บาทอ่อนชัดไตรมาส 3 ส่งออก BTG-ITC จะฟื้น
#ค่าบาท #หุ้นส่งออก – นักวิชาการเชื่อบาทอ่อนค่าต่อเนื่องไตรมาส 3 ขณะที่ส่งออกปีนี้จะขยายตัว 9.8% มองฟันด์โฟลว์รอบนี้อยู่ยาว ด้านกูรูหุ้นชี้้กลุ่มส่งออกเกษตร-อาหารเด่น งบไตรมาส 2 ต่ำสุด เป็นจังหวะซื้อดักฟื้นชัดครึ่งปีหลัง เชื่อผู้ประกอบการไทยรับมือกำแพงภาษีไหว ให้หุ้นเด่น BTG และ ITC
นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทไทยที่อ่อนลงมาแล้ว นับเป็นปัจจัยบวกสนับสนุนการส่งออก และเชื่อว่าช่วงไตรมาสที่ 3/2569 เงินบาทจะยังคงอยู่ในแนวโน้มของการอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง สาเหตุมาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กดดันให้เงินบาทอ่อนอยู่ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทตลอดช่วงครึ่งหลังของปีนี้ไว้ที่ระดับ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไตรมาสสุดท้ายของปีความผันผวนที่อาจจะกลับมาแข็งค่าขึ้นตามกรอบน่าจะมากขึ้น
คาดการณ์การส่งออกทั้งปี 2569 ของไทยมีโอกาสขยายตัวดีระดับ 9.8% แต่ในเชิงเปรียบเทียบอาจไม่มากเท่าปี 2568 ที่เคยขยายตัวได้สูงถึง 12.7% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง
อย่างไรก็ตามในระยะสั้นมีปัจจัยที่ต้องติดตามคือ ความกังวลอย่างมากต่อนโยบายใหม่ๆ ของสหรัฐ ภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หลังการใช้มาตรา 122 ของสหรัฐที่ทำให้อัตราภาษีนำเข้าลดลงมาที่ 10% กำลังจะสิ้นสุดวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 จึงมีความเป็นไปได้ที่ผู้นำสหรัฐ อาจจะหยิบยกประเด็นเรื่องการใช้แรงงานที่ไม่เหมาะสม หรือการที่ไทยมีกำลังการผลิตส่วนเกินมากเกินไปจนนำไปสู่การทุ่มสินค้าเข้าสู่ตลาดโลกในราคาถูกมาเป็นข้ออ้างในการตั้งกำแพงภาษีครั้งใหม่
@เงินเข้าหุ้นยาว
สำหรับทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายหรือฟันด์โฟลว์ในตลาดหุ้นไทยนั้น เริ่มเห็นสัญญาณที่น่าสนใจจากการที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยนำเงินกลับเข้ามาลงทุน สาเหตุหลักมาจากฐานราคาหุ้นไทยที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ประกอบกับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี อีกทั้งตลาดหุ้นไทยยังถูกมองว่ามีความเสถียรภาพมากกว่าในแง่ของความผันผวนเมื่อเทียบกับตลาดในเอเชียหลายแห่ง
และเชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 กระแสเงินทุนจะยังคงไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องในลักษณะของการทยอยเข้ามา และคาดว่าเงินทุนเหล่านี้จะไม่ไหลออกไปไหนตราบใดที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่แย่ลงไปกว่าที่นักลงทุนทั่วโลกได้ประเมินไว้
“แรงซื้อที่เข้ามาช่วงหลังมีความต่อเนื่อง ลักษณะของการกระจายตัวไปในหลายเซ็กเตอร์ จึงน่าจะเป็นการเข้ามาลงทุนในระยะยาวหลังจากที่นักลงทุนกลุ่มนี้ห่างหายจากตลาดบ้านเราไปนานพอสมควร”
@ส่งออกอาหาร-เกษตรเด่น
นางสาวเกวลี ทองสมอางค์ นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ“ทันหุ้น” ว่า กลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกในหมวดสินค้าเกษตรและอาหารในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 มีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจและโดดเด่นกว่าในช่วงครึ่งปีแรกอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าในช่วงไตรมาส 2/2569 ผลประกอบการของกลุ่มบริษัทผู้ส่งออกรายใหญ่จะปรับลงกระทบจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งในต่างประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงภาระต้นทุนค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อมองไปข้างหน้าโดยเฉพาะไตรมาส 3/2569 มีโอกาสแนวโน้มการส่งออกเริ่มกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยหนุนสำคัญประการหนึ่งมาจากค่าเงินบาทที่มีทิศทางอ่อนค่า ซึ่งเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อกลุ่มผู้ส่งออกที่รับรู้รายได้เป็นสกุลเงินต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบดอลลาร์สหรัฐและยูโร ช่วยหนุนขีดความสามารถในการแข่งขันและอัตรากำไรให้ดีขึ้น
ส่วนของประเด็นความกังวลเรื่องมาตรการทางภาษี ประเมินว่าไม่ได้เป็นประเด็นลบที่น่ากังวลมาก เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา บริษัทส่งออกต่างๆ ได้มีการเตรียมความพร้อมและปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับสถานการณ์นี้มาเป็นเวลานานกว่าหนึ่งปีแล้ว โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างราคาเพื่อให้สอดรับกับฐานภาษีเดิมที่เคยสูงถึงระดับ19% และแม้ในอนาคตในเชิงความเป็นไปได้ถึงจะโดนปรับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ12.5% ก็เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณการสั่งซื้ออย่างรุนแรง เนื่องจากผู้บริโภคในตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกายังคงมีความต้องการสินค้าอย่างต่อเนื่องอยู่ ขณะที่ผู้ประกอบการรายบริษัทบางแห่งก็มีสินค้าใหม่ๆ ที่ เริ่มทยอยส่งมอบเป็นการขยายฐานตลาดอีกด้วย
@กลยุทธ์การลงทุน
ด้านปัจจัยเชิงลบอีกที่ต้องติดตาม น่าจะจำกัดอยู่เพียงเรื่องของค่าขนส่งและการบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์เท่านั้น ในขณะที่ต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์หรือแพ็คเกจจิ้งพลาสติกที่มักจะผันผวนตามราคาน้ำมัน ซึ่งในขณะนี้ยังไม่ได้สูงถึงระดับที่น่ากังวล
“ไตรมาส 2 กลุ่มนี้ไปเจอเรื่องสงคราม และค่าโลจิสติกส์ต่างๆ มันก็ขึ้้นไปด้วย แต่พอมาไตรมาส 3 อะไรต่างๆ ดูดีขึ้นแล้ว แถมค่าเงินก็ช่วยด้วยนิดหน่อย ดีมานด์ก็ยังมีอยู่การสั่งซื้อที่เคยอั้นไว้บางส่วนมีแนวโน้มจะกลับมามากขึ้น”
ให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นส่งออกกลุ่มเกษตร-เนื้อสัตว์ มากกว่าตลาด โดยมองว่าผลประกอบการไตรมาส 2/2569 คือจุดต่ำสุดของปีและตลาดน่าจะรับรู้ไปแล้ว จึงเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าสะสมหุ้นเพื่อรอรับการฟื้นตัวในไตรมาส 3/2569 และ 4/2569 แนะนำ BTG ซึ่งเป็นตัวเลือกอันดับ 1 ตามมาด้วยCPF ส่วนส่งออกกลุ่มอาหารและอาหารสัตว์เลี้ยงแนะนำ ITC มีแรงหนุนจากการเติบโตของดีมานด์จริงจากผู้บริโภคและการขยายฐานลูกค้าใหม่ที่ชัดเจนกว่า ขณะที่TU น่าสนใจน้อยกว่าเพราะน่าจะได้ประโยชน์เพียงเรื่องของกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นหลัก