โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สมเด็จฯ พระบรมราชเทวี กับการสูญเสียพระราชโอรส-ธิดา 4 พระองค์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 03 ม.ค. เวลา 17.13 น. • เผยแพร่ 03 ม.ค. เวลา 17.12 น.
สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ในรัชกาลที่ 5 พระอิสริยยศท้ายสุดคือ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (ภาพจาก : หนังสือ จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก)

สมเด็จฯ พระบรมราชเทวี กับการสูญเสียพระราชโอรส และพระราชธิดา 4 พระองค์ ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ทรงเป็นพระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระประสูติกาลพระราชโอรส และพระราชธิดา จำนวนทั้งสิ้น 8 พระองค์

แม้จะทรงอภิบาลพระราชโอรส และพระราชธิดาเป็นอย่างดีที่สุด แต่โรคภัยไข้เจ็บในยุคสมัยที่การแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้ามากนัก ก็นำมาซึ่งการสูญเสียพระราชโอรส และพระราชธิดา

พระราชโอรสพระองค์แรกที่สิ้นพระชนม์คือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าอิศริยาลงกรณ์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2422 และอีกไม่กี่ปีถัดมา พระราชธิดาคือสมเด็จฯ เจ้าฟ้าวิจิตรจิรประภา ก็สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2424 นำความเศร้าโศกมาสู่พระราชบิดา และพระราชมารดาเป็นอย่างมาก

จนเวลาล่วงไปนานนับ 10 ปี สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาก็ต้องทรงประสบเคราะห์ใหญ่จากการสูญเสียพระราชโอรส และพระราชธิดา 4 พระองค์ ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน กล่าวคือ

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าหญิง พระราชธิดาที่ยังไม่ทรงมีพระนาม ซึ่งประสูติเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 ได้สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436

ปีถัดมาสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ก็เสด็จสวรรคตอย่างกะทันหันด้วยพระโรคไข้รากสาดน้อย เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2437 (ปฏิทินปัจจุบันคือ พ.ศ. 2438) ขณะพระชนมายุ 16 พรรษา นำมาซึ่งความโศกเศร้าพระราชหฤทัยแก่สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาเป็นอย่างมาก

การสูญเสียพระราชโอรสพระองค์ใหญ่นี้สร้างความสะเทือนพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาทรงอยู่ในพระอาการเสียพระราชหฤทัยมากเป็นเวลาหลายเดือน จนรัชกาลที่ 5 ทรงพระปริวิตกว่าจะทรงพระประชวร และจะสวรรคตตามไปอีกพระองค์หนึ่ง

ต่อมาไม่นานก็เกิดเหตุทุกข์พระราชหฤทัยขึ้นอีกครั้ง เมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้าศิราภรณ์โสภณ สิ้นพระชนม์กะทันหันด้วยพระโรคนิวมอเนีย เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2441 ขณะพระชันษา 9 ปี โดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้าศิราภรณ์โสภณทรงเป็นที่รัก และเมตตาต่อพระราชบิดา พระราชมารดา พระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนข้าราชการทั้งปวง ต่างเห็นว่าทรงเป็นที่น่ารักน่าเอ็นดู การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าศิราภรณ์โสภณจึงนำความเศร้าโศกเสียใจแก่ทุกคนเป็นอันมาก

ในอีก 1 ปีถัดมา สมเด็จฯ เจ้าฟ้าสมมติวงศ์วโรทัย ก็สิ้นพระชนม์อีกพระองค์หนึ่ง ด้วยพระโรคไข้รากสาดน้อย เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2442 ขณะพระชันษา 17 ปี

สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาต้องทรงเผชิญกับการสูญเสียพระราชโอรส และพระราชธิดา 4 พระองค์ ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้พระพลานามัยของพระองค์ทรุดโทรมมาก การสูญเสียสมเด็จฯ เจ้าฟ้าสมมติวงศ์วโรทัย ทำให้พระอาการของพระองค์ที่เริ่มจะดีขึ้นกลับทรุดลงอีก ถึงกับไม่สามารถทรงพระดำเนินได้

รัชกาลที่ 5 ทอดพระเนตรสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาทรงกันแสงเสมอยามทรงเห็นสถานที่ซึ่งพระราชโอรส และพระราชธิดาเคยประทับ ดังนั้น รัชกาลที่ 5 จึงทรงให้สร้างพระตำหนักที่ศรีราชา เพื่อใช้เป็นที่ประทับรักษาพระวรกายของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา

พระตำหนักหลังนี้สร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2442 โดยสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาเสด็จพระราชดำเนินประทับในปีเดียวกันนั้น โดยประทับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี มีเสด็จพระราชดำเนินกลับพระนครเป็นบางครั้ง

อย่างไรก็ตาม ในการพระราชพิธีพระบรมศพ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร และพระราชพิธีพระศพ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าศิราภรณ์โสภณ และสมเด็จฯ เจ้าฟ้าสมมติวงศ์วโรทัย นั้น สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนามิได้ทรงเข้าร่วมทุกพระราชพิธี โดยสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นเจ้าภาพแทนตลอดทุกพระราชพิธี ดังที่หม่อมเจ้าหญิงจงจิตรถนอม ดิศกุล ทรงบันทึกว่า

“…พระเมรุคราวที่ 2 พระบรมศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร วันที่ 21 มกราคม ร.ศ. 119 ข้าพเจ้าได้ไปและจำได้ว่า ขบวนแห่เริ่มเดินตั้งแต่ 7 นาฬิกา ข้าพเจ้าต้องตื่นนอนตั้งแต่ก่อน 6 นาฬิกา แต่งตัวสีขาวไปนั่งอยู่หน้าพลับพลาก่อนโมงเช้า

พระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องเต็มยศ ทหารประดับเครื่องราชอิศริยาภรณ์ ทรงพระราชยานมาเทียบหน้าเกยขึ้นพลับพลา พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าและฝ่ายใน ขาดแต่สมเด็จพระพันวัสสาเพราะได้เสด็จไปประทับที่ศรีราชาเมื่อ ร.ศ. 118 เพราะทรงได้รับความวิปโยคอย่างใหญ่หลวง นับตั้งแต่สมเด็จพระบรมโอรสสวรรคต เมื่อ พ.ศ. 2437 พระชนมายุเพียง 16 พรรษา และต่อมาอีก 4 ปีคือในปี พ.ศ. 2441 พระราชโอรสและพระราชธิดาก็สิ้นพระชนม์ลงอีกถึง 2 พระองค์ ในเวลาใกล้ ๆ กัน

เหตุนี้จึงต้องเสด็จไปประทับที่ศรีราชา ทรงพักรักษาพระองค์เนื่องจากทรงประชวรอยู่ราว 4 ปี จึงได้เสด็จกลับ ส่วนการพระเมรุนั้น สมเด็จพระพันปีหลวงจึงต้องทรงเป็นเจ้าภาพแทน ตลอดทุกพระเมรุ…”

การสูญเสียพระราชโอรส และพระราชธิดา 4 พระองค์ ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน คือตั้งแต่ พ.ศ. 2436-2442 จึงเป็นเหตุให้สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาต้องเสด็จพระราชดำเนินประทับพระตำหนักที่ศรีราชาเพื่อรักษาพระวรกาย

อย่างไรก็ตาม พระราชโอรส และพระราชธิดา อีก 2 พระองค์ที่ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่คือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ และสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช ก็ทรงคอยดูแลสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาเมื่อทรงมีพระชนมายุมากขึ้น แต่พระราชโอรส และพระราชธิดา ทั้ง 2 พระองค์นั้น ก็สิ้นพระชนม์ก่อนสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา กล่าวคือ

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช สิ้นพระชนม์ พ.ศ. 2472 สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ สิ้นพระชนม์ พ.ศ. 2482 ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2498

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

นนทพร อยู่มั่งมี, “สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้ากับความทุกข์ในพระราชหฤทัย” ใน, ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 44 : ฉบับที่ 5

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 14 มกราคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สมเด็จฯ พระบรมราชเทวี กับการสูญเสียพระราชโอรส-ธิดา 4 พระองค์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...