้อเหรียญ A มาในราคา 100 บาท และนาย ข. ซื้อเหรียญ B ราคา 50 บาท ต่อมาทั้งคู่นำเหรียญมาแลกเปลี่ยนกัน ณ วันที่แลกเหรียญ A และเหรียญ B ในราคา 150 บาท ถือว่า 1. นาย ก. มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร จากส่วนที่เกินกว่าส่วนที่ลงทุน 50 บาท 2. นาย ข. มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร จากส่วนที่เกินกว่าส่วนที่ลงทุน 100 บาท)

 

9.การซื้อขายเพื่อเป็นช่องทางการเข้าออกเงินบาท (cash in - cash out) ตัวอย่างเช่น การแลกเงินบาทเป็น BTC บน exchange ในประเทศ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อโอนไปยัง exchange ต่างประเทศและซื้อ-ขายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่นในต่างประเทศ จะเสียภาษีหรือไม่?

ตอบ หากการจำหน่าย จ่าย โอน แลกเปลี่ยนดังกล่าวมีส่วนที่ตีราคาเกินกว่าเงินลงทุนจะถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร

 

10.ในกรณีที่มีการซื้อขายคริปโทเคอเรนซี/โทเคนดิจิทัลในต่างประเทศ จะต้องเสียภาษีอย่างไร?

ตอบ ขั้นตอนที่ 1 พิจารณาว่าเป็นแหล่งเงินได้ในหรือนอกประเทศ โดยพิจารณาว่า Wallet ที่ใช้ในการซื้อขายคริปโทเคอเรนซี/โทเคนดิจิทัลนั้นอยู่ที่ประเทศใดขั้นตอนที่ 2 หากเป็นแหล่งเงินได้ในประเทศ ก็ย่อมมีหน้าที่ต้องเสียภาษีในประเทศไทย แต่หากเป็นแหล่เงินได้ต่างประเทศ ผู้มีเงินได้ก็ย่อมมีหน้าที่เสียภาษีต่อเมื่ออยู่ในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 180 วัน และได้นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับที่อยู่ถึง 180 วัน

 

11.กรณีที่มีการซื้อขายคริปโทเคอเรนซี/โทเคนดิจิทัลในต่างประเทศเป็นเงินตราสกุลอื่นจะคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนอย่างไร?

ตอบ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามวิธีการดังต่อไปนี้ เป็นอัตราแลกเปลี่ยนในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทย1) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อหรืออัตราขาย) หรือ2) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อถัวเฉลี่ยหรืออัตราขายถัวเฉลี่ย)อ้างอิงตามมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร

 

12.การพิจารณาเงินได้พึงประเมินจากการลงทุนในคริปโทเคอเรนซี/โทเคนดิจิทัล จะคิดอย่างไร?

ตอบ เงินได้พึงประเมินคือกำไรที่เกิดจากการซื้อขายคริปโทเคอเรนซี/โทเคนดิจิทัล โดยสามารถนำขาดทุนมาหักกลบได้ไม่ว่าจะเกิดจากคริปโทเคอเรนซีหรือโทเคนดิจิทัลประเภทใด

 

13.หากทุน 10,000 บาท และถอนออกในราคา 10,000 บาท ถือว่าไม่มีผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนคริปโทเคอเรนซี หรือไม่?

ตอบ การพิจารณาจะพิจารณามูลค่าที่โอนขายมิใช่มูลค่าเมื่อถอนเงินออกจากบัญชี หากลงทุนซื้อคริปโทเคอเรนซี มูลค่า 10,000 บาท และขายในราคา 10,000 บาท ถือว่าไม่มีผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนคริปโทเคอเรนซี (10,000 บาท (ขาย) – 10,000 บาท (เงินที่ลงทุน) = 0 บาท) เนื่องจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น เก็บจากผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนคริปโทเคอเรนซี ทั้งนี้เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน

 

14.หากขายคริปโทเคอเรนซี/โทเคนดิจิทัลแล้ว แต่ยังไม่ได้โอนเงินออกมาจากบัญชีซื้อ-ขายจะถือว่ามีเงินได้หรือไม่?

ตอบ หากผู้ถือครองคริปโทเคอเรนซี/โทเคนดิจิทัลได้ขายแล้วนั้น ไม่ว่าจะนำเงินออกจากบัญชีหรือไม่ถือว่ามีเงินได้ในปีที่ขายแล้ว ผู้มีเงินได้จึงมีหน้าที่ยื่นแบบฯ ภ.ง.ด.90 ในปีที่ขาย

 

15.การลงทุนซื้อเครื่องขุดและนำเหรียญที่ขุดได้นั้นไปขาย โดยมีค่าใช้จ่ายอันเป็นปกติคือ ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าฝากเครื่องขุด ค่าซ่อมบำรุงเครื่องขุด สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้ได้หรือไม่?

ตอบ เงินได้จากการขายคริปโทเคอเรนซีที่ได้จากการขุด (Mining) ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้มีเงินได้จากการขายคริปโทเคอเรนซี สามารถหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร ทั้งนี้ให้นำมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร มาใชบังคับโดยอนุโลม

 

16.ตีความว่าขายเหรียญที่ได้จากการขุดเป็น 40(8) แสดงว่าต้องยื่นภาษีปีละ 2 ครั้ง และต้องแยกทำบัญชีระหว่างเหรียญที่ได้จากการขุดกลุ่มหนึ่ง และเหรียญที่ได้โดยวิธีอื่นอีกทางหนึ่งแม้ว่าจะเป็นสกุลเดียวกันใช่หรือไม่ และถ้าทั้ง 2 กลุ่มนี้มาอยู่ใน wallet เดียวกัน เมื่อขายออกจะตีความว่าเป็นการขายกลุ่มใดออกก่อน?

ตอบ ผู้เสียภาษีต้องจัดทำบัญชีต้นทุนแยกตามวิธีการได้มา และสามารถเลือกได้ว่าการขายคริปโทเคอเรนซีนั้นๆ เป็นการขายคริปโทเคอเรนซีที่ซื้อมาหรือได้รับจากการขุด

 

17.ใครมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่ง?

ตอบ - กรณีนักลงทุน (ผู้ขายซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา) มีการขายหรือการโอนคริปโทเคอเรนซีให้แก่ผู้ซื้อนั้นผู้ซื้อคริปโทเคอเรนซี (บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล) ในฐานะผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร หน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้ ตามมาตรา 50(2) (ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร

          - นักลงทุน (ผู้ขายซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา) ในฐานะผู้มีเงินได้ที่ได้ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้จากการโอนหรือขายคริปโทเคอเรนซีนั้น สามารถนำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นหลักฐานในการเครดิตภาษีได้

 

18.ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย สามารถนำภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้ ไปเป็นต้นทุนของคริปโทเคอเรนซีหรือโทเคนดิจิทัลในการคำนวณกำไรเพื่อเสียภาษีหรือไม่?

ตอบ ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย สามารถนำภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้ มาใช้เป็นเครดิตภาษีในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.90 ได้ ดังนั้นจึงไม่สามารถนำไปใช้เป็นต้นทุนได้อีก

 

19.วิธีการเสียภาษีจะต้องดำเนินการอย่างไร?19.วิธีการเสียภาษีจะต้องดำเนินการอย่างไร?

ตอบ - กรณีมีเงินได้จากการขายคริปโทเคอเรนซีที่ได้จากการขุด (Mining) ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้มีเงินได้ดังกล่าวมีหน้าที่ ดังนี้

1) ยื่นรายการกลางปี (เงินได้จากการขายระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน) ให้ผู้มีเงินได้นำเงินได้ในช่วงเวลาดังกล่าวมารวมคำนวณภาษีมาตรา 48 โดยหักลดหย่อนตามมาตรา 47 ให้กึ่งหนึ่ง (เงินได้หักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามจริงหักค่าลดหย่อน) และชำระภาษี (ถ้ามี) พร้อมกับการยื่นรายการ

2) ยื่นรายการประจำปี (เงินได้จากการขายทั้งปีภาษี) ให้ผู้มีเงินได้นำเงินได้ในช่วงเวลาดังกล่าวมารวมคำนวณภาษีมาตรา 48 โดยหักลดหย่อนตามมาตรา 47 (เงินได้หักค่าใช้จ่ายหักค่าลดหย่อนทั้งปีภาษี) และชำระภาษี(ถ้ามี) พร้อมกับการยื่นรายการ ทั้งนี้ ภาษีที่ชำระไว้แล้วสำหรับการยื่นรายการกลางปีให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระภาษีปลายปีได้

- กรณีมีกำไรจากการขายหรือการโอนคริปโทเคอเรนซี เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากรนั้น ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องนำเงินได้ดังกล่าวมารวมคำนวณภาษีมาตรา 48 โดยหักลดหย่อนตามมาตรา 47 (เงินได้ (มีการหักค่าใช้จ่าย) หักค่าลดหย่อนทั้งปีภาษี)

- กรณีได้รับผลตอบแทนจากการนำคริปโทเคอเรนซีไปหาประโยชน์ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากรนั้น ผู้มีเงินได้ดังกล่าวมีหน้าที่ ดังนี้

1)ยื่นรายการกลางปี (เงินได้จากการขายระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน) ให้ผู้มีเงินได้นำเงินได้ในช่วงเวลาดังกล่าวมารวมคำนวณภาษีมาตรา 48 โดยหักลดหย่อนตามมาตรา 47 ให้กึ่งหนึ่ง (เงินได้หักค่าใช้จ่ายหักค่าลดหย่อน) และชำระภาษี(ถ้ามี) พร้อมกับการยื่นรายการ 31

2)ยื่นรายการประจำปี (เงินได้จากการขายทั้งปีภาษี) ให้ผู้มีเงินได้นำเงินได้ในช่วงเวลาดังกล่าวมารวมคำนวณภาษีมาตรา 48 โดยหักลดหย่อนตามมาตรา 47 (เงินได้หักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามจริงหักค่าลดหย่อนทั้งปีภาษี) และชำระภาษี (ถ้ามี) พร้อมกับการยื่นรายการ ทั้งนี้ภาษีที่ชำระไว้แล้วสำหรับการยื่นรายการกลางปีให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระภาษีปลายปีได้ทั้งนี้วิธีการยื่นแบบแสดงรายการภาษี กรมสรรพากรอำนวยความสะดวกให้ผู้เสียภาษีโดยสามารถใช้ระบบ e-Filing ได้

 

20.เมื่อขาดทุนในปีนั้นแล้วทั้งกรณี 40(4) และ 40(8) หากปีต่อมามีกำไร สามารถนำผลขาดทุนปีนี้ไปใช้ประโยชน์ในปีถัดไปได้หรือไม่?

ตอบ ไม่สามารถนำขาดทุนที่เกิดขึ้นไปหักกลบในปีถัดไปได้

 

21.ผู้มีเงินได้ต้องจัดเตรียมหลักฐานประกอบการยื่นแบบฯ ภ.ง.ด.90 อย่างไร?

ตอบ เนื่องจากการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้นเป็นการประเมินตนเอง ผู้มีเงินได้จากการขายคริปโทเคอเรนซีหรือโทเคนดิจิทัล จึงต้องประเมินตนเองว่ามีกำไรจากการขายคริปโทเคอเรนซีหรือโทเคนดิจิทัลเป็นจำนวนเงินเท่าไร และควรเตรียมหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ต้นทุนในการซื้อและราคาขายคริปโทเคอเรนซีหรือโทเคนดิจิทัล เพื่อประกอบการพิสูจน์กำไรของผู้มีเงินได้หลักฐานที่ระบุถึงการทำธุรกรรมการซื้อ หรือขาย ที่มีข้อมูลดังนี้

- จำนวนที่ซื้อ หรือขาย

- มูลค่าของคริปโทเคอเรนซีหรือโทเคนดิจิทัล ณ วันที่ทำธุรกรรม

- อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิง

- รายละเอียดผู้ซื้อหรือผู้ขาย สำหรับการซื้อ/ขายคริปโทเคอเรนซีหรือโทเคนดิจิทัล (ถ้ามี)

- หลักฐานใบกำกับภาษีหรือ ใบเสร็จค่าใช้จ่าย

- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ถ้ามี)

 

22.กรณีที่มีกำไรจากการซื้อขาย แต่ไม่ได้ยื่นแบบหรือไม่ได้ระบุในแบบ จะมีโทษอย่างไร?

ตอบ กรมสรรพากรมีการตรวจสอบการมีเงินได้ หากผู้มีเงินได้ไม่ยื่นแบบแสดงรายการหรือยื่นแต่เป็นเท็จนั้นผู้มีเงินได้ย่อมรับโทษดังนี้

- กรณีไม่ชำระภาษีภายในกำหนดเวลา จะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน (เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน) ของเงินภาษีที่ต้องชำระนับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการจนถึงวันชำระภาษี

- กรณีเจ้าพนักงานตรวจสอบออกหมายเรียก และปรากฏว่ามิได้ยื่นแบบแสดงรายการไว้หรือยื่นแบบแสดงรายการไว้แต่ชำระภาษีไม่ครบถ้วน นอกจากจะต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มแล้ว ยังจะต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีก 1 เท่าหรือ 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระแล้วแต่กรณี

- กรณีไม่ยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.90, 91 หรือ 94 ภายในกำหนดเวลา ต้องระวางโทษปรับทางอาญาไม่เกิน 2,000 บาท 32

- กรณีจงใจ แจ้งข้อความเท็จ หรือแสดงหลักฐานเท็จหรือฉ้อโกง เพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 200,000 บาท

- กรณีเจตนาละเลยไม่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร มีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาทหรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

23.กรมสรรพากรมีข้อแนะนำนักลงทุนอย่างไร?

ตอบ การลงทุนในคริปโทเคอเรนซีก็คล้ายคลึงกับการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ในปัจจุบัน ที่ผู้มีเงินได้ต้องนำเงินได้ที่เกิดขึ้นในปีภาษี นำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ดังนั้นผู้มีเงินได้ไม่ว่าจะมาจากการลงทุนในรูปแบบใดก็ควรเก็บหลักฐานเอกสารที่จำเป็นในการพิสูจน์เงินได้ของตนเอง เช่น ข้อมูลธุรกรรมการซื้อการขายคริปโทเคอเรนซี ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการประเมินเงินได้ตนเองอย่างถูกต้องครบถ้วน

 

24.เพื่อบรรเทาภาระผู้ลงทุน Exchange สามารถเป็นตัวกลางส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรได้หรือไม่?

ตอบ ปัจจุบันไม่มีกฎหมายกำหนดให้ Exchange ส่งข้อมูลของนักลงทุนให้กับกรมสรรพากร แต่นักลงทุนสามารถขอให้ Exchange รวบรวมข้อมูลการซื้อการขายคริปโทเคอเรนซีของตนเอง เพื่อใช้ในการประเมินตนเอง เพื่อการคำนวณภาษีเงินได้ให้ถูกต้องครบถ้วนได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...