โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาร์กติกเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอน แทนที่จะดูดซับเข้าไปแล้ว

Environman

เผยแพร่ 17 ธ.ค. 2567 เวลา 00.00 น.

อาร์กติกกำลังลุกเป็นไฟ เมื่อขั้วโลกเหนือกลายเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนมากกว่าดูดซับเข้าไป ซึ่งเกิดจากไฟป่าและอุณหภูมที่สูงขึ้น

ไฟป่าและอุณหภูมิที่สูงขึ้นนั้นดูไม่น่าจะส่งผลอะไรเกินไปกว่าทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายมากขึ้น ทว่าภูมิภาคเหล่านี้มีความซับซ้อนกว่าที่คนทั่วไปจะคิดได้ ตามรายงานใหม่จากองค์การบริหารชั้นบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA เผยให้เห็นว่าอาร์กติกเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างน่าตกใจ

“การสังเกตการณ์ของเราแสดงให้เห็นว่าทุ่งทุนดราในอาร์กติก กำลังประสบปัญหาจากภาวะโลกร้อนและไฟป่าที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการปลดปล่อยคาร์บอนมากกว่าที่เคยกักเก็บไว้ ซึ่งจะทำให้ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเลวร้ายลง” Rick Spinrad Ph.D. ผู้บริหาร NOAA กล่าว “นี่เป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทำนายไว้เกี่ยวกับผลที่ตามมาจากการที่ไม่ลดมลพิษของเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเพียงพอ”

รายงาประจำปีดังกล่าวระบุว่าอุณภูมิผิวดินในอาร์กติกปีนี้ (2024) สูงขึ้นเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่ปี 1990 ขณะเดียวกันก็เสริมว่าภูมิภาคนี้ร้อนขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกเป็นปีที่ 11 ติดต่อกันด้วยเช่นกัน โดยเป็นผลจากภาวะโลกร้อนที่เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าจากอัตราเฉลี่ยทั่วโลก

ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้อาร์กติกกลายเป็นสีเขียวมากขึ้น พร้อมกับกระตุ้นให้พืชจำนวนมากมีการเติบโต ซึ่งแม้จะช่วยขจัดคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศ แต่ทว่าประเด็นสำคัญกลับอยู่ที่มันทำให้ชั้นดินเยือกแข็ง (Permafrost) ละลายเพิ่มขึ้น

ผลกระทบที่ตามมาก็คือ คาร์บอนที่ติดอยู่ในชั้นดินเยือกแข็งเหล่านี้จะโดนจุลินทรีย์ย่อยสลายและปลดปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศในรูปแบบคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนปริมาณมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้นก๊าซเรือนกระจกทั้งสองชนิดนี้มีฤทธิ์ต่อภาวะโลกร้อนรุนแรงอย่างยิ่ง

นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศยังทำให้ไฟป่าในละติจูดสูงมีปริมาณและความรุนแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งไปเพิ่มปริมาณที่ถูกเผา มันผลาญหน้าดินและปล่อยคาร์บอนที่พืชเก็บเอาไว้ขึ้นมาก ยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้แย่กว่าเดิม สิ่งเหล่านี้ทำให้อาร์กติกที่เคยดูดซับคาร์บอนกลายเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนแทน

“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นกิจกรรมไฟป่าที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศซึ่งคุกคามทั้งชุมชนและคาร์บอนที่กักเก็บไว้ในชั้นดินเยือกแข็ง นี่เป็นเรื่องสำคัญ” ดร. Brendan Rogers นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศของวูดเวลล์ และผู้เขียนรายงานกล่าว

ตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา ไฟป่ารอบขั้วโลกปล่อยคาร์บอนเฉลี่ย 207 ล้านตันต่อไป ขณะเดียวกันระบบนิเวศบนแผ่นดินในอาร์กติกก็กลายเป็นแหล่งปล่อยก๊าซมีเทนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักวิทยาศาสตร์และนักอนุรักษ์จำนวนมากพยายามเปิดเผยถึงปัญหาเหล่านี้มาอย่างยาวนาน แต่ดูเหมือนจะยังไม่มีใครตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

“อาร์กติกเป็นผู้พิทักษ์ของเรา เป็นจุดบรรจบระหว่างวิกฤตสภาพอากาศและมหาสมุทร และเป็นจุดที่เรามองเห็นผลกระทบของวิกฤตเหล่านี้ได้ชัดเจนที่สุด” Christian Åslund จากกรีนพีซ กล่าว

ที่มา

https://www.noaa.gov/…/arctic-tundra-becoming-source-of…

https://www.pbs.org/…/the-arctic-has-seen-worrying…

https://oceanographicmagazine.com/…/arctic-on-fire…/….

https://www.theguardian.com/…/arctic-tundra-carbon-shift

Photo: NOAA’s Barrow Observatory/Yereth Rosen

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...