โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไม “จีน” อาจเป็นผู้ชนะเงียบบน "สงครามอิหร่าน"-สหรัฐฯ โดยไม่ต้องลงสนามรบ ?

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ทำไม “จีน” อาจเป็นผู้ชนะเงียบบน

นับตั้งแต่สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อศักยภาพทางทหารของอิหร่าน ตลอดจนสังหาร “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุด ณ ขณะนั้น รวมถึงก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหนักด้วย

ผ่านมาแล้ว 6 เดือน สงครามกลับยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่าย ๆ ในขณะที่สหรัฐฯ กับอิหร่านกำลังแบกรับต้นทุนจากสงคราม อีกด้านหนึ่งมีรายงานว่า จีนกลับกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ จนนำไปสู่คำถามว่า ในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ กำลังหมกมุ่นอยู่กับอิหร่าน สงครามครั้งนี้กำลังเปิดทางให้จีนก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้ชนะเงียบ” หรือไม่ ?

6 เดือนสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ที่ยังไม่มีทางออก

อิหร่านนอกจากจะต้องสูญเสียผู้นำระดับสูงแล้ว สภาพเศรษฐกิจของประเทศย่ำแย่ลงไปอีก หลังเผชิญการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน

มูลนิธิ Foundation for Defense of Democracies ประเมินว่า สงครามสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจอิหร่านถึง 144,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นประมาณ 40% ของ GDP ประเทศก่อนสงคราม

ขณะที่ มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ออกมายอมรับต่อสื่อว่า การค้าระหว่างประเทศลดลงเกือบ 35% จากมาตรการคว่ำบาตรและการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ

IMF คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจอิหร่านจะหดตัวลง 5.4% ในปี 2026 ถือเป็นการหดตัวที่รุนแรงสุดนับตั้งแต่ปี 1988 และอัตราเงินเฟ้ออาจสูงถึง 68.9%

ด้านสหรัฐฯ เองก็ต้องแบกรับต้นทุนจากสงครามเช่นกัน มีรายงานว่า เพียง 6 วันแรกของการก่อสงคราม สหรัฐฯ ใช้งบประมาณสูงถึง 11,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกัน มีการประเมินว่า ครัวเรือนอเมริกันทั่วไปอาจแบกรับต้นทุนจากสงครามราว 1,000 ดอลลาร์ต่อครัวเรือน จากทั้งราคาพลังงานและผลกระทบทางเศรษฐกิจอื่น ๆ และตัวเลขดังกล่าวยังอาจเพิ่มขึ้น หากสงครามยืดเยื้อต่อไป

บทความ After six months, the Iran war has reached its endgame — a costly stalemate จากสำนักข่าว Reuters รายงานว่า สงครามอิหร่านตอนนี้เริ่มเข้าสู่สภาวะทางตัน หรือ stalemate

เพราะแม้สหรัฐฯ จะมีอำนาจมากพอที่จะสร้างความเสียหายอย่างหนักต่ออิหร่าน แต่ยังไม่สามารถบีบให้รัฐบาลอิหร่านยอมทำตามเงื่อนไขทั้งหมดได้ ขณะเดียวกัน อิหร่านเองก็ยังไม่สามารถเอาชนะสหรัฐฯ ในด้านทางทหารได้ แต่ก็มีเครื่องมือต่อรองสำคัญทั้งน้ำมันและช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้สงครามเดินทางมาถึงจุดที่ “ไม่มีใครชนะ แต่ก็ไม่มีใครยอมแพ้”

ในช่วงแรกของสงครามต่างฝ่ายต่างใช้กำลังทหารเข้าสู้ ทั้งการโจมตีทางอากาศ ขีปนาวุธ และการโจมตีเป้าหมายทางทหาร แต่เมื่อสงครามยืดเยื้อ สนามรบกำลังเปลี่ยนจาก อาวุธทางทหาร ไปสู่อาวุธทางเศรษฐกิจ

สหรัฐอเมริกากำลังพยายามโดดเดี่ยวอิหร่านทางเศรษฐกิจ โดยมีกลยุทธ์หลักคือ หากไม่สามารถบีบบังคับให้อิหร่านยอมจำนนด้วยแรงกดดันทางทหารได้ ก็จะทำให้การอยู่รอดทางเศรษฐกิจของอิหร่านยากขึ้นเรื่อย ๆ

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมาตรการล่าสุดของสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่รายได้จากน้ำมัน ธนาคาร และเครือข่ายคู่ค้าของอิหร่าน เพราะอิหร่านพึ่งพาการส่งออกน้ำมันอย่างมากในการสร้างรายได้และนำเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศ

หากสหรัฐฯ สามารถขัดขวางการขายน้ำมัน การรับชำระเงิน และการเข้าถึงระบบการเงินระหว่างประเทศได้ ก็จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและรัฐบาลอิหร่าน

“สงครามอิหร่าน” เปิดทาง “จีน” ก้าวสู่ผู้ชนะบนเกมมหาอำนาจโลก ?

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่อิหร่านเผชิญกับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ และแทบทุกครั้งที่ผ่านมาอิหร่านก็ยังเอาตัวรอดได้เสมอ เพราะเบื้องหลังนั้นมีคู่ค้าคนสำคัญอย่าง “จีน” เป็นหนึ่งในแรงหนุนหลัก เปรียบเสมือนแต้มต่อที่ทำให้อิหร่านยังไม่ถูกตัดขาดจากเศรษฐกิจโลกอย่างที่สหรัฐฯ ต้องการ และภาพนี้เองกำลังทำให้สื่อระดับโลกตั้งคำถามสำคัญว่า “จีน” กำลังกลายเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริงบนสงครามนี้หรือไม่ ? เพราะในขณะที่สหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเผชิญต้นทุนมหาศาลจากสงคราม แต่จีนกลับยังสามารถรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตัวเอง และเพิ่มอำนาจต่อรองในภูมิภาคได้ โดยไม่ต้องส่งกำลังทหารเข้าสู่สนามรบเลย

บทวิเคราะห์ Is China’s ‘wise camel’ the winner from the US-Iran war? จาก Financial Times ระบุว่า จีนเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน โดยรับซื้อน้ำมันอิหร่านราว 90% ของการส่งออกน้ำมัน และมีคำมั่นลงทุนในอิหร่านอีก 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

นั่นหมายความว่า ต่อให้สหรัฐฯ พยายามปิดประตูทางเศรษฐกิจของอิหร่านมากแค่ไหน ตราบใดที่จีนยังคงซื้อขายกับอิหร่าน อิหร่านก็ยังมีช่องทางสร้างรายได้และประคองเศรษฐกิจของตัวเองต่อไปได้

นี่ทำให้โจทย์ของสหรัฐฯ ซับซ้อนขึ้น เพราะหากรัฐบาลทรัมป์ต้องการบีบอิหร่านให้ถึงที่สุด สหรัฐฯ อาจต้องหันมาเล่นงานบริษัทหรือธนาคารจีนที่ยังทำธุรกิจกับอิหร่านด้วย

จนถึงตอนนี้ สหรัฐฯ ไม่สามารถที่จะคว่ำบาตรธนาคารใหญ่ของจีนได้เลยแม้แต่แห่งเดียว มีเพียงบริษัทขนาดเล็กในฮ่องกงบางแห่งเท่านั้นที่ถูกขึ้นบัญชีดำจากมาตรการคว่ำบาตรทางอ้อมของสหรัฐฯ ที่นำมาใช้กับบุคคลหรือองค์กรที่ทำธุรกรรมกับอิหร่าน

Financial Times วิเคราะห์ว่า หนึ่งในเหตุผลที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่คว่ำบาตรจีนโดยตรง เป็นเพราะไม่ต้องการทำให้การประชุมสุดยอดที่วางแผนไว้ระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในเดือนกันยายนต้องคว้าน้ำเหลว

ขณะเดียวกัน จีนก็ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า หากถูกสหรัฐฯ เล่นงานจากกรณีการค้ากับอิหร่าน ก็พร้อมใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อตอบโต้

ด้านบทความ How the Iran war benefits China’s global ambitions จาก Brookings Institution สถาบันวิจัยนโยบายสาธารณะของสหรัฐฯ มองว่า สงครามอิหร่านอาจกลายเป็นโอกาสของจีนในการเพิ่มอิทธิพลโลก โดยไม่ต้องลงสนามรบเอง เพราะในขณะที่สหรัฐฯ กำลังใช้ทรัพยากรจำนวนมากกับสงคราม แต่จีนสามารถใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ตรงนั้นได้ ผ่านการให้ความช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ รับมือปัญหาขาดแคลนพลังงาน และรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน

ความขัดแย้งยังเปิดช่องให้จีนสร้างภาพว่า จีนเป็นมหาอำนาจที่มีเสถียรภาพและพร้อมช่วยเหลือประเทศอื่น ขณะที่สหรัฐฯ ถูกมองว่าใช้กำลังมากเกินไปและทำให้พันธมิตรต้องรับผลกระทบ

นอกจากนี้ สงครามทำให้หลายประเทศต้องการลดการพึ่งพาน้ำมัน จึงอาจเร่งการลงทุนในพลังงานสะอาด รถ EV แบตเตอรี่ และโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่จีนมีความได้เปรียบ

Dollar vs Supply Chain

นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง สแตนฟอร์ด เยล และโคลัมเบีย เคยวิเคราะห์ไว้ในบทความของ IMF ว่า ภาพนี้สะท้อนให้เห็นถึงระเบียบโลกใหม่ที่สหรัฐฯ และจีนต่างมีอำนาจครอบงำในคนละด้าน

จีนคุมห่วงโซ่อุปทานสำคัญของโลก ตั้งแต่วัตถุดิบสำคัญยันแร่หายาก ขณะที่ สหรัฐฯ มีอำนาจจากการควบคุมระบบการเงินโลกที่มีเงินดอลลาร์เป็นศูนย์กลาง

เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายพยายามบั่นทอนอำนาจของอีกฝ่าย ประเทศอย่างอิหร่านก็กลายเป็นสมรภูมิที่ถูกดึงเข้าไปพัวพันในเกมใหญ่ระหว่าง 2 มหาอำนาจนี้ และนี่คือจุดที่ทำให้สงครามอิหร่านครั้งนี้น่าสนใจไปไกลกว่าสนามรบ เพราะเบื้องหลังการคว่ำบาตรและการตอบโต้ทางเศรษฐกิจ กำลังเกิดการแข่งขันที่ใหญ่กว่านั้น ระหว่าง “เงินดอลลาร์” ของสหรัฐฯ กับ “ห่วงโซ่อุปทาน” ของจีน

สกุลเงินดอลลาร์ยังคงเป็น สกุลเงินที่ทรงอิทธิพลที่สุดในระบบการเงินโลก โดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศทั่วโลกราว 89% สิ่งนี้ทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจทางการเงินมหาศาล เพราะการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์เชื่อมโยงกับธนาคาร บริษัท และระบบการเงินทั่วโลก

ลองนึกภาพง่าย ๆ หากสหรัฐฯ ต้องการคว่ำบาตรประเทศใดประเทศหนึ่ง ก็สามารถกีดกันบริษัทและธนาคารของประเทศนั้นไม่ให้เข้าถึงระบบการเงินระหว่างประเทศ หรือทำให้การทำธุรกรรมผ่านระบบที่ใช้เงินดอลลาร์เป็นเรื่องยากขึ้น

พูดง่าย ๆ คือ สหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณว่า “ถ้าคุณต้องการเข้าถึงระบบการเงินที่มีดอลลาร์เป็นศูนย์กลาง คุณก็ต้องปฏิบัติตามกติกาของเรา”

นี่จึงทำให้ดอลลาร์ไม่ได้เป็นเพียงสกุลเงินสำหรับการซื้อขายเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นหนึ่งในอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุดของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ยิ่งสหรัฐฯ ใช้ดอลลาร์เป็นเครื่องมือคว่ำบาตร ก็เริ่มทำให้หลายประเทศเกิดความกังวล และอาจมองหาวิธีอื่นในการค้าขายและชำระผ่านสกุลเงินอื่น เช่น หยวน ของจีน ซึ่งกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของตน รวมถึงระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน เพื่อให้การค้าระหว่างประเทศสามารถดำเนินไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบดอลลาร์เพียงอย่างเดียว

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เงินดอลลาร์จะหายไปทันที หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาระบบการเงินที่สหรัฐฯ สามารถใช้เป็นเครื่องมือกดดันได้

ด้านจีนที่มีอาวุธคือ ห่วงโซ่อุปทาน ข้อมูลจาก IEA ระบุว่า จีนมีสัดส่วนควบคุมการผลิตในห่วงโซ่อุปทานสำคัญหลายประเภทประมาณ 60-85% และในบางขั้นตอนการผลิตมีสัดส่วนมากกว่า 95%

โดยเฉพาะ “แร่หายาก” ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ จีนมีสัดส่วนครองการผลิตสูงถึง 69% และจากแร่ยุทธศาสตร์สำคัญทั้งหมด 20 ชนิด จีนเป็นผู้นำด้านการแปรรูปถึง 19 ชนิด คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดเฉลี่ยราว 70%

อำนาจในลักษณะนี้ทำให้หลายประเทศเกิดความกังวลเช่นกันกับเงินดอลลาร์ เพราะหากพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีนมากเกินไป วันหนึ่งจีนอาจใช้ข้อได้เปรียบนี้มาเป็นเครื่องมือต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ได้

สหรัฐฯ เองก็พยายามลดพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศ ด้วยการเพิ่มการผลิตและการแปรรูปแร่สำคัญภายในประเทศ รวมถึงสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ร่วมกับประเทศพันธมิตร ทั้งยังเข้าซื้อหุ้นในบริษัทเหมืองแร่หายากอย่าง MP Materials จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด เพื่อเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่หายากของตัวเองให้ไม่ต้องพึ่งพาจีนอีกต่อไป

จีนคือ “ผู้ชนะเงียบ” จริงหรือ ?

หากอ่านมาถึงตรงนี้ ดูแล้วเหมือนจีนจะยืนอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบสุดบนสมรภูมินี้ ทั้งเป็นคู่ค้าคนสำคัญของอิหร่าน และยังคุมห่วงโซ่อุปทานของโลก

แต่ภาพที่ดูเหมือนจีนกำลังกลายเป็นผู้ชนะเงียบ ๆ อยู่นี้ เป็นความจริงทั้งหมดหรือไม่ ? หรือเบื้องหลังอำนาจต่อรองที่จีนถืออยู่ ขณะเดียวกันก็อาจมีต้นทุนที่จีนต้องแบกรับอยู่เช่นกัน

บทความ Beyond winning and losing: What Beijing wants from the Iran war จาก Brookings Institution ให้มุมมองที่ต่างออกไป โดยระบุว่า เราอาจกำลังมองจีนผ่านกรอบ “ผู้ชนะหรือผู้แพ้” มากเกินไป เพราะสำหรับจีนแล้ว สิ่งสำคัญกว่าไม่ใช่ว่าใครจะชนะสงคราม แต่คือสงครามครั้งนี้จะสร้างผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และพื้นที่ในการดำเนินยุทธศาสตร์ของจีนมากแค่ไหน

เพราะในความเป็นจริง จีนเองก็มีต้นทุนจากสงครามเช่นกัน โดยเฉพาะการเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก และต้องพึ่งพาเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานและค่าขนส่งสูงขึ้น หรือเส้นทางการค้าสำคัญถูกปิดกั้น เศรษฐกิจจีนก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย

ดังนั้น เป้าหมายของจีนจึงไม่ใช่การทำให้สหรัฐฯ แพ้ แต่คือลดความเสี่ยงของตัวเอง บทความนี้ มองว่า จีนกำลังใช้บทเรียนจากสงครามนี้เพื่อ ลดการพึ่งพาประเทศหรือเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งมากเกินไป

ด้านบทความ How Is the Iran War Impacting China’s Economy? จากเว็บไซต์ ChinaPower Project ของ CSIS ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน 2026 ระบุว่า ปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนใน 4 ด้านหลัก ได้แก่

1. ความต้องการสินค้าจีนลดลง เพราะประเทศคู่ค้าทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากสงครามเช่นกัน

2. ความเสี่ยงด้านพลังงาน เพราะจีนนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซกว่า 1 ใน 3 ทำให้จีนมีความเสี่ยงหากเส้นทางดังกล่าวถูกปิดเป็นเวลานาน

3. ปัญหาห่วงโซ่อุปทานจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่พุ่งสูงจนกัดกร่อนกำไรภาคอุตสาหกรรมของจีน

4. ความเสี่ยงด้านการลงทุน เพราะตะวันออกกลางเคยเป็นจุดหมายการลงทุนอันดับหนึ่งของจีนในปี 2025 แต่สงครามครั้งนี้กำลังคุกคามทั้งการลงทุนที่มีอยู่และความเชื่อมั่นในอนาคต

สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เรื่องการแพ้ชนะของ 2 ชาติมหาอำนาจ แต่เป็นการแข่งขันว่าใครจะยังสามารถรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง และรับมือต้นทุน ของสงครามได้ดีกว่ากัน

สิ่งนี้อาจเป็นบทเรียนสำคัญจากสงครามอิหร่าน เพราะในโลกที่สงครามไม่ได้ตัดสินกันแค่อาวุธอีกต่อไป ผู้ชนะอาจไม่ใช่ฝ่ายที่รบเก่งที่สุด แต่คือฝ่ายที่เสียหายน้อยที่สุด และยังรักษาอำนาจต่อรองของตัวเองไว้ได้เมื่อสงครามจบลง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

  • Is China’s ‘wise camel’ the winner from the US-Iran war? - Financial Times

  • After six months, the Iran war has reached its endgame — a costly stalemate - Reuters

  • How the Iran war benefits China’s global ambitions - Brookings Institution

  • Beyond winning and losing: What Beijing wants from the Iran war - Brookings Institution

  • Iran’s leaders acknowledge economic toll of war, pledge diplomacy, defence - Al Jazeera

  • How Is the Iran War Impacting China’s Economy? - ChinaPower Project, CSIS

  • Iran in 2026: Six months after the US/Israeli strikes - House of Commons Library

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...