โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

บาทอ่อนชัดไตรมาส 3 ส่งออก BTG-ITC จะฟื้น

ทันหุ้น

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

#ค่าบาท #หุ้นส่งออก – นักวิชาการเชื่อบาทอ่อนค่าต่อเนื่องไตรมาส 3 ขณะที่ส่งออกปีนี้จะขยายตัว 9.8% มองฟันด์โฟลว์รอบนี้อยู่ยาว ด้านกูรูหุ้นชี้้กลุ่มส่งออกเกษตร-อาหารเด่น งบไตรมาส 2 ต่ำสุด เป็นจังหวะซื้อดักฟื้นชัดครึ่งปีหลัง เชื่อผู้ประกอบการไทยรับมือกำแพงภาษีไหว ให้หุ้นเด่น BTG และ ITC

นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทไทยที่อ่อนลงมาแล้ว นับเป็นปัจจัยบวกสนับสนุนการส่งออก และเชื่อว่าช่วงไตรมาสที่ 3/2569 เงินบาทจะยังคงอยู่ในแนวโน้มของการอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง สาเหตุมาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กดดันให้เงินบาทอ่อนอยู่ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทตลอดช่วงครึ่งหลังของปีนี้ไว้ที่ระดับ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไตรมาสสุดท้ายของปีความผันผวนที่อาจจะกลับมาแข็งค่าขึ้นตามกรอบน่าจะมากขึ้น

คาดการณ์การส่งออกทั้งปี 2569 ของไทยมีโอกาสขยายตัวดีระดับ 9.8% แต่ในเชิงเปรียบเทียบอาจไม่มากเท่าปี 2568 ที่เคยขยายตัวได้สูงถึง 12.7% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง

อย่างไรก็ตามในระยะสั้นมีปัจจัยที่ต้องติดตามคือ ความกังวลอย่างมากต่อนโยบายใหม่ๆ ของสหรัฐ ภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หลังการใช้มาตรา 122 ของสหรัฐที่ทำให้อัตราภาษีนำเข้าลดลงมาที่ 10% กำลังจะสิ้นสุดวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 จึงมีความเป็นไปได้ที่ผู้นำสหรัฐ อาจจะหยิบยกประเด็นเรื่องการใช้แรงงานที่ไม่เหมาะสม หรือการที่ไทยมีกำลังการผลิตส่วนเกินมากเกินไปจนนำไปสู่การทุ่มสินค้าเข้าสู่ตลาดโลกในราคาถูกมาเป็นข้ออ้างในการตั้งกำแพงภาษีครั้งใหม่

@เงินเข้าหุ้นยาว

สำหรับทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายหรือฟันด์โฟลว์ในตลาดหุ้นไทยนั้น เริ่มเห็นสัญญาณที่น่าสนใจจากการที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยนำเงินกลับเข้ามาลงทุน สาเหตุหลักมาจากฐานราคาหุ้นไทยที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ประกอบกับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี อีกทั้งตลาดหุ้นไทยยังถูกมองว่ามีความเสถียรภาพมากกว่าในแง่ของความผันผวนเมื่อเทียบกับตลาดในเอเชียหลายแห่ง

และเชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 กระแสเงินทุนจะยังคงไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องในลักษณะของการทยอยเข้ามา และคาดว่าเงินทุนเหล่านี้จะไม่ไหลออกไปไหนตราบใดที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่แย่ลงไปกว่าที่นักลงทุนทั่วโลกได้ประเมินไว้

“แรงซื้อที่เข้ามาช่วงหลังมีความต่อเนื่อง ลักษณะของการกระจายตัวไปในหลายเซ็กเตอร์ จึงน่าจะเป็นการเข้ามาลงทุนในระยะยาวหลังจากที่นักลงทุนกลุ่มนี้ห่างหายจากตลาดบ้านเราไปนานพอสมควร”

@ส่งออกอาหาร-เกษตรเด่น

นางสาวเกวลี ทองสมอางค์ นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ“ทันหุ้น” ว่า กลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกในหมวดสินค้าเกษตรและอาหารในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 มีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจและโดดเด่นกว่าในช่วงครึ่งปีแรกอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าในช่วงไตรมาส 2/2569 ผลประกอบการของกลุ่มบริษัทผู้ส่งออกรายใหญ่จะปรับลงกระทบจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งในต่างประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงภาระต้นทุนค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อมองไปข้างหน้าโดยเฉพาะไตรมาส 3/2569 มีโอกาสแนวโน้มการส่งออกเริ่มกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยหนุนสำคัญประการหนึ่งมาจากค่าเงินบาทที่มีทิศทางอ่อนค่า ซึ่งเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อกลุ่มผู้ส่งออกที่รับรู้รายได้เป็นสกุลเงินต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบดอลลาร์สหรัฐและยูโร ช่วยหนุนขีดความสามารถในการแข่งขันและอัตรากำไรให้ดีขึ้น

ส่วนของประเด็นความกังวลเรื่องมาตรการทางภาษี ประเมินว่าไม่ได้เป็นประเด็นลบที่น่ากังวลมาก เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา บริษัทส่งออกต่างๆ ได้มีการเตรียมความพร้อมและปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับสถานการณ์นี้มาเป็นเวลานานกว่าหนึ่งปีแล้ว โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างราคาเพื่อให้สอดรับกับฐานภาษีเดิมที่เคยสูงถึงระดับ19% และแม้ในอนาคตในเชิงความเป็นไปได้ถึงจะโดนปรับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ12.5% ก็เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณการสั่งซื้ออย่างรุนแรง เนื่องจากผู้บริโภคในตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกายังคงมีความต้องการสินค้าอย่างต่อเนื่องอยู่ ขณะที่ผู้ประกอบการรายบริษัทบางแห่งก็มีสินค้าใหม่ๆ ที่ เริ่มทยอยส่งมอบเป็นการขยายฐานตลาดอีกด้วย

@กลยุทธ์การลงทุน

ด้านปัจจัยเชิงลบอีกที่ต้องติดตาม น่าจะจำกัดอยู่เพียงเรื่องของค่าขนส่งและการบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์เท่านั้น ในขณะที่ต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์หรือแพ็คเกจจิ้งพลาสติกที่มักจะผันผวนตามราคาน้ำมัน ซึ่งในขณะนี้ยังไม่ได้สูงถึงระดับที่น่ากังวล

“ไตรมาส 2 กลุ่มนี้ไปเจอเรื่องสงคราม และค่าโลจิสติกส์ต่างๆ มันก็ขึ้้นไปด้วย แต่พอมาไตรมาส 3 อะไรต่างๆ ดูดีขึ้นแล้ว แถมค่าเงินก็ช่วยด้วยนิดหน่อย ดีมานด์ก็ยังมีอยู่การสั่งซื้อที่เคยอั้นไว้บางส่วนมีแนวโน้มจะกลับมามากขึ้น”

ให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นส่งออกกลุ่มเกษตร-เนื้อสัตว์ มากกว่าตลาด โดยมองว่าผลประกอบการไตรมาส 2/2569 คือจุดต่ำสุดของปีและตลาดน่าจะรับรู้ไปแล้ว จึงเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าสะสมหุ้นเพื่อรอรับการฟื้นตัวในไตรมาส 3/2569 และ 4/2569 แนะนำ BTG ซึ่งเป็นตัวเลือกอันดับ 1 ตามมาด้วยCPF ส่วนส่งออกกลุ่มอาหารและอาหารสัตว์เลี้ยงแนะนำ ITC มีแรงหนุนจากการเติบโตของดีมานด์จริงจากผู้บริโภคและการขยายฐานลูกค้าใหม่ที่ชัดเจนกว่า ขณะที่TU น่าสนใจน้อยกว่าเพราะน่าจะได้ประโยชน์เพียงเรื่องของกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นหลัก

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...