โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พ่อแม่ต้องรู้! เด็ก 5-11 ปีจำเป็นต้องฉีดวัคซีนหรือไม่-ตรวจ ATK ให้เด็กแบบไหนถึงโอเค

The Bangkok Insight

อัพเดต 22 ก.พ. 2565 เวลา 01.24 น. • เผยแพร่ 22 ก.พ. 2565 เวลา 01.24 น. • The Bangkok Insight

โควิดในเด็ก! เด็กอายุ 5-11 ปีจำเป็นต้องฉีดวัคซีนหรือไม่ ก่อนฉีดวัคซีนในเด็กต้องเตรียมตัวอย่างไร ตรวจ ATK ให้เด็กแบบไหนถึงโอเค อ่านที่นี่ได้เลย!

พญ.ภัสสร บุณยะโหตระ กุมารแพทย์ด้านโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช สุขุมวิท จะเห็นได้ว่าเชื้อโควิด-19 มีการพัฒนาสายพันธุ์อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นสายพันธุ์โอไมครอนในช่วงที่ผ่านมานี้ ซึ่งแพร่กระจายและติดต่อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์อื่น โดยเชื้อแพร่กระจายได้เร็วกว่าเดิม 3-4 เท่า ในต่างประเทศมีรายงานว่า อัตราการติดเชื้อของเด็กสูงขึ้นตามสัดส่วนของผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น แต่ในประเทศไทยผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อยังอยู่ในสัดส่วนเดิม คือ 10%

โควิดในเด็ก

ความจำเป็นในการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดสำหรับเด็ก

พญ.ภัสสร ระบุว่า หากเปรียบเทียบอาการของเด็กกับผู้ใหญ่ที่ฉีดวัคซีนแล้ว ดูเหมือนกับว่าผู้ใหญ่จะมีอาการน้อยกว่า เพราะความรุนแรงของโรคจะลดลงเมื่อได้รับวัคซีน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความรุนแรงของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนสำหรับเด็กนั้นค่อนข้างน้อย จากการศึกษาพบว่า แนวโน้มการติดเชื้อโอมิครอนในเด็กนั้นก็มีความรุนแรงไม่มาก

แต่ถึงกระนั้นแล้ว วัคซีนโควิด-19 ก็ยังมีความจำเป็นกับเด็ก เพราะเด็กๆ จำเป็นต้องไปโรงเรียน หากเด็กมีการติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว จะทำให้เชื้อแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การได้รับวัคซีนจะทำให้การแพร่กระจายของโรคน้อยลงและสามารถควบคุมการระบาดได้ อีกทั้งในเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคทางเดินหายใจ ยิ่งจำเป็นต้องได้รับวัคซีนป้องกัน เพราะหากมีการติดเชื้อจะทำให้มีอาการรุนแรงได้

สำหรับกลุ่มอาการ MIS-C ที่เกิดหลังจากที่เด็กติดโควิด-19 และก่อให้เกิดการอักเสบกับอวัยวะและระบบต่างๆ ทั่วร่างกาย อันเนื่องมาจากระบบภูมิคุ้มกันที่สูงผิดปกตินั้น อาจทำให้มีอาการคล้ายโรคคาวาซากิ เช่น มีไข้สูง ผื่น ตาแดง ปากแดง ซึ่งหากอาการทวีความรุนแรงมากขึ้น อาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในห้องไอซียู

โควิดในเด็ก

วัคซีนป้องกันโควิด-19 ในเด็กกลุ่มอายุ 5-11 ปี

การวิจัยวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในเด็กอายุ 5-11 ปี ได้ผลิตเสร็จสิ้นและมีการวางแผนที่จะเริ่มฉีดให้เด็กไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 โดยวัคซีนนี้เป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันเช่นเดียวกันกับของผู้ใหญ่แต่จะมีปริมาณการฉีดที่น้อยกว่า โดยมีปริมาณเพียง 1 ใน 3 ที่ใช้ฉีดในเด็กกลุ่ม 12 – 18 ปีและในผู้ใหญ่เท่านั้น

ผลข้างเคียงของวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในเด็กอายุ 5-11 ปี

จากข้อมูลการฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 5-11 ปี ในกลุ่มตัวอย่าง พบว่ามีอาการรุนแรงหลังฉีดวัคซีนน้อยกว่าวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ และส่วนมากมีผลข้างเคียงเพียงเล็กน้อย เช่น ปวดบริเวณที่ฉีดวัคซีน มีไข้ อาจมีอาการหนาวสั่น ปวดข้อและกล้ามเนื้อ อาการเหล่านี้มักจะดีขึ้นภายใน 24-48 ชั่วโมง และบางคนก็ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ

ส่วนอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในเด็กกลุ่มนี้ จากการศึกษาพบว่ามีน้อยมาก โดยในเด็กผู้หญิงพบเพียง 2 คนในล้านคน ในเด็กผู้ชายพบเพียง 4 คนในล้านคน เท่านั้น

โควิดในเด็ก

การเตรียมก่อนไปฉีดวัคซีนโควิด-19

เด็กๆ ควรเตรียมร่างกายให้แข็งแรง ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 8 ชม. ก่อนมารับวัคซีน และยังสามารถฉีดพร้อมวัคซีนตัวอื่นๆ ได้ ไม่ต้องเว้นระยะ ในส่วนของเด็กที่เคยติดโควิด-19 แล้วก็สามารถให้กระตุ้นวัคซีนโควิด-19 ได้ภายหลังจากที่หายเป็นปกติแล้ว 1 เดือน แต่สำหรับการฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 และ 4 ในเด็กกลุ่ม 5 – 11 ปีนั้น ยังอยู่ในกระบวนการศึกษา ซึ่งคาดว่าจะมีข้อสรุปในเร็ววันนี้

การตรวจ ATK ในเด็กจำเป็นหรือไม่ และควรตรวจหาเชื้อโควิดในเด็กด้วยวิธีใด

การตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วย Antigen Test Kit (ATK) ในเด็กเป็นอีกทางหนึ่งในการช่วยลดการระบาดของเชื้อโควิด-19 ดังนั้น การตรวจด้วยวิธีนี้จึงค่อนข้างมีความสำคัญ โดยแนะนำในการตรวจ ATK สำหรับเด็ก ดังนี้

  • ให้มีการตรวจประมาณ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ สำหรับเด็กที่ต้องไปโรงเรียนหรือมีความเสี่ยง แต่ในบางกรณีที่มีการใกล้ชิดหรือเพิ่งสัมผัสกับผู้ป่วย การตรวจ ATK ก็อาจไม่แสดงผลที่ชัดเจน หรือตรวจแล้วยังไม่พบเชื้อเพราะเชื้อยังอยู่ในระยะฟักตัว ดังนั้น หลังตรวจก็ยังจำเป็นต้องกักตัวเพื่อดูอาการและตรวจซ้ำ
  • กรณีที่มีความเสี่ยงสูง เช่น กินอาหารด้วยกัน อยู่ในห้องปิดด้วยกัน แม้ตรวจเชื้อด้วย ATK ไม่เจอ ก็ต้องกักตัวอย่างน้อย 7 วัน และต้องทำการตรวจซ้ำในวันที่ 5 และวันที่ 10 โดยนับจากวันที่สัมผัสกับผู้ติดเชื้อครั้งสุดท้าย
  • หากจำเป็นต้องตรวจกันเองในครอบครัว ไม่แนะนำให้ใช้ชุดตรวจที่ต้องแยงจมูกแบบลึก เพราะคนในครอบครัวอาจไม่มีความเชี่ยวชาญ อาจเกิดการผิดพลาดและเป็นอันตรายได้ ในกรณีที่แยงเข้าไปลึกจนเกินไป อาจไปกระทบกระเทือนถึงด้านหลังคอหอย หรือในกรณีที่เด็กเจ็บ ตกใจ สะบัด ขัดขืน ดิ้น อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้
  • ควรเลือกชุดตรวจที่ใช้วิธีป้ายจมูกแบบตื้น
  • สิ่งสำคัญ คือ ต้องมีการหมุนเขี่ยภายในจมูกให้ทั่วเพราะการตรวจหาเชื้อต้องเก็บเนื้อเยื่อภายในจมูกที่อาจมีเชื้อมาตรวจสอบ
  • ส่วนในกรณีที่ตรวจด้วยเครื่องตรวจแบบน้ำลาย ต้องมีการขากน้ำลายอย่างถูกต้อง เพราะต้องตรวจเนื้อเยื่อในลำคอที่อาจมีเชื้อมาตรวจสอบ การตรวจแบบน้ำลายจึงเหมาะกับการตรวจในเด็กที่ค่อนข้างโตพอที่จะขากน้ำลายได้

ทั้งนี้ ต้องศึกษาวิธีการใช้งานของชุดตรวจแต่ละยี่ห้ออย่างละเอียด เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของการทดสอบ

โควิดในเด็ก

วิธีการดูแลเด็กให้ห่างไกลจากโรคโควิด-19

  • ใส่หน้ากากอนามัยที่ขนาดพอดีกับใบหน้าเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อโอมิครอนนั้นติดกันได้ง่ายมาก ดังนั้น ขนาดของตัวหน้ากากที่พอดีและปกปิดมิดชิดจึงสำคัญ
  • หากเด็กอายุน้อยมาก ๆ ไม่สามารถใส่หน้ากากได้ ต้องดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด ไปในที่ระบายอากาศได้ดี รักษาระยะห่าง
  • หากจำเป็นต้องฝากเด็กกับศูนย์รับเลี้ยงเด็ก อาจต้องดูเรื่องคนรอบข้างและสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่าพี่เลี้ยงไม่มีความเสี่ยงและได้รับวัคซีนแล้ว
  • หากผู้ปกครองติดเชื้อและรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ใกล้ชิดกับเด็ก ต้องสังเกตอาการเด็กอยู่เสมอ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก หากเด็กมีอาการซึม กินไม่ได้ หอบเหนื่อย มีไข้ ต้องรีบพาไปตรวจเพื่อหาเชื้อโดยเร็ว ส่วนเด็กโตอาการจะคล้ายคลึงกับผู้ใหญ่ หากมีอาการต้องตรวจหาเชื้อเช่นกัน
  • หากเด็กติดเชื้อโควิด-19 และผู้ปกครองต้องให้การดูแล ต้องระวังช่วงแพร่เชื้อใน 5 วันแรก
  • หลีกเลี่ยงไม่นั่งทานข้าวร่วมกัน ไม่อยู่ในพื้นที่ปิดร่วมกัน เว้นระยะห่าง แต่หากต้องนั่งโต๊ะร่วมกัน ให้ปิดแอร์ เปิดหน้าต่าง เพื่อให้อากาศระบายตลอดเวลา หรือทานข้าวภายนอกตัวบ้านในที่โล่งแจ้งแทน
  • การติดเชื้อโควิด-19 ในเด็กแม้จะมีความรุนแรงน้อย แต่เด็กก็จำเป็นต้องได้รับวัคซีน เพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมการระบาดให้น้อยลง การฉีดวัคซีนจะเป็นตัวช่วยสำคัญทำให้การใช้ชีวิตของทุกคนกลับมาปกติดังเดิม

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...