นายกฯลุยจีบ2ยักษ์ใหญ่ สยบลือทุนญี่ปุ่นย้ายฐาน
นายกฯ ลุยงานต่อนิวซีแลนด์ จีบ 2 ยักษ์ใหญ่ "T&G Global-Skyline Enterprises" ตัดสินใจลงทุนไทย ตั้งฐานกระจายผลไม้-ผุดสวนสนุกในอาคาร มอบบีโอไอติดตามผล สยบข่าวลือทุนญี่ปุ่นย้ายฐาน ยันรัฐบาลไม่ทิ้งมิตรเก่า พร้อมปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิมเต็มที่ สั่ง “เอกนิติ” รื้อเกณฑ์ส่งเสริมรถอีวีใหม่อุดช่องโหว่ความลักลั่น พร้อมงัดยอดลงทุนต่างชาติครึ่งปีแรกทะลุ 5.3 แสนล้านบาท การันตีความเชื่อ
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม เวลา 09.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงแคนเบอร์รา ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 3 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วยภริยา และคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหารแฟร์เบิร์น กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย ไปยังนครโอ๊กแลนด์ เพื่อเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 20-22 สิงหาคม 2569
ต่อมาเวลา 14.35 น. นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางถึงท่าอากาศยานโอ๊กแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ โดยมีนางเพนนี ซิมมอนด์ส รัฐมนตรีด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและเทคโนโลยีนิวซีแลนด์ เป็นผู้มาต้อนรับ
ในช่วงเย็น นายอนุทินพบหารือกับภาคเอกชนนิวซีแลนด์ เพื่อหารือแนวทางต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และเปิดโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ
จากนั้น นายกฯ เปิดเผยภายหลังหารือแบบส่วนตัวกับผู้บริหารบริษัท T&G Global ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านพืชสวนและผลไม้สดเก่าแก่ของนิวซีแลนด์ เจ้าของแบรนด์ Envy และนายเจฟฟ์ แมคโดนัลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกายไลน์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (Skyline Enterprises) ผู้ดำเนินธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและแหล่งท่องเที่ยวว่า ทั้ง 2 บริษัทตัดสินใจจะเข้ามาลงทุนและมีพาร์ตเนอร์ในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยธุรกิจแรกคือการส่งออกผลไม้ และอีกธุรกิจเป็นประเภทความบันเทิง ในลักษณะของสวนสนุกที่อยู่ในอาคาร
สำหรับธุรกิจส่งออกผลไม้ของ T&G Global จะเน้นที่แอปเปิล ซึ่งมียอดขายเฉพาะในประเทศไทยปีละกว่า 3,000 ล้านบาท และมียอดขายทั่วโลกประมาณปีละ 100,000 ล้านบาท ทางบริษัทไม่ได้ปลูกแอปเปิลที่นิวซีแลนด์ แต่มีเทคโนโลยีด้านพันธุกรรมและไปรับผลผลิตจากทั่วโลก โดยเห็นว่าประเทศไทยมีทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมในการเป็นฐานกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคอาเซียน อินเดีย และตะวันออกกลาง การลงทุนในเฟสแรก บริษัทจะเน้นการใช้ประเทศไทยเป็นฐานกระจายสินค้าที่มีปริมาณมากและมีความต้องการตลอดเวลาก่อน
ส่วนในเฟสที่ 2 มีความสนใจที่จะนำเทคโนโลยีทางพันธุกรรมมาศึกษาว่าเกษตรกรไทยจะสามารถปลูกแอปเปิลเพื่อเป็นช่องทางเพิ่มผลผลิตได้หรือไม่ เนื่องจากประเทศไทยมีเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านเกษตรกรรม หากนำมาร่วมกันทำวิจัยและพัฒนาการผลิตต่อไปก็จะเป็นประโยชน์ต่อบริษัท ประเทศไทย และเกษตรกร
“บริษัทมีความมั่นใจและตัดสินใจที่จะใช้ประเทศไทยเป็นฐานกระจายสินค้า โดยเดินทางมาถึงวันแรกก็ขอเข้าพบก่อนทันที และในวันพรุ่งนี้ (21 ส.ค.) จะมีการพบกับผู้ประกอบการที่สนใจจะเป็นพาร์ตเนอร์ หรือสนใจใช้ประโยชน์จากไทยในการเป็นฐานการผลิตสินค้าเพิ่มเติมต่อไป” นายอนุทินระบุ
ส่วนการเจรจากับบริษัท Skyline Enterprises ทางบริษัทได้นำแบบแปลนมาให้ดูแล้ว โดยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับพาร์ตเนอร์ในประเทศไทย ซึ่งยังไม่สามารถเอ่ยนามได้ เนื่องจากธุรกิจต้องใช้พื้นที่เยอะมาก จึงต้องพิจารณาว่าจะร่วมมือในสถานที่มีความพร้อมอยู่แล้วหรือจัดหาสถานที่ใหม่ โดยสรุปคือบริษัทตัดสินใจแล้วว่าจะมาลงทุนในประเทศไทย
ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ติดตามผลการหารือกับทั้งสองบริษัทอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนความสนใจของภาคเอกชนให้ไปสู่โครงการลงทุนและความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม อันจะช่วยสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และเสริมบทบาทประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางธุรกิจ การลงทุน และการเชื่อมโยงตลาดของภูมิภาค
นายอนุทินให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวด้วยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับนักลงทุนทุกประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักเป็นลำดับต้นๆ มาอย่างยาวนานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยรัฐบาลพร้อมสร้างความมั่นใจว่า ประเทศไทยไม่ได้ทอดทิ้งกลุ่มนักลงทุนเดิมที่มีความผูกพันกันมานาน ยืนยันว่านโยบายหลักของรัฐบาลคือการเปิดกว้าง และพร้อมปรับปรุงเงื่อนไขต่างๆ ให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจภายใต้ความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกัน เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน และเน้นการร่วมมือกันพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อรักษาฐานการผลิตที่เข้มแข็งของญี่ปุ่นไว้ในไทย
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งปัจจุบันส่วนประกอบส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ ตัวถัง แชสซี หรือระบบต่างๆ ล้วนผลิตภายในประเทศไทยภายใต้แบรนด์ของญี่ปุ่นทั้งสิ้น จึงถือเป็นเรื่องที่ทิ้งกันไม่ได้ และต้องทำให้นักลงทุนไม่ทิ้งไทยด้วยเช่นกัน
"นักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น ถือว่าเข้ามาเมืองไทยเป็นลำดับต้นๆ มานานมากจนแยกไม่ออกแล้วว่าเป็นเมืองไทยหรือเมืองญี่ปุ่นในเรื่องของการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต เราพร้อมที่จะคลายข้อติดขัดเพื่อทำให้เขามั่นใจว่าเราไม่ได้ทอดทิ้งเขา"
นายอนุทินกล่าวว่า ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ล่าสุดได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง พิจารณาแนวทางการดูแลนักลงทุนประเทศต่างๆ เพื่อให้ไม่เกิดการเสียเปรียบของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ญี่ปุ่นจะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ โดยจะมีการปรับโครงสร้างในด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดความยุติธรรม และทำให้ผู้ผลิตแต่ละประเทศยังคงให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย รัฐบาลจะมุ่งมั่นรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อเป็นปัจจัยบวกในการดึงดูดและรักษาเงินลงทุนในระยะยาว
"ต้องยึดถือตัวเลขเป็นหลักตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา เงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ในปีที่แล้วทะลุหลัก 1 ล้านล้านบาท ปีนี้ครึ่งปีมีเงินลงทุนจริงเข้ามาแล้ว 530,000 ล้านบาทแล้ว จึงยังไม่เห็นว่าจะมีการย้ายฐานการผลิตหรือมีการชะงักของเงินลงทุนจากต่างประเทศด้วยสาเหตุที่บอกว่าประเทศไทยไม่พร้อม” นายอนุทินกล่าว.