Grab ดึง AI เชื่อมอีโคซิสเต็ม สู้ศึกธุรกิจแพลตฟอร์มแข่งดุ
บิ๊กเทคสัญชาติสิงคโปร์ “แกร็บ” (Grab) ขยายเขตแดนการให้บริการมายังประเทศไทยตั้งแต่ปี 2556 ด้วยบริการ “เรียกรถ” แต่ปัจจุบันเป็นแอปพลิเคชั่นที่มีบริการมากมาย ไม่ว่าจะเป็นฟู้ดดีลิเวอรี่ ส่งสินค้าของชำ รับส่งเอกสาร ธุรกิจโฆษณา และการให้สินเชื่อกับทั้งคนขับและร้านค้าพาร์ตเนอร์
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แกร็บสร้างการเติบโตได้จากการพัฒนาฟีเจอร์หรือบริการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันในธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ร้อนระอุ คือการตอบสนองความต้องการของคนในอีโคซิสเต็ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ คนขับ ร้านค้า และพนักงานของแกร็บ (Grabbers) เข้ากับเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อเติมเต็มช่องว่างและแก้เพนพอยต์ในการดำเนินชีวิต บนพันธกิจ “GrabForGood” หรือ “แกร็บเพื่อชีวิตที่ดีกว่า”
ชูบริการใหม่มัดใจผู้ใช้
“วรฉัตร ลักขณาโรจน์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า แกร็บให้บริการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 8 ประเทศ 700 เมือง มียอดการทำธุรกรรมจากผู้ใช้ 41 ล้านคน โดยในปี 2566 สร้างรายได้ให้พาร์ตเนอร์ในภูมิภาคกว่า 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (3.5 แสนล้านบาท)
“สิ่งที่แกร็บยึดมั่นมาตลอด คือการนำเทคโนโลยีมาทำให้ชีวิตของคนในภูมิภาคมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เรามีฮับการพัฒนาโซลูชั่นต่าง ๆ อยู่ที่จีนและอินเดีย ซึ่งเก่งเรื่องโลจิสติกส์และนวัตกรรม มีการจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับโมเดล AI มากกว่า 1,000 รายการ พร้อมพัฒนาเป็นฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ช่วยให้คนในอีโคซิสเต็มได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น”
ที่ผ่านมา แกร็บเปิดตัวบริการใหม่ ๆ ที่สอดรับกับพฤติกรรมของผู้ใช้แต่ละกลุ่ม เช่น Group Order หรือการสั่งอาหารเป็นกลุ่ม ที่พบว่ายอดใช้จ่ายต่อบิล (Basket Size) สูงกว่าปกติ 3 เท่า และมียอดออร์เดอร์สูงสุดเกิน 8,000 บาท หรือ Family Account ที่ผู้ใช้สามารถเรียกรถให้คนในครอบครัวได้ ไปจนถึง Food Lockers บริการฝากอาหารไว้ในล็อกเกอร์ ที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับพนักงานออฟฟิศที่ไม่สามารถลงมารับอาหารได้ทันที เป็นต้น
“เวลาที่จะพัฒนาบริการอะไรสักอย่าง ต้องมองว่าสามารถให้บริการได้ทั้งภูมิภาค เพื่อที่จะทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด และสเกลได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งแต่ละบริการอาจได้รับความนิยมต่างกัน หรือเริ่มไม่พร้อมกันอย่าง Food Lockers เราน่าจะเป็นประเทศที่สองต่อจากอินโดนีเซีย บางครั้งการเริ่มทีหลังก็มีข้อดี เพราะจะมีบทเรียนที่เราสามารถนำมาปรับใช้ได้ แต่ก็มีบางบริการที่มีเฉพาะที่ไทย เช่น GrabDriveYourCar”
AI เสริมแกร่ง Grabbers
“วรฉัตร” กล่าวต่อว่า แกร็บยังนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพให้พนักงานผ่านโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) อย่าง “GrabGPT” ที่เป็นพาร์ตเนอร์กับ ChatGPT และโปรแกรม Mystique ที่ช่วยในการเขียนคำโฆษณา ช่วยย่นเวลาการทำงานของฝ่ายการตลาดและครีเอทีฟ
“ข้อดีของการที่แกร็บให้บริการในระดับภูมิภาค คือมีตลาดขนาดใหญ่ ต้นทุนการใช้ AI ก็เฉลี่ยกันไป ถ้านำ AI มาใช้กับประเทศเดียว ต้นทุนจะแพงมาก การที่ไทยจะไปเป็นพาร์ตเนอร์กับ ChatGPT ประเทศเดียวแทบเป็นไปไม่ได้เลย”
สินเชื่อหนุนคนขับ-ร้านค้า
สำหรับพาร์ตเนอร์ “คนขับ-ร้านค้า” ที่เป็นเสาสำคัญของการให้บริการนั้นก็มีการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น ระบบจัดสรรคำสั่งซื้อแบบทันเวลาพอดี (Just-in-Time Allocation) ที่ใช้ ML ประเมินเวลาในการเตรียมอาหารก่อนจะส่งงานให้คนขับ เพื่อลดระยะเวลาการรอรับอาหารให้สั้นที่สุด
รวมถึงการพัฒนาแผนที่ในอาคาร (Indoor Map) ที่ช่วยแนะนำเส้นทางและบอกตำแหน่งของร้านอาหารภายในห้างหรืออาคาร ช่วยลดระยะเวลาในการค้นหาได้ 20% และการจัดสรรเรื่องงานพ่วงที่พยายามบาลานซ์ระหว่างรายได้ของคนขับและประสบการณ์ของลูกค้า โดยปกติระบบจะให้ควบไม่เกิน 2 งาน หรืออย่างกลุ่มเครื่องดื่มกับไอศกรีมก็ไม่ควบไม่ออร์เดอร์เพราะคุณภาพของสินค้าจะดร็อปลง
ในฝั่งของร้านค้าก็มีการนำ AI มาช่วยออกแบบภาพอาหารให้ใกล้เคียงของจริงที่สุด ช่วยดึงดูดความสนใจของลูกค้าและเพิ่มโอกาสในการขายให้กับร้านเล็ก ๆ
นอกจากนี้ ยังมีเรื่อง “สินเชื่อดิจิทัล” ที่ใช้เทคโนโลยี ML มาประเมินศักยภาพและอนุมัติวงเงินที่เหมาะสมให้กับพาร์ตเนอร์คนขับ และร้านค้า โดยพิจารณาจากข้อมูลการทำธุรกรรมบนแพลตฟอร์ม และปัจจุบันแกร็บได้ขยายวงเงินให้ร้านค้าสูงสุด 10 ล้านบาท
“ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา อัตราหนี้เสีย (NPL) ของร้านค้าอยู่ที่ 2.35% ถือว่าต่ำกว่าภาพรวมมาก ๆ เพราะการที่เขาจะเป็นหนี้เสียมีอยู่แค่ไม่กี่เหตุผล 1.ป่วย ไม่สามารถทํางานได้ และ 2.ไปต่อไม่ไหว หรือเลิกกิจการ หมายความว่าถ้าเขาจะเป็นหนี้เสียเท่ากับตัดสินใจทิ้งอาชีพของตนเอง”
“วรฉัตร” ย้ำว่า วิธีคิดในการให้สินเชื่อของแกร็บไม่เหมือนกับธนาคารทั่วไป อย่างแรกคือให้สินเชื่อเฉพาะคนขับและร้านค้าที่ประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์ม อย่างที่สองคือมีความยืดหยุ่นในการพักหนี้ เช่น เกิดเหตุน้ำท่วมแล้วขายของไม่ได้ สามารถพักหนี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการประกาศนโยบายจากแบงก์ชาติ หรือลงทะเบียนในขั้นตอนใดอีก
โตสวนเศรษฐกิจหดตัว
จากฐานข้อมูลของ Creden Data พบว่า แกร็บ ประเทศไทย สามารถพลิกทำกำไรตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา โดยในปี 2565 มีรายได้รวม 15,197 ล้านบาท กำไร 576 ล้านบาท ปี 2566 มีรายได้รวม 15,622 ล้านบาท กำไร 1,308 ล้านบาท สะท้อนถึงผลลัพธ์ของการปรับกลยุทธ์ ที่เน้นเรื่องประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
“วรฉัตร” กล่าวว่า ภาพรวมของปีนี้โตกว่าที่คาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก โดยทุกกลุ่มธุรกิจมีการเติบโตหมด ที่ใหญ่ที่สุดคือแกร็บฟู้ด ทั้งในแง่ปริมาณคนใช้ ปริมาณธุรกรรม และยอดการสั่งซื้อต่าง ๆ รองลงมาเป็นเรียกรถ แต่การให้บริการแต่ละครั้งราคาสูงโดยธรรมชาติ เพราะฉะนั้น รายได้ก็ถือว่าสูงมากเช่นกัน หรือ GrabAds ที่เป็นธุรกิจโฆษณาก็ไปได้ดี
ปัจจัยสำคัญที่มีส่วนในการหนุนรายได้ คือการเข้ามาของกลุ่มนักท่องเที่ยว โดยทุกปีจะเห็นว่านักท่องเที่ยวเข้ามาในไตรมาสหนึ่ง แล้วดรอปจนถึงสงกรานต์ และจะดรอปยาวไปจนถึงเดือน ต.ค. ถึงจะขึ้นอีกที แต่ปีนี้นักท่องเที่ยวเข้ามาต่อเนื่อง ซึ่งบริการสามารถเข้าถึงนักท่องเที่ยวได้หมด เริ่มจากเรียกรถแล้วไล่ไปที่ฟู้ดหรือมาร์ต (GrabMart)
“เราอยู่ในธุรกิจภาคบริการที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ผูกไว้กับการเข้ามาของนักท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่มกลางถึงบนที่มีกําลังซื้อก็ยังคงใช้บริการ เพราะรู้สึกถึงความสะดวกสบาย ซึ่งการเติบโตของเราได้ช่วยให้พาร์ตเนอร์เติบโตขึ้นตามไปด้วย เช่น ร้านข้าวแกงขายอาหารได้ไกลจากพื้นที่ของร้านอีก 10-15 กิโลเมตร หรือคนขับมีรายได้มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำ 2-3 เท่า”
มุมมองต่อการแข่งขัน
เรื่องการแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้วยกัน “วรฉัตร” มองว่า ถ้าเป็นบริการเรียกรถ บริษัทยังเป็นผู้นำตลาด แต่ในภาพรวมก็ถือว่าแข่งขันสูง เพราะมีแอปหน้าใหม่เข้ามาเยอะ ซึ่งสิ่งที่แกร็บโฟกัสคือเรื่องคุณภาพ ที่ต้องมาพร้อมราคาที่จับต้องได้ ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้ใช้ในประเทศ
ส่วนธุรกิจฟู้ดก็มองว่าคงแข่งกันไปเรื่อย ๆ อยู่ที่ว่าโมเดลของแต่ละคนเป็นอย่างไร ความต่างระหว่างธุรกิจแกร็บกับธุรกิจอื่น คือแต่ละบริษัทที่ทําธุรกิจฟู้ดดีลิเวอรี่ยังคงรันอยู่คนละโมเดล อย่างบริษัทมองภาพระยะยาว โฟกัสเรื่องความยั่งยืน แต่บางแพลตฟอร์มอาจมองว่าใช้ฟู้ดดีลิเวอรี่สร้างผู้ใช้ให้กับธุรกิจหลัก หรือบางแพลตฟอร์มมองว่าเน้นโตก่อนค่อยทำกําไรอีก 3-4 ปี ด้วยความที่มีหลากหลายวิธีคิด การจะบอกว่าใครเป็นผู้นำตลาดคงเป็นเรื่องที่ยาก อีกทั้งเรื่องการเก็บข้อมูลภาพรวมตลาดก็ยังไม่มีตัวกลางที่น่าเชื่อถือ
และจากประเด็นที่บริษัทแห่งหนึ่งมีการเผยแพร่ข้อมูลส่วนแบ่งการตลาดของแกร็บ โดยที่แกร็บไม่มีการเปิดเผยข้อมูลให้บุคคลภายนอก ก็อยู่ในกระบวนการทางกฎหมายแล้ว
“ถามว่าการแข่งขันรุนแรงไหม สําหรับเราถือว่าเฉย ๆ เพราะธุรกิจเราแข่งขันกันรุนแรงตลอดอยู่แล้ว”
ไม่หวั่นความท้าทาย
แม่ทัพแกร็บ ประเทศไทย ทิ้งท้ายว่า เมื่อก่อนเวลาพูดถึงความท้าทายจะมีเรื่องการแข่งขัน เงินลงทุน นโยบายภาครัฐ และพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ อย่างเรื่องนโยบายภาครัฐก็มีความสัมพันธ์กับหน่วยงานต่าง ๆ ดีมาก เห็นได้จากโปรเจ็กต์ที่ทำร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
“ตอนนี้ไม่มีอะไรที่เป็นความท้าทายสำหรับแกร็บขนาดนั้น อาจเป็นเพราะว่าเราอยู่ตรงนี้มานาน มีทีมผู้บริหารที่ทำงานร่วมกันอยู่มากมาย และเราก็โฟกัสที่เรื่องของประสิทธิภาพและการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อให้คนในอีโคซิสเต็มโตไปพร้อม ๆ กับเรา”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Grab ดึง AI เชื่อมอีโคซิสเต็ม สู้ศึกธุรกิจแพลตฟอร์มแข่งดุ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net