เตือนภัยเงียบ HPV คร่าชีวิตหญิงไทยปีละกว่า 4,500 ราย ชี้ทุกเพศเสี่ยงมะเร็ง
ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทยเปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับการป้องกันเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) โดยสร้างความตระหนักรู้ด้วยองค์ความรู้ที่ถูกต้อง เพื่อเป็นการส่งเสริมแนวการป้องกันโรคด้วยการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง การตรวจคัดกรอง และการฉีดวัคซีน
หลังจากข้อมูล GLOBOCAN 2022 พบว่า มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบบ่อยอันดับ 2 ในสตรีไทย มีผู้ป่วยรายใหม่ 8,662 ราย และมีผู้เสียชีวิต 4,576 รายในแต่ละปี โดยเชื้อ HPV ยังเป็นสาเหตุของมะเร็งอีกหลายชนิดทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ได้แก่ มะเร็งศีรษะและคอ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องคลอด และมะเร็งปากช่องคลอด
รวมถึงหูดหงอนไก่ สะท้อนว่าความเข้าใจผิด ความอาย และการละเลยการป้องกัน คืออุปสรรคสำคัญในการลดอัตราการเกิดโรคในสังคมไทยแม้แนวทางการป้องกันโรคจากเชื้อ HPV จะก้าวหน้าไปไกล แต่ในบริบทสังคมไทยยังคงมีอุปสรรคสำคัญจากความเขินอายในการพูดคุยเรื่องเพศสัมพันธ์ ความกังวลว่าจะถูกตีตราหรือตัดสินจากสังคม (Social Stigma) รวมถึงความไม่กล้าเข้ารับการตรวจคัดกรอง ส่งผลให้เกิดความละเลยการป้องกันและตรวจพบโรคเมื่อสายเกินไป
"สถานเสาวภา สภากาชาดไทยมีพันธกิจในการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของประชาชน วันนี้ต้องยอมรับว่า สังคมไทยส่วนใหญ่ยังตกอยู่ในภาวะรู้จัก แต่ไม่รู้จริง เกี่ยวกับเชื้อ HPV หลายคนเห็นประเด็นนี้เป็นเรื่องไกลตัว ทั้งที่ในความเป็นจริง ทุกนาทีทั่วโลกมีคนตรวจพบว่าติดเชื้อ HPV ซึ่งนำไปสู่มะเร็งบางชนิด โดยทั้งชายและหญิง มีโอกาสได้รับเชื้อHPV ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต อีกทั้งเชื้อยังสามารถแฝงตัวอยู่ในร่างกายเป็นเวลาหลายสิบปีโดยไม่แสดงอาการทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยง“
สถานเสาวภา สภากาชาดไทยจึงต้องการรณรงค์ให้คนไทยเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เห็นความสำคัญของการป้องกันโรค การตรวจคัดกรอง และการฉีดวัคซีน เพื่อปกป้องคนไทยทุกเพศทุกวัยอย่างครอบคลุม
HPV ติดต่อง่ายกว่าที่คิด
พญ.สุดา พันธุ์รินทร์ หัวหน้าฝ่ายบริการและวิจัยคลินิก สถานเสาวภา สภากาชาดไทย กล่าวว่า HPV ติดต่อได้ง่ายกว่าที่คิด แม้เคยมีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวก็มีโอกาสติดเชื้อได้ ผ่านการสัมผัสผิวหนังต่อผิวหนังระหว่างกิจกรรมทางเพศ รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ด้วยการใช้ปากแม้การใช้ถุงยางอนามัยจะช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ไม่สามารถป้องกันได้อย่างสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน ความเชื่อที่ว่าสามารถติดเชื้อจากการใช้ห้องน้ำสาธารณะนั้น แทบไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ เพราะเชื้อแพร่ผ่านการสัมผัสโดยตรงเป็นหลัก
อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลคือ ปัจจุบันยังไม่มียาที่กำจัดเชื้อ HPV ได้โดยตรง ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ การป้องกันก่อนเกิดโรค ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ประกอบด้วย
- การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ไม่มีคู่นอนหลายคนเพื่อลดโอกาสสัมผัสเชื้อ และใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์
- ฉีดวัคซีน HPV ปัจจุบันป้องกันได้ถึง 5 โรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ HPV ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องปากและลำคอ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด รวมถึงหูดหงอนไก่ โดยสามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่วัยเด็กอายุ 9 ปีขึ้นไป ทั้งชายและหญิง จากหลักฐานการติดตามประสิทธิผลและความปลอดภัยต่อเนื่อง 20 ปี พบว่าวัคซีนHPV สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้คงอยู่ได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน หลังได้รับวัคซีนครบตามคำแนะนำ
- ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตัดวงจรการพัฒนาไปสู่ระยะมะเร็งได้
”สตรีอายุอายุ 30–59 ปี และอายุ 15–29 ปีที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง สามารถใช้สิทธิบัตรทอง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA Test โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 1 ครั้ง ทุก 5 ปี“