“โน้ต ชาคริยา” อดีตผู้จัดการดาราดัง ขอเคลียร์ทุกปมโกงเงินค่าตัวดาราในสังกัด
“โน้ต ชาคริยา” อดีตผู้จัดการดาราดัง ขอเคลียร์ทุกปมโกงเงินค่าตัวดาราในสังกัด
เอาละค่ะ ล่าสุด คุณ โน้ต ชาคริยา อดีตผู้จัดการของดาราดังหลายๆคน ได้เปิดใจครั้งแรกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าเหตุผลที่ไม่ออกมาชี้แจงแต่แรก ก่อนอื่นต้องขอบคุณพี่ๆ ที่ให้เกียรติ และสละเวลามาในวันนี้ เหตุการณ์นี้มันมีคนสงสัยเยอะมากว่ามันเกิดอะไรขึ้น เหตุการณ์นี้มันทำให้คนที่รักเรา และคนที่เรารักมากเสียใจ มันเกิดอะไร ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นี้ รู้สึกเสียใจมากๆ เหมือนฟ้าถล่มทลายไปเลย มันเอ๋อ มันช็อก
ที่ถามว่าทำไมไม่ออกมาชี้แจงตั้งแต่แรก เราเลือกที่จะเงียบ ไม่ตอบอะไรเลย คือ รักและให้เกียรติกับทุกๆ คน คิดว่าตัวเองเป็นแค่คนคนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังกับทุกคน คอยสนับสนุนช่วยเหลือให้เขาประสบผลสำเร็จ มีกระแส มีงาน มีชื่อเสียง จะคอยมองอยู่หลังเวทีตลอด ถ้าสังเกตจะไม่ค่อยได้โผล่ออกไป
รู้สึกว่าการยืนอยู่ตรงนี้ ยืนอยู่เบื้องหลัง มันเป็นสิ่งที่ภูมิใจมากที่จะดูทุกคนเดินของตัวเอง ที่ไม่ออกมาพูดเลยเพราะไม่อยากจะพาดพิง ไม่อยากออกมาสัมภาษณ์พาดพิงถึงใคร ไม่อยากให้ใครเสียชื่อหรือมีผลกระทบ เลยเลือกที่จะคุยกับคนแต่ละคนมากกว่า คุยเป็นรายบุคคล เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน เลยเลือกที่จะไปทางนั้น
แต่พอไม่ได้พูด มันทำให้ไปกันใหญ่ จากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เกิดความเข้าใจผิดกัน แล้วยิ่งเงียบไปอีก มันก็ยิ่งเข้าใจผิดกันไปเรื่อยเปื่อย จะบอกว่าน้องแต่ละคนที่ดูแลมาจากคนละที่กัน บางคนเป็นเพื่อนแนะนำกันมา เขามาจากต่างการทำงานแต่ละที่มาก่อน ตนมีหน้าทำทุกคนให้รวมอยู่ในกลุ่มเดียวกันได้เป็นครอบครัวเดียวกัน ลักษณะการทำงานไม่เหมือนกันก็เลยทำให้มันเป็นแบบนี้ แต่ในความเป็นจริง เราดูแลทุกคนเป็นครอบครัว ไม่ได้ดูแค่เรื่องงาน แต่ดูในเรื่องส่วนตัวด้วย น้องติดขัดตรงไหนช่วยเหลือเกื้อกูลกันในทุกๆ เรื่อง ที่ผ่านมาถ้าสัมผัสได้ จะเห็นว่าเราจะดูแลทุกคนมาอย่างดีโดยตลอด ดีในพาร์ตของเรา เราคิดว่านี่คือคนในครอบครัว เราจะทรีตเหมือนคนในครอบครัวของเราให้ดีที่สุด ไม่ให้ใครมาทำอะไรคนของเราได้
ไม่เคยเซ็นสัญญากับคนที่ดูแล
ประเด็นคือเราไม่เคยเซ็นสัญญากับน้องเลยสักคนเดียว ไม่เคยมีสัญญาระหว่างกัน พอเราคิดว่าน้องๆ ทุกคนที่ไม่ได้เซ็นสัญญา เราทำงานแบบนี้ เลยทำให้เรารู้สึกว่า ค่าใช้จ่ายหรือความรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายตรงนี้ของบริษัทไม่ได้เกี่ยวกับน้องๆ เลย เราเลยไม่ได้เลือกที่จะชี้แจงน้องๆ ในจุดนี้ว่ามันมีอะไรบ้างระหว่างทาง มันเป็นการรับผิดชอบของบริษัทมากกว่า เวลาที่ลูกค้าติดต่อมา พอน้องมาอยู่กับเรา เราก็จะให้น้องเซตเรตราคาค่าตัว ราคาเบื้องต้น งานแบบนี้คิดเท่าไหร่ แนวทางของแต่ละคนเป็นอย่างไร เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน จะให้น้องดูว่าอะไรได้ อะไรไม่ได้ แล้วทำเป็นเรตราคาเพื่อนำไปเสนอขายลูกค้า มีสินค้ามาตัวหนึ่ง นำเสนอไปเลย 20 คน ให้ลูกค้าเอาไปเลือก มันจะง่าย อันนี้คือเรตราคาเบื้องต้นที่ให้น้องๆ เซต
บางงานลูกค้าถามเรื่องการทำงานเพิ่มเติม ก็จะเอาไปถามน้องๆ ก่อนเสมอ ทำแบบนี้ๆ น้องคิดเท่าไหร่ แล้วเราเอามาดูและพูดคุยกับลูกค้า มีการบิดไปบิดมา ซึ่งเราติดแค่ว่าเราต้องได้ จะใส่อะไรเข้าไป จะแถมอะไรให้ลูกค้า หรือจะช่วยอะไร มันอยู่ในพาร์ตที่เราอยากได้งาน ต้องทำให้ได้
พอดีลกับลูกค้าเสร็จ ลูกค้าจะทำสัญญากับบริษัท วางบิลกัน ทำทุกอย่างในรูปแบบของบริษัท พอทำสัญญาเสร็จงานมันต้องเริ่ม หนูก็เริ่มทำงานตามที่ดีลกับลูกค้าให้สำเร็จ ระหว่างทางก็คิดคอนเทนต์ แก้งาน บริษัทเราต้องทำให้ดีที่สุด ตอบโจทย์ลูกค้าให้มากที่สุด ก็เลยกลายเป็นว่าต้องมีทีมตรงนี้
พอลูกค้าจ่ายเงินและวางบิล เราก็เลือกที่จะจ่ายให้น้องทุกงานภายในเดือน เราจะไม่ค้าง เรารอลูกค้าได้ แต่น้องต้องได้ เดือนนั้นต้องได้ เราจ่ายครบทุกบาททุกสตางค์ในราคาที่เราดีลกับน้องเอาไว้ ไม่เคยหักค่าใช้จ่ายใดๆ เลย
ถามว่าทำไมไม่เซ็นสัญญา นั่นนะสิ คือทุกคนเคยผ่านการเซ็นสัญญามาหมดแล้วก่อนมาอยู่กับเรา รู้สึกว่าสัญญามันเอามาเพื่อล็อก ทำให้รู้สึกอึดอัดเลยเลือกที่จะไม่เซ็นสัญญา เมื่อวันหนึ่งเขาอยากจะไปทำงานกับคนนี้ มันจะไม่มีตัวนี้ล็อก เราเปิดโอเพนมากกว่า และมันก็คือความพลาดอีกอย่างหนึ่งที่มันไม่ชัดเจนตั้งแต่แรก มาดูแลแล้วไม่เซ็นสัญญา แต่ทุกคนโอเคแบบนี้ ไม่มีใครถามถึง
มีรับค่าส่วนต่างจากเงินค่าตัว
มันมีเงินส่วนต่างในบางงานที่เราเรียกค่าจัดการจากลูกค้าได้ ส่วนต่างนั้นเอาไปเป็นค่าบริหารจัดการในบริษัทนี้ เพราะว่ารายละเอียดการทำงานมันเยอะ แต่เราไม่สามารถได้ค่าจัดการ (บวกเพิ่ม) ได้ทุกงาน เพราะบางงานมันก็ทำไม่ได้ (สมมติน้องเรียกเรตไปเท่านี้ แต่ไม่สามารถไปบวกเพิ่มได้) เพราะบางทีต้องดูลูกค้าว่าเขามีงบเท่าไร ไหวมั้ย สู้มั้ย บางงานเขามีเงินบอกเลยว่ามีเท่านี้ ต้องการ 5 คน วางลิสต์มาหน่อย ใครที่ได้ในราคานี้บ้าง บางทีเอาไป 7 คนเพื่อให้ลูกค้ามากขึ้น เพราะมีน้องบางคนที่เราอยากจะดันเขา ให้เขาได้มีงานออกมา มันกระจายกันไป
หัก 15% จากค่าตัวของดารา
ถ้าพูดถึงเปอร์เซ็นต์ การดีลที่คุยกับน้องๆ สูงสุดคือได้ 15% จากค่าตัวน้อง ซึ่งมันก็ไม่ใช่ 15% บางทีมันต่ำกว่านั้น ไม่ได้ก็มี บางทีเราก็ไปงานฟรี จะมานั่งถามว่างานนี้มีค่าตัวให้เจ๊มั้ย มันก็ไม่ใช่ แต่ 15% ก็เอาเข้าบริษัท ไม่ได้เข้าตัวเรา ทุกอย่างวนอยู่ในบริษัท ค่าจัดการต่างๆ 15% จากค่าตัวของน้อง ไม่ได้รวมค่าจัดการ ค่าจัดการต่างหาก (สมมติ 1 แสน ค่าจัดการ 2 หมื่น เอา 2 หมื่นออกไป 1 แสนไปหัก 15%) เป็นการตกลงกันตั้งแต่แรก แต่น้องไม่รู้ว่ามันมีค่าจัดการ
ค่าจัดการที่จะบวกเพิ่มในแต่ละคนใช้อะไรในการคำนวณ คือเราจะคิดเห็นก้อนกลมๆ สมมติน้องเซ็ตเรตไว้ 1 แสนบาท ก็จะบวก 2 หมื่นบาท แต่ก็อยู่ที่ลูกค้าจะต่อมั้ย ถ้าลูกค้าต่อเหลือ 8 หมื่น ถ้าอยากได้งานนี้ก็รับ หรือจะ 1 แสนพอดีเราก็รับ เพราะเราไม่อยากทำงานหลุด ทำยังไงก็ได้ ต้องห้ามหลุดเลย เพราะน้อยมากที่จะหลุดออกไปเพราะเราเซฟลูกค้าอยากให้เขาได้มากที่สุดในสิ่งที่เขาต้องได้ และต้องการให้น้องได้งานให้มากที่สุด และให้ได้งานตลอด
ซึ่งก็ทำแบบนี้มาโดยตลอด ทุกคนรับรู้ว่าตัวเองได้เรตเท่านี้ จะคอนเฟิร์มทุกอย่างกลับไปก่อนเริ่มงาน บางงานลดราคา บางงานแถม ซื้อเท่านี้ แต่ให้เท่านี้ จัดโปรให้ แต่การที่ไปขายงานด้วยการบวกค่าจัดการเพิ่ม ดารามองว่าเหมือนเราไปทำให้เขาดูเรตค่าตัวแพง เลยทำให้งานน้องหลุด บอกเลยว่า มันน้อยมากที่หลุด เพราะทุกงานที่เข้ามาปิดจบได้เกือบทุกงาน อย่างเช่น ค่าตัว 1 แสน แต่ในส่วน 5 หมื่น เราก็เติมอย่างอื่นเข้าไป เป็นการเกื้อกูลลูกค้าให้อยู่กับเรามากที่สุด เหมือนโปรโมชัน ซื้อน้อง A แต่เพิ่มน้อง B น้อง C หรือไปเพิ่มในส่วนต่างๆ ให้ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้ผลตอบมากที่สุด และเขาก็ซื้อ งานเลยเยอะ ทุกคนมีงานมาโดยตลอด
ถามว่าที่ทุกคนมาทำงานกับโน้ต เพราะหักแค่ 15% แต่ที่อื่นหัก 30% คิดว่ามีโอกาสเป็นอย่างนั้น เพราะเราหักน้อย ผลตอบแทนน้อยกว่าที่อื่น ถ้าเซ็นสัญญาก็ควรเป็น 30% ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ค่าจัดการบริษัทก็อยู่ในนี้แหละ ที่เรียกแค่ 15% ถ้าอยากอยู่กับใคร แล้วไปขายได้มากกว่านั้นเราเพราะแฮปปี้ไง มันคือความสามารถที่พี่ๆ ไปขายให้เรา เราเสียแค่นี้ เป็นความคิดของเราว่ามันโอเคแหละ
ถามว่าคุ้มมั้ย สำหรับบริษัท 15% มันไม่ได้จริงๆ ถึงต้องไปบวกค่าจัดการมาทำงานในบริษัทตรงนี้ ถ้าบวก 30% ก็จบเลย ไม่เกิดเหตุการณ์ตรงนี้ขึ้น มันเป็นสิ่งที่จะต้องนำไปใช้ในอนาคตที่เราต้องคิดให้ชัดเจน อย่าเอาความช่วยเหลือของคนอื่นมาใส่ในตัวเรา เพราะถ้าเราแบกแล้ว