ความคิดแบบชายแทร่ ใน 'เราจะหย่ากันเพราะแค่ฉันไม่ล้างจานเนี่ยนะ'
บทความพิเศษ | ชาคริต แก้วทันคำ
ความคิดแบบชายแทร่
ใน ‘เราจะหย่ากันเพราะแค่ฉันไม่ล้างจานเนี่ยนะ’
“อยู่ๆ เป็นอะไรขึ้นมา เธอจะหย่าทำไม”
“ฉันเหนื่อยหน่ายกับการใช้ชีวิตกับเธอ เบื่อที่ต้องล้างจานให้เธอทุกวัน” ฉันตอบอย่างซื่อตรง ทุกคำคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเราและติดค้างอยู่ในหัวจิตหัวใจของฉัน
“เราจะหย่ากันเพราะแค่ฉันไม่ล้างจานเนี่ยนะ”
“เออ”
“ประสาท”
“เธอรู้ว่ามันมีอะไรมากกว่าแค่เรื่องล้างจาน ยอมรับเถอะ เราใช้ชีวิตด้วยกันได้โคตรห่วยเลย”
บทสนทนาข้างต้น นอกจากจะมีประโยคที่ฝ่ายชายกล่าวและเป็นชื่อเรื่องสั้นนี้แล้ว มันยังสะท้อนความคิดแบบชายแทร่ เพราะเขามองว่าแค่เรื่องล้างจานไม่น่าเป็นประเด็นให้ภรรยาขอหย่าได้
ส่วนประโยค “เบื่อที่ต้องล้างจานให้เธอทุกวัน” ของฝ่ายหญิงที่บอกเหตุผลจากใจเรื่องการหย่านี้ มันคือความต้องการของเธอที่ไม่อยากแบกรับหน้าที่งานบ้านอยู่ฝ่ายเดียว หรือถูกกดทับจากแนวคิดชายเป็นใหญ่ ที่ผู้หญิงต้องถูกกดขี่ อดทนมีชีวิตคู่เสมือนทาสรับใช้ ทั้งๆ ที่ “งานบ้านของฉัน งานบ้านของเธอ”
บทความนี้จะวิเคราะห์เรื่องสั้น ‘เราหย่ากันเพราะแค่ฉันไม่ล้างจานเนี่ยนะ’ ของทองกวาว ซึ่งเข้ารอบการประกวดรางวัลมติชนอวอร์ด 2024 ลำดับที่ 20 ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 2300 13-19 กันยายน 2567
ผู้เขียนสร้างสถานการณ์เรื่องหย่า 2 เหตุการณ์ขึ้นมาเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบก่อน โดยคู่แรกเป็นสะใภ้เพื่อนบ้านที่จับได้ว่าสามีนอกใจ คู่ต่อมาเป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่พบในงานแต่งงานหนึ่ง ซึ่งปัญหาเรื่องฟ้องหย่าอยู่ในชั้นศาล
ส่วน ‘ฉัน’ หรือผู้เล่าเรื่องนั้นต้องการหย่าสามีเพราะเขาไม่ช่วยล้างจาน ที่อาจดูไม่มีเหตุผลรองรับเท่าไรหรือรุนแรงมากพอเมื่อเทียบกับ 2 เหตุการณ์ข้างต้น แต่ปัญหาเล็กๆ เรื่องงานบ้านนี้สามารถสร้างความเบื่อหน่ายให้ชีวิตคู่ร้าวฉานได้ อย่างประโยคเปิดเรื่องที่ว่า
“คู่สมรสที่ต่างฝ่ายต่างทำงาน มีแนวโน้มจะหย่าร้างกันจากปัญหาเรื่องงานบ้าน”
ความคิดแบบชายแทร่
ในเรื่องสั้น
‘เราจะหย่ากันเพราะแค่ฉันไม่ล้างจานเนี่ยนะ’
แม้ว่าฉันจะสร้างคอมมิวนิตี้เล็กๆ ในเพจเฟซบุ๊กชื่อ “งานบ้านของฉัน งานบ้านของเธอ” ซึ่งนอกจากเป็นประเด็นร่วมสมัยและสื่อถึงความเท่าเทียมทางเพศแล้ว แต่ผู้หญิงไม่ว่าจะทำงานนอกบ้านและในบ้าน ผู้ชายหรือสามีควรมาช่วยแบ่งเบาภาระงานบ้านด้วย ไม่ใช่ถือคติชายเป็นใหญ่ว่างานบ้านนั้นเป็นหน้าที่ของผู้หญิงฝ่ายเดียว อย่างที่พีหรือสามีฉันเข้าใจ เช่นเดียวกับการกดทับเรื่องนี้ที่แม่สามีถูกฝังหัวหรือรับต่อแนวคิดนี้ เพราะเชื่อว่าผู้ชายเป็นหัวหน้าครอบครัว
ทั้งนี้ การกระทำหลายๆ อย่างของแม่สามีฉัน เช่น แม่สามีสั่งให้ฉันไปช่วยลูกชายเธอแต่งตัว หรือ สามีหันมามองหน้าเมื่อฉันไม่ได้รีดผ้าที่เขาต้องใส่ไปร่วมงานแต่งเพื่อน หรือ ฉันพบว่าแก้วกาแฟของสามีวางทิ้งไว้ในอ่างล้างจาน ขณะที่เธอรินน้ำใส่แก้วดื่มแล้วล้างทำความสะอาดก่อนคว่ำไว้ หรือ แม่สามียื่นถุงราดหน้าของโปรดลูกชายให้ฉันไปจัดการต่อ
การกระทำต่างๆ ข้างต้น แม้จะถูกมองว่าเป็นหน้าที่โดยทั่วไปของฉันหรือแม่บ้าน แต่กรณีนี้แม่ของสามีพยายามกดทับหรือผลักไสให้เธอแบกรับหน้าที่หรืองานบ้านด้วยตนเอง ซึ่งแม่สามีหรือตัวสามีสามารถทำเองได้ ภาระหน้าที่นี้จึงสะสมกลายเป็นความเบื่อและเหนื่อยหน่ายให้ฉันตัดสินใจขอหย่าสามีในที่สุด
ความน่าสนใจในเรื่องสั้นนี้ นอกจากผู้หญิงจะถูกผู้ชายกดทับแล้ว ฉันในฐานะลูกสะใภ้ยังถูกแม่สามีกดขี่ให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นทาสรับใช้
จนปัญหาที่อาจดูเล็กๆ เริ่มสะสมทีละน้อย จนเป็นชนวนเหตุแห่งการหย่า ที่ฝ่ายชายอาจมองว่าเป็นเรื่องงี่เง่า ขี้ปะติ๋ว
อย่างที่เขาพูดว่า “เราหย่ากันเพราะแค่ฉันไม่ช่วยล้างจานเนี่ยนะ” ซึ่งสะท้อนความคิดแบบชายเป็นใหญ่ดังที่กล่าวมา และยังสื่อความคิดแบบชายแทร่ที่มีพฤติกรรมเห็นแก่ตัวอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม ความเห็นแก่ตัวแบบรุนแรงของชายเป็นใหญ่ในเรื่องสั้น มันยังปรากฏผ่านบทสนทนาก่อนหย่าเรื่องเงินและการแบ่งทรัพย์สินระหว่างฉันกับสามี ที่สะท้อนว่าผู้ชายต้องมีสิทธิในทรัพย์สินหรือเป็นคนตัดสินใจทุกอย่างในบ้าน
แต่ผู้เขียนกลับให้สามีอยู่บ้านฝ่ายหญิง จึงเป็นอีกเหตุผลที่ฉันใช้มันโต้กลับหรือต่อรองได้ ต่างจากเพื่อนรุ่นพี่ที่
“พอหมดรักกันแล้ว ถ้วยชามเพียงชิ้นเดียวยังแทบจะต้องแบ่งครึ่ง ไม่มีใครยอมใคร และที่ยื้อยุดกันแบบนั้นไม่ใช่เรื่องเงินทองทรัพย์สินเสียทีเดียว แต่มันคือการต่อสู้เพื่อนำชัยชนะมากลบเกลื่อนความรู้สึกว่าตนล้มเหลวมากแค่ไหน ที่นำพาชีวิตคู่มาสิ้นสุดหน้าบัลลังก์ศาล”
ซึ่งหมายถึงวิกฤตความเป็นชาย เพราะเมื่อไม่สามารถตกลงกันได้ จึงต้องสู้กันตามกฎหมาย โดยมีสาเหตุมาจากทัศนคติแบบชายเป็นใหญ่ที่ฝ่ายชายไม่เข้าใจเรื่องความเท่าเทียมทางเพศและสิทธิสตรี
อีกยังมองได้ว่าเป็นสันดานของชายแทร่ที่ไม่ยอมรับความจริง เมื่อผู้หญิงกล้าลุกขึ้นมาต่อสู้ เรียกร้อง หรือปกป้องสิทธิตนเอง
ตอนจบกับกลิ่นอายแบบเลสเบี้ยน (Lesbian)
ย้อนกลับไปยังเหตุการณ์หย่าของคู่แรกที่ฝ่ายหญิงจับได้ว่าสามีนอกใจ และเธอจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอหย่า ถ้าไม่ยอมก็จะฟ้องหย่าและฟ้องชู้
ผู้วิจารณ์มองว่า ตัวละครพี่จิ๊บหรือสะใภ้เพื่อนบ้านมีแนวคิดแบบผู้หญิงยุคใหม่ที่เข้าใจชีวิตคู่ว่ามัน “ยากตอนที่ต้องยอมรับว่าผัวนอกใจ แต่มันง่ายขึ้นพอคิดได้ว่าพี่ไม่อยากให้ลูกสาวอยู่ในครอบครัวแบบนี้” เป็นการยืนยันทั้งสิทธิและเสียงของผู้หญิงที่ไม่ยอมเป็น ‘ผู้ถูกกระทำ’ ต่อไป อีกยังมองไปถึงอนาคตของลูกสาวที่ไม่ต้องการให้อยู่ภายใต้แนวคิดที่ผู้หญิงต้อง ‘ยินยอม’ หรือ ‘ตกเป็นเหยื่อ’
เธอจึงพยายาม ‘หลีกเลี่ยง’ จากครอบครัวชายเป็นใหญ่ และการพูดคุยปรึกษากันกับฉัน มันยังแสดงถึงมิตรภาพ (friendship) ของผู้หญิงกับผู้หญิงที่ต้องการรวมตัวกันในฐานะคนหัวอกเดียวกันหรือมีปัญหาคล้ายกัน ต่างจากแม่สามีที่กระทำการต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ซึ่งเป็นการลดทอนคุณค่าของเพศเดียวกันอย่างสิ้นเชิง
ส่วนตอนจบ ผู้วิจารณ์ขอชื่นชมผู้เขียนที่เลือกเสนอตอนจบแบบนี้ เมื่อความความสัมพันธ์แบบชีวิตคู่ของชายหญิงไปต่อไม่ได้ ก็เปิดโอกาสให้ฉันกลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์กับเพื่อนหญิงชื่อจิน ที่เคยทำงานเสิร์ฟ ล้างจาน ทำความสะอาดร้าน และเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน
“นับตั้งแต่ห้าปีก่อน หลังจากบอกจินว่าจะแต่งงาน เพื่อนไม่เคยจับมือฉันอีกเลย ฉันรู้อยู่แก่ใจเสมอว่าจินรู้สึกนึกคิดอะไร ฉันเงยหนาขึ้นมองเพื่อน ดวงตาสองคู่ประสานกัน จินไม่เคยเปลี่ยน ส่วนฉัน คนที่เพิ่งใช้ชีวิตคู่จนล้มเหลวกลับมองความรักเปลี่ยนไป… เรื่องง่ายๆ กลายร่างเป็นกฎอันเข้มงวด ขณะที่กรอบเกณฑ์บางอย่างพังทลาย
ฉันคลายมือข้างหนึ่งออกจากมือประสาน และวางลงเบาๆ บนมือของจิน”
สองย่อหน้าข้างต้น ผู้วิจารณ์มองว่าเป็นมุมมองที่ผู้เขียนสะท้อนความเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศที่ลื่นไหล ไม่อยากถูกกรอบ กฎเกณฑ์แบบชายเป็นใหญ่กดทับอีกต่อไป เพราะความรักไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตคู่หรือสร้างครอบครัวแบบชายหญิงก็ได้ มันจึงมีกลิ่นอายแบบเลสเบี้ยน โดยเฉพาะประโยคจบที่ฉันเอามือวางลงบนมือของจิน
ซึ่งผู้วิจารณ์มองเห็นเป็นความงามของมิตรภาพ (friendship) ที่เปิดกว้างกว่าความสัมพันธ์ที่ฉันไม่ต้องโดดเดี่ยว หรือให้ใครมาเยียวยา เพราะ “ฉันมีจินและจินมีฉัน เราจึงผ่านทุกอย่างและเติบโตมาได้เป็นอย่างดี” นั่นเอง
เรื่องสั้นนี้ผู้เขียนต้องการนำเสนอมิตรภาพทางเพศ (ทั้งฉัน-จิน-พี่จิ๊บ) ที่มีความหวัง ด้วยการรวมตัวถามไถ่ ปรึกษา ปลอบโยนกันให้มีชีวิตที่แข็งแกร่งมากกว่าจะแสดงพลังเพื่อเคลื่อนไหว เรียกร้อง ต่อสู้ และปลดแอกจากชายเป็นใหญ่โดยสิ้นเชิงแบบ ‘ภคินีภาพ’ (sisterhood) เพราะตัวบทที่สะท้อนออกมา เนื้อหาหรือเหตุการณ์ยังไม่รุนแรงถึงขนาดนั้น
‘เราจะหย่ากันเพราะแค่ฉันไม่ล้างจานเนี่ยนะ” ของทองกวาว เป็นเรื่องสั้นที่นำเสนอเนื้อหาร่วมสมัย อีกยังสะท้อนการปะทะกันเกี่ยวกับความคิดของชายแทร่เรื่องเพศที่ควรเท่าเทียมแล้ว โดยหยิบปัญหาเรื่องการไม่ช่วยกันทำงานบ้านแล้วอาจทะเลาะสร้างความเหนื่อหน่ายในชีวิตคู่ จนบานปลายกลายเป็นเรื่องหย่าร้างได้อย่างน่าสนใจ
เพียงแต่ผู้วิจารณ์มองว่ากลวิธีหรือเทคนิคการเล่าเรื่องสั้นยังขาดวรรณศิลป์ บทสนทนาควรต้องกระชับ สื่อความหมาย หรือช่วยส่งเสริมแก่นเรื่องให้มีสีสันมากกว่านี้
เอกสารอ้างอิง
ชานันท์ ยอดหงษ์. (2563). ความไร้พลังของ sisterhood แบบไทยๆ เหตุผลที่การต่อสู้วัฒนธรรมการข่มขืนแพ้ในอำนาจนิยม. เข้าถึงได้จาก https://thematter.co/thinkers/sisterhood-in-thai-and-rape-culture/112914
ทองกวาว (นามแฝง). (2567). เราจะหย่ากันเพราะแค่ฉันไม่ล้างจานเนี่ยนะ. เข้าถึงได้จาก https://www.matichonweekly.com/column/article_798853
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ความคิดแบบชายแทร่ ใน ‘เราจะหย่ากันเพราะแค่ฉันไม่ล้างจานเนี่ยนะ’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com