โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การพยายามรักษา ‘ชิ้นส่วนของตัวเอง’ ของคนข้างใน ที่อาจตัดสินไม่ได้ด้วยไม้บรรทัดของคนข้างนอก มองมนุษย์ในและนอก ‘ทัณฑสถาน’ กับ ณัฏฐ์ กิจจริต และ ท็อป ทศพล จาก ‘วัยหนุ่ม 2544’

Mirror Thailand

อัพเดต 15 พ.ย. 2567 เวลา 07.16 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2567 เวลา 07.16 น.
ภาพไฮไลต์

หลังจากตัวอย่างภาพยนตร์‘วัยหนุ่ม 2544’ ถูกปล่อยออกมา หนังเรื่องนี้ก็กลายเป็นที่สนใจในทันที หลายคนอยากรอดูเรื่องราวชีวิตคนในทัณฑสถานจากผู้กำกับหนังดังอย่าง 4 Kings ขณะที่บางส่วนก็วิพากษ์วิจารณ์ว่า จะฉายหนังที่เกี่ยวกับความรุนแรงใน ‘ทัณฑสถาน’ กันไปอีกทำไม ไม่สร้างสรรค์ ซึ่งโอกาสนี้ เราได้ ณัฏฐ์ กิจจริต และ ท็อป-ทศพล หมายสุข สองนักแสดงหนุ่มจากหนังเรื่องนี้ มาเป็นตัวแทนนักแสดงเพื่อบอกเล่าให้เราฟังเกี่ยวกับสิ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการจะสื่อสาร

“พอมีคนถามว่าจะเล่าทำไม คำถามต่อมาของพวกผมคือ แล้วทำไมต้องไม่เล่าล่ะครับ?” เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว สิ่งที่อยู่ในหนังก็เป็นความโหดร้ายที่เกิดขึ้นจริงในทัณฑสถาน ณ ช่วงเวลาหนึ่ง และเป็นเรื่องราวของ ‘มนุษย์’ ในสังคมที่ควรถูกพูดถึงได้ ไม่จำเป็นต้องปกปิดมันไว้ใต้พรม โดยมีผู้กำกับ พุฒิพงษ์ นาคทอง เป็นคนหยิบเรื่องราวประสบการณ์จริงของเหล่าคนที่เคยผ่านการเข้าทัณฑสถานมาแล้ว มาปรุงรสชาติในการเล่าใหม่

บางคนก็เรียกหนังเรื่องนี้ว่า หนังชายแท้ (ที่หมายถึง Toxic masculinity หรือ ความเป็นชายที่เป็นพิษ ไม่ได้หมายถึงเพศกำเนิดแต่อย่างใด) เพราะเห็นการใช้อำนาจของชายฉกรรจ์ในทัณฑสถานข่มเหงเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และกดขี่ทางเพศเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน รวมถึงการเก็บกดความเปราะบางในใจของเพศชายไว้ให้ลึกที่สุดด้วยการแสดงออกถึงความรุนแรง ซึ่ง ท็อป ผู้รับบท ‘บอย’ บอกว่า การแสดงเป็นคนที่เหี้ยมโหดมากๆ มันทำให้เขากลับบ้านมาฝันร้าย และหดหู่ใจอยู่บ่อยครั้ง เพราะเขาไม่อยากเห็นใครต้องเจอชะตากรรมแบบนั้น หรือ ณัฏฐ์ ที่แสดงเป็น ‘เผือก’ ชายผู้ก้มหัวให้กับทุกอย่าง ก็บอกว่า “หนังเรื่องนี้เหนื่อยมากครับ แต่มันเป็นความเหนื่อยที่ผมอยากเหนื่อย” เพราะทั้งคู่ รวมถึงนักแสดงและทีมงานทุกคน ในแง่หนึ่งก็อยากให้หนังเรื่องนี้มอบประโยชน์ให้กับผู้ชม ไม่ใช่แค่ความสนุก มัน สะใจ แต่รวมถึงแง่คิดหลายมุมที่น่าเก็บไปคิดต่อ

แต่ที่แน่ๆ ขณะที่สายตาส่วนใหญ่ในบ้านเราอาจยังคง ‘เหมารวม’ เหล่าคนในทัณฑสถาน หนังเรื่องนี้กำลังจะบอกว่า ‘บางคน’ ที่เข้าไปในนั้น อาจไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนเลวเท่านั้น บางคนอาจเข้าไปด้วยความผิดพลาดของกระบวนการยุติธรรม หรืออาจเข้าไปเพราะการตัดสินใจเลือกป้องกันตัวจากอันตรายที่เผชิญ บางคนอาจเข้าไปเพราะปกป้องครอบครัว หรือเงื่อนไขอื่นๆ ดังนั้นแล้วหนังไทยเรื่อง ‘วัยหนุ่ม 2544’ จะพาคุณไปสำรวจถึงความหลากหลายของผู้คนในทัณฑสถาน ที่อาจทำให้หลายคนได้เห็นว่า ไม่ว่าจะคนที่เดินอยู่ในทัณฑสถาน หรือคนธรรมดาที่เดินอยู่ข้างนอก ก็ล้วนมีทั้งคนดี คนเทาๆ และคนไม่ดี ปะปนกันไป และที่สำคัญทุกคนก็ล้วนแต่เป็นมนุษย์เหมือนกัน

“ทีมนักแสดงวัยหนุ่มทุกคนจับมือกันบอกว่า รอบนี้เราจะออกสื่อให้เยอะมากๆ เพราะเราอยากพูดถึงประเด็นอ่อนไหว ไม่มีเวลาไหนเหมาะที่จะเล่าเรื่องยากๆ เท่าตอนนี้แล้ว” ณัฏฐ์ กล่าว และนี่คือการทุ่มสุดตัวและใส่พลังเต็มแรงในหนัง วัยหนุ่ม 2544 ของทั้งสองหนุ่ม ที่อยากให้ทุกคนได้รู้

Q: ช่วยเล่าถึงคาแรกเตอร์ที่ตัวเองเล่นใน วัยหนุ่ม 2544 ให้ฟังหน่อย

ณัฏฐ์: ตัวละครผมชื่อ ‘เผือก’ เผือกเป็นตัวแทนของคนที่โตมาในสิ่งแวดล้อมที่บีบคั้นมากๆ ทั้งเลือกเองและไม่ได้เลือกเอง พอเขาอยู่ในแวดล้อมที่มันบีบคั้นมากๆ หลายครั้งมันก็โดนบีบให้ตัดสินใจบางอย่าง มีตัดสินใจถูกบ้าง ผิดบ้าง เพียงแต่โมเมนต์หนึ่งที่จะได้เจอในหนัง เขาตัดสินใจผิด ซึ่งผิดบนฐานของใครก็ไม่รู้นะ อาจเป็นในมุมมองผม หรือมุมมองของศาล หรือมุมมองใครก็ว่าไป ทีนี้คนดูก็จะตามไปติดคุกครั้งแรกกับเผือก

ผมว่าเผือกช่างด้วนเหลือเกินในการสื่อสารเรื่องความกลัว เพราะเป็นตัวละครที่ถูกสอนมาให้เก็บๆๆๆ ทนๆๆๆ คำสอนที่ผมใช้ถือไว้ตอนเป็นเผือก คือก้มหัวไว้นะลูก เกิดมาอย่างเราๆ ต้องอ่อนน้อม คนจะได้รัก น่าเอ็นดู ตัวละครแบบนี้ที่โตมากับแม่ที่กดหัวเราให้ก้มให้คนอื่นตลอดเวลา เพราะเราเป็นคนชั้นสอง พอโตขึ้นมา ต่อให้เด็กเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่คำสอนของพ่อแม่ เด็กก็จะเก็บไว้พิจารณา เหมือนที่เผือกทดไว้ในใจว่าตัวเองเป็นคนชั้นสอง ไม่เท่ากับคนอื่น แม้ว่าในมุมของแม่ จะหวังดีเพื่อให้เราผ่านพ้นคุณภาพชีวิตที่ไม่ค่อยดีต่างๆ นี้ไปให้ได้เร็วที่สุด แต่ในมุมของเด็กผู้ชายคนนึงที่โตมา มันไม่เข้าใจว่า บางครั้งมันก็จะตั้งคำถามว่าแล้วทำไมต้องก้มหัวให้ทุกคน? อันนี้มันสำคัญนะ ว่าเรากำลังจะส่งต่อ ชุดความเชื่อแบบไหนให้คนรุ่นต่อๆ ไป แล้วเผือกเองก็เป็นผลผลิตจากการที่แม่ก็โดนตัดสินว่าเป็นคนชนชั้นสองมาเหมือนกัน

ตัวละคร ที่โตมาแล้วคิดว่าถ้ามีโอกาส ฉันจะหนีไปจากที่นี่ ฉันจะเป็นคนชั้นหนึ่งให้ได้ มันมาจากผลกระทบโดยตรงที่เขามองว่าตัวเองไม่เท่ากับคนอื่น ซึ่งการกระทำของเผือกในจุดหนึ่งที่เขาลงพลาดไป ถ้ามองจากศาล เผือกผิด 100% แต่เรากำลังชวนคนดูมองมุมอื่นๆ ด้วย

ท็อป: ตัวละคร ‘บอย’ จะอยู่ฝั่งบ้านคลองเตย ที่คนเขาจะเรียกกันว่า ยอดบ้า เป็นเหมือนตัวเดินหาเรื่อง ตรงไหนมีความสงบ มีบอยไป กราฟก็จะพุ่ง บอยเป็นมนุษย์ข้างในที่ตื่นมาทุกเช้า เพื่อไปเดินเก็บพลังจากคนอื่น ต้องการเห็นคนอื่นเจ็บปวด ใครโดนเรากระทำจะรู้สึกดี เพราะเขาเสพความรุนแรง ซึ่งพอมาเจอกับตัวละครเผือก ที่เขาไม่ได้เข้าใจความกลัว มันเหมือนไปล้ออะไรใคร แกล้งอะไร แล้วก็ตอบแค่ว่า ครับ เอ้า เหมือนบวกกับสไลม์ จนทำให้หงุดหงิด

ผมว่า บอย เหมาะสมแล้วที่จะใช้ชีวิตในพื้นที่ที่มีรั้วและกฏเกณฑ์แบบนั้น คนที่รุนแรงแบบนี้เขาอาจจะไม่เหมาะกับการออกมาข้างนอกครับ

Q: เผือก เหมือน ณัฏฐ์ และ บอย เหมือน ท็อป แค่ไหน

ท็อป: บอยนี่แทบจะไม่เหมือนท็อปเลยครับ เพราะตัวผมจริงๆ คือหลีกเลี่ยงการทะเลาะมากๆ ผมไม่ชอบการทะเลาะเลย แต่บอยคือไม่ชอบการคุยดีๆ สวิงมาก อารมณ์พุ่งปรี๊ดชนเพดาน จุดเดือดต่ำมาก ชอบหาเรื่องตลอดเวลา

ตัวละครบอยมันเป็นมวลพลังงานที่ผมไม่อยากแบกมันไว้ตลอด เพราะถ้าผมแบกมันตลอดทุกเวลา มันไม่ดีแน่ๆ เลยต้องจำเป็นเอามันออก ด้วยการพยายามไปหาอะไรทำอย่างอื่นในทุกวันหลังเลิกกอง เพื่อให้มันลืมๆ วันนั้นไป เพราะมีช่วงนึงผมฝันร้ายตลอดการทำงาน เพราะเนื้อหาบางอย่างในเรื่องมันไม่ควรเกิดขึ้นกับมนุษย์สักคนนึงเลย มันสิ้นหวัง มันหมดอิสรภาพ มันเศร้า มันเป็นมวลที่ผมไม่อยากนึกถึง

ณัฏฐ์: ในแง่คาแรกเตอร์ต่างพอสมควร เพราะไอ้นี่พูดน้อยเหลือเกิน ช่วงแรกๆ ก็ตั้งคำถามกับมันว่า ทำไมมันไม่ตอบ มันไม่พูด ทำไมช่างไม่มีความซับซ้อนในหัวเลย แล้วผมก็ไม่ได้เข้าใจสิ่งนี้ จนไปเจอน้องสไปร์ทที่มาเล่นเป็นผมตอนเด็ก น้องเป็นนักมวยที่มีหลายอย่างในชีวิตที่คล้ายกับเผือกตอนเด็ก ตอนที่เขามาแคสต์ ไม่ว่าน้องจะโดนผลัก หรือมีอะไรเกิดขึ้น สายตาเขาจะล็อกไว้กับที่ ไม่พูดอะไรเลย เก็บมันจนร้องไห้ออกมา ผมก็เริ่มพัฒนาตัวละครนี้จากน้องเขาอีกทีครับ

เผือกไม่ได้ฉลาดในการสื่อสารขนาดนั้น มันทื่อ มันบื้อ สำหรับผมมันยากนะ เพราะตัวจริงผมพูดมาก ผมไลฟ์ติ๊กต่อก 8 ชั่วโมง เพราะผมเป็นดาวติ๊กต่อก (หัวเราะ) แต่เผือกมันทนอยู่อย่างนั้น ไม่ยอมพูดอะไรเลย

Q: ตัวละคร ‘เผือก’ เติบโตมากับแม่ในสลัม แล้วตัว ณัฏฐ์ เติบโตมากับแม่อย่างไรบ้าง

ณัฏฐ์: ป๊ากับม๊าผมหย่ากันตั้งแต่ยังเด็ก เขากลับมาดูแลผมร่วมกันตอนโตมาหน่อย หมายความว่า ผมจะเห็นตั้งแต่แรกว่า โครงสร้างครอบครัวที่ครบถ้วน มันไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะเลี้ยงดูคนคนหนึ่งขึ้นมาให้เป็นมนุษย์ปกติได้ ผมได้เห็นทั้งภาวะที่แม่สู้คนเดียว พ่อสู้คนเดียว ช่วยกันสู้ หรือช่วยกันสู้แล้วคว่ำทั้งคู่ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าแม่ผมกับแม่ของเผือกเหมือนกัน คือ ไม่ว่าวันนั้นจะจบลงยังไง เขาจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดกลับมาให้ลูกเสมอ และเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่ผ่านมาแม่เจออะไรมาบ้าง แต่กับข้าวที่แม่มีให้ลูกก็ยังอร่อยเหมือนเดิม

Q: ตัวละคร ‘บอย’ ชัดเจนว่าพยายามทำตัวแข็งกร้าวเพื่อให้คนกลัว ซึ่ง ท็อป มองว่าเป็นกลไกการป้องกันตัวเอง ที่ซ่อนความเปราะบางไว้มั้ย

ท็อป: ผมว่าบอยก็มีการป้องกันตัวในแบบฉบับของมนุษย์คนนึง ที่มีจุดเปราะบางของมันอยู่ ซึ่งผมดีไซน์ตัวละครนี้ว่า เขาไม่มีจินตนาการว่าเขาจะต้องออกไปข้างนอกเลย เขาต้องการที่จะใช้ที่นี่เป็นที่อยู่อาศัยหลัก สิ่งที่เขาต้องทำคือขึ้นเป็นคิงให้ได้ ใครก็เอาไม่ลง เพราะจะอยู่ที่นี่ด้วยความสบายที่สุด เป็นยอดปิระมิดของนักโทษ ไม่ได้คิดว่า อยากจะออกไปสูดอากาศ หรือเหยียบทรายที่ทะเล มันทำให้เขาต้องเป็นที่หนึ่งในโลกข้างในนี้

Q: พอเป็นประเด็นอ่อนไหว ทั้งคู่จึงต้องทำการบ้านเรื่องคนที่อยู่ในทัณฑสถานจริงๆ อยากให้เล่าถึงการเตรียมตัว และสิ่งที่พบเจอระหว่างทางให้ฟังหน่อย

ณัฏฐ์: ต้องบอกว่าเราไม่ได้เตรียมตัวไปติด เพราะเราติดครั้งแรก ผมจึงจะต้องเตรียมเรื่องพื้นหลังข้างนอกทัณฑสถานให้แข็งแรงก่อน เพื่อหวังว่าเอาก้อนนี้ไปชนกับตัวละครต่างๆ ที่เราแทบจะไม่ได้คุยกันเลยนอกเหนือจากเวิร์คช็อป แล้วหลายดีเทลที่เขาเล่น ผมก็แบบ พี่มางี้เลยเหรอวะ ไปไงต่อดี ผมว่าความสนุกมันคือตรงนี้

ท็อป: ชีวิตคนจริงๆ มันคงไม่มีใครฝันว่า ผมโตขึ้นอยากเป็นนักโทษในเรือนจำครับจารย์ มันไม่มีใครอยากเข้าไปหรอก นอกเสียจากว่า คนคนนั้นตั้งใจกระทำความผิดจริงๆ สิ่งที่ผมเตรียมตัวคือการเตรียมไปรอรับพลังและแรงกระแทกที่จะเจอตอนอยู่ข้างใน

ตัวละครของผม พี่เป้-อารักษ์, ต้น-อรุณพงศ์, จ๋าย-อิชณน์กร และเบนจามิน เป็นคนที่อยู่ข้างในนั้นมาก่อนแล้ว ผมจึงต้องไปพูดคุยกับพี่ๆ ที่เขาเป็นอดีตผู้ต้องขังแล้วออกมาใช้ชีวิตในสังคมอย่างปกติแล้ว ว่าตอนนั้นพวกเขามีประสบการณ์อย่างไรบ้าง ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้เล่าทั้งหมดในทัณฑสถาน แต่มันเป็นบริบทของ ทัณฑสถานวัยหนุ่ม ที่มีอายุ 18-25 ปี มันต่างจากทัณฑสถานใหญ่และบ้านเมตตา ที่การอยู่อาศัยและสังคมข้างในก็อาจแตกต่างกัน สิ่งที่ผมได้พบคือ ข้างในมันจะเป็นอีกสังคมหนึ่งที่มีกฏเกณฑ์อยู่ มีพ่อบ้าน มีคนที่อยู่โรงครัว มีคนดำเนินเอกสาร มีหน่วยพยาบาล ซึ่งพอจำนวนผู้คุมจริงๆ มันไม่พอ มันก็ต้องมีคนข้างในที่รับผิดชอบดูแล เป็นหูเป็นตาให้ผู้คุมอีกที เลยมีการแบ่งตำแหน่ง แบ่งวรรณะกันเกิดขึ้น

ยกตัวอย่าง ตำแหน่งที่นอนของคนข้างในที่จะมีคนนึงได้เปรียบ คนนึงเสียเปรียบ ต้องมีใครคนนึงที่ต้องเฉือนที่นอนตัวเองให้คนบางกลุ่มที่มีอำนาจในนั้นได้นอนสบาย พัดลมก็ไม่สามารถติดมั่วซั่วได้ มันจะมีที่ที่โดนลม และไม่โดนลม เหมือนซื้อทำเลดี และทำเลไม่ดี ห้องน้ำก็ไม่มีประตู มองเห็นหน้ากัน อยู่ไกลสุดก็ได้กลิ่นน้อยสุด เป็นต้น

ณัฏฐ์: พี่พุฒิจะให้พวกผมมองว่านี่เป็นหนึ่งในระบบนิเวศ มันจะแปลกถ้าเราใช้ไม้บรรทัดจากข้างนอกเข้าไปวัดว่าทำไมทำแบบนั้น แบบนี้ แต่ถ้าเราโยนไม้บรรทัดทิ้ง กล่องสี่เหลี่ยมที่มีแต่ชายฉกรรจ์อยู่ร่วมกัน ผู้คุมก็มีจำนวนน้อยกว่า มันเลยต้องสร้างระบบการดูแลขึ้นมา จึงมีทั้งคนที่ใกล้ชิดกับเจ้านาย และคนที่ต้องดิ้นรนเพื่อให้อยู่รอด

ท็อป: ระหว่างเล่นหนังเรื่องนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้ได้เลยคือ มันใกล้ตัวทุกคนมากเลยครับ คุณสามารถกระทำความผิดได้ตลอดเวลา และบางทีเราก็ไม่สามารถตัดสินคนที่เป็นอดีตนักโทษทุกคนได้ว่าเขาเป็นคนไม่ดีหรือชั่วร้ายดำมืดไปกว่าคนข้างนอกทัณฑสถาน เพราะจังหวะที่เขาทำอะไรลงไป เราอาจจะเคยเกิดอารมณ์แบบนั้นเช่นกันจากความกดดันต่างๆ เช่น สมมติคนคนหนึ่งกำลังจะโดนข่มขืน โดนข่มเหงรังแกจากกลุ่มๆ หนึ่ง แล้วอยู่ดีๆ เราก็เอามีดไปแทงคนพวกนั้นเพื่อป้องกันตัว ในความเป็นจริง เหยื่อต้องเข้าคุกมั้ยครับ? หรือคนที่พยายามจะข่มขืนที่ต้องเข้า? กฏหมายมันยังกำกวมอยู่ในบางครั้ง

ณัฏฐ์: ก่อนเริ่มถ่ายทำ ผมก็ถือธงนึงไว้ ผ่านเวลา ผ่านการรีเสิร์ช ผ่านการถ่ายทำ ผ่านการเจอตัวจริงของคนที่อยู่ในนั้นจริงๆ ผ่านการคุยกับคนที่เคยอยู่ใกล้ชิด ผมได้เรียนรู้ว่า มันไม่มีสมการการเข้าหรือออกทัณฑสถานที่ตายตัว สุดท้ายคำตอบคือ ส่วนประกอบของโมเมนต์นั้นๆ หรือเสี้ยววินาทีนั้นๆ ที่ไม่มีใครมาตัดสินใจแทนได้ ต่อให้คุณเอาโมเมนต์นั้นมาวิเคราะห์กันวิต่อวิ สิ่งเดียวที่ขาดไปคือ คุณไม่ได้อยู่ตรงนั้น คุณอาจจะฉลาดมาทั้งชีวิต วันนั้นดันทำผิดพลาดบางอย่างก็ได้ และเมื่อผิดพลาดแล้ว คุณจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำอย่างไร สิ่งที่หนังพยายามอย่างมากจึงเป็นการพยายามให้เราดูกันเป็นรายบุคคล ดูเป็นรายปัจเจก อย่าเหมารวม ว่าทุกคนไม่ควรได้รับโอกาสเลย ซึ่งผมไม่ได้บอกว่า เรามาทำสิ่งนี้ให้ดูดีกันเถอะ ไม่ใช่นะครับ ผมแค่อยากให้ทุกคนถือทุกธงที่คิดไว้ แล้วลองเข้าไปดูหนังหน่อย เพราะทุกธงมันจำเป็นหมด

มันมีตัวละครหลายตัวที่พยายามอย่างมากที่จะรักษาชิ้นส่วนของเขาไว้ เพื่อรอวันที่ออกไปข้างนอก แต่ระบบการดูแลนักโทษ มันสร้างผลกระทบอะไรกันแน่ให้กับมนุษย์ มันคงจะมีการถกเถียงเรื่องนี้กันเยอะจริงๆ พอหนังฉาย ซึ่งมันก็มีหลายคำตอบที่เราจำเป็นต้องรับฟังฟีดแบคของผู้ชม ทีมงานเบื้องหลังทุกคน พร้อมที่จะรับฟังคำถกเถียงอยู่แล้วครับ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่น่าคุยกันจริงๆ

ท็อป: ตอนแรกก่อนที่จะเริ่มโปรเจ็กต์มา สิ่งที่เรากังวลมากๆ คือการเดินทางมาสื่อสารเรื่องนี้ เพราะมัน sensitive มาก ถึงขนาดที่ว่า เราไม่กล้าแตะ ไม่กล้าพูดว่าอยากให้คนในสังคมให้โอกาสคนในนั้น เพราะมันมีซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับคนที่กระทำความผิดซ้ำ แต่การมองเป็นรายบุคคล ย่อมดีกว่าเสมอ แต่เราคงพูดออกมาไม่ได้ว่า ต้องให้โอกาสทุกคนนะ เพราะถ้ามีคนหงายการ์ดว่า ถ้าครอบครัวคุณมีลูกสาว คนที่ย้ายมาอยู่ข้างบ้าน เคยเป็นอดีตนักโทษคดีข่มขืน จะให้โอกาสอยู่มั้ยล่ะ จะนอนหลับทุกคืน ให้ลูกเดินกลับบ้านดึกๆ ได้มั้ย ผมก็อาจจะทำไม่ได้เหมือนกัน

Q: พอได้มาเล่น วัยหนุ่ม 2544 ทั้งคู่ ได้เห็นปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิตภายในทัณฑสถานอย่างไรบ้าง

ณัฏฐ์: มันเป็นเรื่องที่ถกเถียงยากมาก เพราะถ้ามองว่า เขาควรเข้าไปอยู่ในที่ที่มีคุณภาพชีวิตต่ำๆ คือการทำโทษ คนก็อาจมองแบบนั้นได้ ซึ่งผมไม่ได้มีความรู้มากพอว่าทำโทษแบบไหนคือถูกต้องที่สุด แต่สิ่งที่สนใจคือ เรื่องความเป็นมนุษย์มากกว่า วัยหนุ่มอาจไม่ได้มีกำลังมากพอที่จะวิจารณ์ระบบข้างใน แต่เราตั้งคำถามกับมนุษย์คนหนึ่งที่พลาดแล้วเข้าไปในทัณฑสถาน ว่าถ้าสุดท้ายแล้วคนคนนี้ ที่เคยติด แล้วออกมาใช้ชีวิตข้างนอกอีกครั้ง ในวันที่เราต้องการความเปลี่ยนแปลงในสังคมจริงๆ และเขาก็คือ voter คนนึง เป็นพลเมืองคนนึง ใยเล่า เราจะปิดตาข้างนึง เพื่อไม่พูดถึงเขา ในเมื่อเราก็เป็นสื่อ

ท็อป: กิจกรรมของคนในนั้นคือมองเพดาน มันเป็นห้องเล็กๆ ที่บางห้องก็อัดไปเลย 30 คน ไม่มีห้องน้ำ ต้องขับถ่ายในถังสี เจอหน้าคนไม่ถูกกัน ตีกันอีก ซึ่งมันไม่มีใครอยากเข้าไป แต่ทำไมมันมีจำนวนนักโทษที่อยู่ในนั้นอยู่อย่างนั้น ซึ่งเกิดขึ้นได้หลายปัจจัย สมมติเราโดนข่มเหง แล้วมีคนพูดกับเราว่า ผมจะทำแบบนี้กับคุณทุกวัน ไม่อยากโดนทำ ก็ต้องไม่มีไอ้คนนี้ รู้นะว่าถ้าทำ มันคือการต่ออายุความ โทษเพิ่ม แต่ถ้าไม่ทำ ต้องทำยังไงล่ะครับกับเรื่องนี้? มันคือการเอาตัวรอดไปเรื่อยๆ ต้องเลือกตลอด แม้ว่าทางเลือกนั้นมันจะแย่

ณัฏฐ์: อย่างการแบ่งบ้านเป็นบ้านคลองเตย กับ บ้านคลองเตย ในนั้น จุดตั้งต้นมันก็คือการเอาตัวรอด ซึ่งหนึ่งในวิธีการเอาตัวรอดคือ เห้ย พี่ท็อปอยู่แถวบ้านผมนี่หว่า เกาะกันไว้นะ มันคือระบบวรรณะ ระบบหมู่มวล ที่ช่วยคุ้มกันกันและกัน ไอ้นี่ฝากดูแลน้องคนนั้น พอมันจับไปเรื่อยๆ ก็กลายเป็นบ้าน ซึ่งของจริง ก็แยกย่อยเยอะมาก ข้างนอกมีกลุ่มแก๊งยังไง ข้างในก็เป็นแบบนั้น เพื่อเอาตัวรอด

และบางทีการเติบโตมาในที่ที่บีบคั้นมากๆ มันทำให้ตัวละครบางตัวไม่ได้เฉลียวฉลาดในการเอาตัวรอดขนาดนั้น เหมือนเขากางพจนานุกรมแล้วมีแค่ ก ไก่ กับ ฮ นกฮูก ไม่ได้มีระหว่างทาง เราตั้งคำถามกลับไปที่ระบบการศึกษากันได้มั้ยนะ? หรือตั้งไปที่สื่อ? สุดท้าย มันเป็นเรื่องรวมๆ ที่วัยหนุ่ม 2544 จะบอกถึงบริบทสังคม ณ ตอนนั้น ความรุนแรงในยุคนั้นมันมีเหตุผลที่เกิดขึ้นอยู่ตลอด อย่างตอนเล่น 4 Kings คนก็ตั้งคำถามตลอดว่า จะเล่าทำไม ซึ่งทำไมต้องไม่เล่าล่ะ เพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงครับ อยู่ที่ว่าเราจะมองภาพยนตร์เป็นอะไร อย่างผมมองว่าภาพยนตร์เป็นศิลปะของการบันทึกเหตุการณ์

ท็อป: อีกหนึ่งผู้กำกับที่ผมชื่นชอบมาตั้งนาน คือ พี่พจน์-อานนท์ เขาโคตรฉลาด หนังของพี่พจน์ทุกเรื่อง บันทึกเหตุการณ์ของช่วงสังคมในปีนั้นๆ ไว้หมดเลย เป็น pop culture สุดๆ ย้อนกลับไปดูหนังเขาจะรู้เลย มีมในสังคมปีนั้นๆ คืออะไร และผมก็เถิดทูนหนัง LGBTQ+ ยุคแรกของเขา อย่างเพื่อน…กูรักมึงว่ะ เพราะตอนนั้นยังไม่มีคนทำ ไม่มีคำว่าหนังวายด้วยซ้ำ แต่เขาก็ยังกล้าที่จะทำมัน

ณัฏฐ์: ถ้าภาคหน้าของหอแต๋วแตกมีเรื่องของพวกเรา ถือว่าพวกเราประสบความสำเร็จนะ ถือว่าเราสร้างอะไรให้สังคมแล้วนะ (หัวเราะ) นั่นแหละครับ มวลของภาพยนตร์ทั้งโลก มันก็เล่าเหตุการณ์ที่ผู้เขียนอยากจะเล่าให้ฟัง จึงไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราจะไม่เล่าเรื่องของคนในทัณฑสถานครับ

Q: บางคนนอกทัณฑสถาน ก็มีคนที่เหมือนกับคนในทัณฑสถานมั้ยคิดว่า?

ท็อป: ชอบคำถามนี้มากครับ เพราะมันลงท้ายหน่วยว่า ‘คน’ เหมือนกัน ทั้งหมดคือคนครับ มันตัดสินแค่การกระทำต่างกันครับ คนเรียนดี ตั้งใจ เป็นแพทย์ กับคนที่ไม่ตั้งใจเรียน แต่สุดท้ายก็คนครับ ผมให้ค่าเท่ากันหมด มันตัดสินที่การกระทำมากกว่าครับ สังคมเรามีทั้งคนที่แต่งตัวดีๆ แต่มีปืนข้างใน กับคนที่เถื่อนๆ แต่ข้างในมีแต่ลูกอม อย่างถ้าวันนึงทนายความคนนึงใส่สูท แต่มีรอยสักขึ้นคอ สักขอบตา เคยผ่านชีวิตในทัณฑสถาน แต่ตอนนี้เขาเป็นคนใหม่ ออกมาเป็นทนายความสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ก็คงจะเท่มาก

ณัฏฐ์: ในมุมมองของผม คนที่เขาเคยผ่านการอยู่ในทัณฑสถานมาก็อาจจะถูกมองให้เป็นจริงที่สุด ไม่มีใครเขินอายที่จะยอมรับว่า ฉันเคยผิดพลาด หรือผ่านประสบการณ์ในนั้นมา ถ้าคนในสังคมแฟร์พอที่จะเขาด้วยความเป็นจริง ว่าใครทำดี ใครปรับปรุงตัว ใครยังทำไม่ดีอยู่

Q: พอหนังฉายภาพความเป็นชายที่ท็อกซิกในหลากหลายมุม ทั้งคู่คิดว่า มีค่านิยมความเป็นชายอะไรบ้างที่ผู้ชายถูกปลูกฝังมา แล้วทั้งคู่รู้สึกว่ามันมีปัญหา

ท็อป: ค่านิยมชายเป็นใหญ่ เป็นสิ่งที่ผมไม่ซื้อเลยครับ ผมคิดว่าเราไม่ควรตัดสินว่าผู้หญิงอ่อนแอกว่าผู้ชาย ผู้หญิงแข็งแรงกว่าผู้ชายได้ครับ ผมโตมากับแม่สองคน แม่ผมแข็งแรงกว่าผมเยอะ ผมจุกจิก ละเอียดอ่อน อ่อนไหวง่าย ขี้งอน ส่วนแม่ของผมเคยนอนที่หมอชิต แล้วเอาถุงปุ๋ยคลุมหัวนอนตอนเข้ามากรุงเทพฯ ผมยังไม่กล้าทำแบบนั้นเลย หรืออย่างที่เขาพูดกันว่าผู้ชายต้องดูแลผู้หญิง ผมว่ามันไม่จริง ผู้ชายต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวทั้งหมด ต้องนำทุกอย่าง อันนี้ก็ไม่จริง ผู้ชายไม่ต้องเป็นผู้นำก็ได้ เป็นผู้ตามก็ได้ครับ เป็น supporter ที่ดีก็ได้

ผมอ่อนแอเสมอ นี่พูดในมุมผู้ชายแบบผม ที่ชื่อท็อป ผมนี่โคตรกระจอกเลยครับเวลาเสียใจ แต่ผมจะเห็นความกระจอกนี้เป็นข้อดีอย่างหนึ่ง เพราะอย่างน้อยๆ ผมก็แสดงมันออกมาให้กับคนที่ผมสบายใจได้เห็นหน้าเหยเกตอนกำลังร้องไห้ ผู้ชายบางคนเขาอาจจะเหยียบทุกเรื่องราวหนักๆ ไว้ใต้ตีน แต่ผมไม่ใช่ ผมแสดงออกได้เลย

ณัฏฐ์: ผมว่ามันก็จะมีกลุ่มคนที่เราพร้อมแชร์ในเรื่องที่เรามองว่าเหมาะสมกับเขา อย่างเรื่องอุตสาหกรรมการแสดง ผมมีเพื่อนที่ผมอยากระบายความอ่อนแอด้วยแล้ว ดีใจที่ได้เจอเพื่อนจากหนังเรื่องนี้ ผมเลยมองว่าถ้าเรามีคนหลายๆ กลุ่มในชีวิต เราจะรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นที่จะเล่าเรื่องราว หรืออ่อนแอ

ผมมองว่าผมเป็นผู้ชายอ่อนแอด้วยซ้ำ และแต่ละคนก็มีวิธีใช้ชีวิตที่ต่างกัน ผมมองว่าปกติมากถ้าจะมีผู้หญิงที่แข็งแรงกว่าผู้ชาย

Q: ในหนัง วัยหนุ่ม 2544 เอง ก็มีตัวละครที่เป็น LGBTQ+ คิดว่าสังคมทุกวันนี้เปิดกว้างมากขึ้นอย่างไร

ณัฏฐ์: เปิดมากขึ้นครับ และความยากคือ เราต้องมาถกเถียงกันว่า เราจะเรียกตัวละครพี่เอมที่เป็น LGBTQ+ ว่ายังไงดี ให้มันตรงกับบริบทในปีนั้น ที่ไม่ได้มีตัวเลือกคำศัพท์ในการเรียกเยอะ หรือเราจะ concern ถึงความรู้สึกคนดูในปัจจุบันดี ที่เขาได้รับชุดข้อมูลใหม่แล้ว ซึ่งสุดท้ายหนังก็เลือกที่จะเล่าด้วยความจริงในยุคนั้น

ท็อป: ผมจะต้องเรียกทุกอย่างที่ไม่ใช่ชื่อของเอม อะไรที่ไม่ใช่ชื่อเขา เรียกหมด มันยาก และ sensitive มากเหมือนกัน แต่ผมก็พยายามคิดตลอดว่า นั่นคือบอยเรียก ไม่ใช่ผมเรียก

ตัวผมเองก็อยากลองเล่นบท LGBTQ+ ครับ ผมมองว่าเขาเป็นบุคลากรที่แข็งแกร่ง ในขณะเดียวกันก็มีความเปราะบางมาก ยิ่งคนที่อายุเท่าๆ ผม มันผ่านยุคที่ไม่ได้ถูกยอมรับ เปิดเผยมากไม่ได้ เป็นเป้าของการบูลลี่อันดับต้นๆ ผมอยากรู้ว่าในหัวเขามันขับเคลื่อนด้วยอะไร เขาต้องมีเกราะป้องกันระดับนักเพาะกายเลย

Q: ณัฏฐ์ ล่ะ มีบทไหนที่อยากเล่นอีกมั้ย

ณัฏฐ์: จริงๆ ผมหนีบทประเภทความสัมพันธ์ลึกๆ มาตลอด แต่ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกว่ามีประสบการณ์มากพอที่จะเล่นบทที่เป็นครอบครัวแล้ว บทที่ผมกลัวที่สุดคือบทพ่อ ผมเคยรับบทนี้สั้นๆ ในเอ็มวีนึง เล่นเหี้ยมาก (หัวเราะ) เพราะผมไม่เข้าใจเลย ผมมองเด็กเป็นลูกไม่ได้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผมไม่รู้สึกไม่ได้อยากเป็นพ่อและไม่ได้มีแพลนจะมีลูก แต่วันนึงผมก็อยากลองทดสอบตัวเอง เล่นเป็นพ่อ เป็นสามีที่ดีดูบ้าง

Q: ขณะที่วัยหนุ่ม 2544 ว่าด้วยความผิดพลาดของตัวละคร ตัวคุณเองได้เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดที่ผ่านมาบ้าง

ท็อป: ฉ่ำอะ (หัวเราะ) ยกตัวอย่างเรื่องความใจร้อนละกัน เมื่อก่อนผมใจร้อนมาก โดยเฉพาะเรื่องแม่ ใครก็แตะไม่ได้ แต่ก็มาเรียนรู้ว่า เรามีแม่คนเดียวนะ ถ้าเราทำอะไรหุนหันพลันแล่นไป แล้วไม่นึกถึงแม่ สุดท้ายสิ่งที่เรากลัว และเปราะบางมากๆ มันก็จะหายไปอยู่ดี เราอาจจะเป็นอะไรไป แม่ต้องอยู่คนเดียว แม่ก็เศร้าอยู่ดี หรือถ้าเราไม่ควบคุมอารมณ์ เหตุการณ์ร้ายๆ ก็อาจตกถึงแม่เหมือนกัน ผมเลยเป็นคนใจเย็นลง คนเราตายง่าย การใจเย็นทำได้ยาก แต่ต้องทำให้ได้ ไม่มีอะไรที่เกิดจากความรุนแรงแล้วมันดี มันมีแต่ความสะใจ

ณัฏฐ์: อย่าอั้นฉี่นาน นี่ไม่ได้เล่นมุกนะ คือก่อนหน้านี้ผมติดเกรงใจ แต่ผมเริ่มเรียนรู้แล้วว่า การขอไปฉี่ มันทำให้งานดีขึ้น เพราะตอนเกรงใจ ชั่วโมงหลังๆ จะทำให้เราคิดแต่เรื่องฉี่ ก็เลยเรียนรู้ว่า เราร้องขอได้นะ

Q: อะไรบ้างที่อยากให้คนได้เห็นจากหนัง วัยหนุ่ม 2544 และคิดว่าอะไรที่ทำให้คนไทยสนใจชีวิตของคนในทัณฑสถาน

ท็อป: ทุกคนที่อยู่ในเรื่องคือนักแสดง ที่มีหัวของตัวเอง แบบที่โคตรเท่ เป็นทีมที่สุดยอดมาก ตั้งแต่วันที่ก้าวเข้าห้องเวิร์กช็อป แล้วทุกคนอยู่รวมกัน มันเป็นมวลพลังงานที่เราสัมผัสได้ว่าทุกคนพร้อมจะถือธงอันเดียวกัน แล้วกระโดดลงไปในโปรเจกต์นี้เพื่อไปให้สุดเส้นชัย ไม่ได้แค่เล่นตามตัวละคร แต่เราพากายภาพของร่างกายเราเข้าไปชนกับตัวละคร

ณัฏฐ์: เรามั่นใจว่า หนังมันมีประโยชน์ มันเหมือนอยู่บนเรือที่รู้ว่าปลายทาง ถ้ามันจอดแล้วคนขึ้นมา มันมีประโยชน์แน่ๆ

ส่วนถ้าถามว่า อะไรที่ทำให้คนไทยสนใจชีวิตของคนในทัณฑสถาน ผมว่าสุดท้าย หนังมันสนุกครับ อย่างน้อยมันเป็นลีลาการเล่าหนังที่สนุก ถ้าไม่คาดหวังให้เป็นประโยชน์จริงๆ อย่างน้อยๆ ปีนี้อุตสาหกรรมหนังไทยมันก็เป็นปีทอง ท่าทีของเราจริงใจ และจริงจังในการเล่า อยากให้ไปดูกันนะครับ

ท็อป: ผมว่าองค์ประกอบโดยรวมของมนุษย์มักอยากเห็นอะไรที่เคยได้ยินมาเสมอ มันเป็นเรื่องเล่าที่เราได้ยินเสมอ แล้วมีคนที่ผ่านประสบการณ์จริงมาเล่าให้เราฟัง ซึ่งพี่พุฒิก็ทำให้เห็นภาพมากขึ้น ทุกคนเล่นจริงมาก ไปดูสายตาของนักแสดงทุกคนได้เลยครับ คนไหนที่คุณรู้สึกว่าดูไม่จริงในช็อตไหน แคปมาบอกได้นะครับ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...