รู้จัก โรคไขสันหลังอักเสบ 'เสี่ยงหนัก' หากภูมิคุ้มกันตก เช็กอาการเบื้องต้น
รู้จัก โรคไขสันหลังอักเสบ เสี่ยงหนัก หากภูมิคุ้มกันตก เช็กอาการเบื้องต้น
โรคไขสันหลังอักเสบ – เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม จากกรณีการเสียชีวิตของ ผิง ชญาดา นักร้องหญิง ที่ระบุว่ามีสาเหตุมาจากการนวดบิดคอ ที่ร้านนวดแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานีนั้น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยผลวินิจฉัยจากแพทย์ว่า เป็น “โรคไขสันหลังอักเสบ” จึงได้ให้ยารักษา หลังจากนั้น น้องผิงเกิดอาการเกร็งและอ่อนแรง จึงส่งตัวเข้ารักษาในห้องไอซียู ก่อนจะมีอาการช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม (สมศักดิ์ ยันเคสนักร้องสาว ไม่ได้ดับจากร้านนวด เผยผลวินิจฉัยเป็น โรคไขสันหลังอักเสบ)
มติชนออนไลน์ ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคไขสันหลังอักเสบไว้ ดังนี้ โรคไขสันหลังอักเสบ คือ โรคที่มีอาการอักเสบของปลอกหุ้มเส้นประสาทในไขสันหลัง
สาเหตุการเกิดโรคไขสันหลังอักเสบ
เกิดจากการติดเชื้อไวรัส หรือเกิดจากภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติเข้าทำลายไขสันหลัง หรืออาจเกิดภายหลังการติดเชื้อ อาทิ โรคติดเชื้อไวรัส โรคทางภูมิคุ้มกันต้านทานโรคผิดปกติ เช่น โรคเอสแอลอี โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง การได้รับวัคซีน เช่น วัคซีนโรคหัด โรคคางทูม โรคไขสันหลังอักเสบ
โดยส่วนใหญ่จะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และอาจมีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคร่วมกับปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมที่มากระตุ้น เช่น การติดเชื้อไวรัส เช่น เริม อีสุกอีใส งูสวัด หัดเยอรมัน เอนเทอโรไวรัส หรือการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น วัณโรค ซิฟิลิส ไมโคพลาสมา
สัญญาณเตือน อาการของโรคไขสันหลังอักเสบ
จะมีอาการแขนขาอ่อนแรง ชา เช่น ขาทั้ง 2 ข้างอ่อนแรง บางรายอาจลุกลามขึ้นไปที่แขนทั้ง 2 ข้างอ่อนแรง มีอาการชา (ตรวจพบอาการชาเป็นระดับ level ที่ชัดเจน) มีอาการปวดหลังแบบฉับพลันนำมาก่อนได้ หรือระบบขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะผิดปกติ โดยบางรายจะมีอาการแสบร้อน หรือมีอาการคล้ายมีอะไรมารัดตามตัว มีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อคล้ายเป็นตะคริว
โดยอาการเหล่านี้มักเป็นรุนแรงมากขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงหลายวัน ผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้ เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ ปวดคอ ร่วมด้วย
อย่างไรก็ตาม โรคนี้ไม่สามารถป้องกันได้โดยตรง อาจป้องกันโดยการรักษาสุขอนามัย เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัส หากเป็นโรคไขสันหลังอักเสบผู้ป่วยจะต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำกายภาพบำบัด ฝึกการขับถ่ายตามแพทย์แนะนำ ดูแลอย่าให้ท้องผูก ป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ทานยาให้ครบถ้วน ไม่ขาดยา และควรไปพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการแขนขาอ่อนแรงมากขึ้น
สำหรับการวินิจฉัยโรค เพื่อหาสาเหตุของไขสันหลังอักเสบ
1.การส่งตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อดูตำแหน่งรอยโรค และเพื่อหาสาเหตุอื่นๆ ที่อาจแสดงอาการคล้ายคลึงกัน เช่น การมีก้อนมากดทับไขสันหลัง
2.การตรวจน้ำไขสันหลังเพื่อดูการอักเสบ และส่งตรวจเพื่อหาเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของไขสันหลังอักเสบ เช่น NMO-IgG, MOG-IgG
3.การตรวจเลือดเพื่อหาภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ ซึ่งจะบอกสาเหตุที่แน่ชัดและช่วยวางแผนการรักษาในระยะยาว
4.การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (MRI brain) : ไม่ได้ทำในทุกราย ทำในรายที่ตรวจพบอาการแสดงผิดปกติของสมองร่วมด้วย เช่น ตามัว อาเจียนมาก เส้นประสาทสมองทำงานผิดปกติ (cranial nerve palsy) ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถพบได้ในโรค Neuromyelitis optica (NMO)
แนวทางการรักษาโรคไขสันหลังอักเสบ
การรักษาถ้าเกิดจากการติดเชื้อไวรัสต้องให้ยาต้านไวรัส แต่หากเกิดจากภูมิคุ้มกันผิดปกติในระยะเฉียบพลัน จำเป็นต้องได้รับยาสเตียรอยด์ขนาดสูงทางหลอดเลือดดำ
ถ้าอาการไม่ดีขึ้นต้องได้รับการเปลี่ยนถ่ายพลาสมา สำหรับการรักษาในระยะยาวขึ้นอยู่กับผลของการตรวจเลือด ถ้าพบว่ามีการกำเริบของโรคจะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูง ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันเป็นเวลาอย่างน้อย 3-5 ปี
ส่วนในกรณีที่เป็นโรคไขสันหลังอักเสบแต่ไม่พบการกำเริบของโรค ผู้ป่วยจะได้รับยากดภูมิคุ้มกันเพียงระยะสั้น 6 เดือน เนื่องจากยากดภูมิคุ้มกันมีผลข้างเคียง เช่น การติดเชื้อ เบาหวาน ไขมันสูง กระดูกพรุน เป็นต้น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รู้จัก โรคไขสันหลังอักเสบ ‘เสี่ยงหนัก’ หากภูมิคุ้มกันตก เช็กอาการเบื้องต้น
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th