โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปืนใหญ่พระนารายณ์ ทำไมไปไกลถึงปารีส?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 ก.ย 2568 เวลา 17.05 น. • เผยแพร่ 13 ก.ย 2568 เวลา 17.03 น.
ออกพระวิสูตรสุนทร (โกษาปาน) ราชทูต และคณะ นำเครื่องราชบรรณาการจากสยามออกมาวางเรียงรายต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เมื่อได้เข้าเฝ้า ณ พระราชวังแวร์ซายส์ ประเทศฝรั่งเศส พ.ศ. 2229 ในภาพ (มุมขวาล่าง) มีปืนใหญ่พระนารายณ์ 2 กระบอกปรากฏอยู่ท่ามกลางสิ่งของที่นำมาถวายด้วย (ภาพจากหนังสือมองประวัติศาสตร์ไทยผ่านศัสตราวุธ)

รู้หรือไม่ “ปืนใหญ่พระนารายณ์” ที่สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา ถูกนำไปถวายถึงกรุงปารีส

คงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าจะได้ยินว่าปืนใหญ่ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ถูกส่งเข้ามายังกรุงสยามด้วยเหตุผลทางการเมือง พร้อมกับการส่งทหารเข้ามาของ นายพล เดส์ฟาร์จ เพื่อยึดเมืองบางกอกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพราะฝรั่งเศสมีอำนาจและศักยภาพมากพอที่จะกระทำได้ แต่คงเป็นเรื่องประหลาดถ้าพงศาวดารไทยก็อ้างว่าปืนใหญ่จากสยามของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ไปแผลงฤทธิ์เดชถล่มป้อมปราการที่เมืองปารีสสำเร็จมาแล้ว คงไม่มีใครกล้ายืนยันเรื่องพรรค์นั้นได้ หากแต่ว่ามันได้เกิดขึ้นจริงๆ ในช่วงปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั่นเอง

“ปืนใหญ่พระนารายณ์” ที่ปารีส เป็นเรื่องเล่าทำนองพงศาวดารกระซิบที่มัคคุเทศก์ไทยนำคณะทัวร์ไปปารีสมักจะเล่าเป็นเกร็ดสอดแทรกข้อมูลเรื่องความสัมพันธ์ไทยกับฝรั่งเศสที่รุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ครองราชสมบัติระหว่าง พ.ศ. 2199-2231) อยู่เสมอๆ แต่มักจะหลีกเลี่ยงที่จะลงลึกไปว่าปืนใหญ่จากสยามจะทรงพลังถึงขนาดนั้นเชียวหรือ? ทั้งนี้เพราะขาดข้อมูลที่จะชี้ชัดลงไปว่าปืนใหญ่เข้าไปถึงปารีสได้อย่างไร? และทำไมถูกนำไปใช้ยิงป้อมบาสตีย์ของปารีสได้?

คำตอบของคำถามนี้ทำให้จำเป็นต้องมองย้อนกลับไปยังประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็จะได้ความจริงที่ว่า ใน พ.ศ. 2228 พระองค์ทรงจัดส่งคณะทูตชุดหนึ่ง นำโดย ออกพระวิสูตรสุนทร (ปาน) เป็นราชทูต (โดยมากเป็นที่รู้จักกันในนามโกษาปาน – ผู้เขียน) ออกหลวงกัลยาราชไมตรีเป็นอุปทูต และออกขุนศรีวิสารวาจาเป็นตรีทูต เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ถึงกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยได้ออกเดินทางจากกรุงศรีอยุธยา ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2228 ถึงเมืองเบรสต์ในฝรั่งเศส วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2229

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 27 ได้บันทึกเรื่องราวของการไปครั้งนั้นไว้อย่างละเอียด เพราะเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วปารีสในสมัยนั้นถึงความวิริยะอุตสาหะของคณะราชทูตไทย และความตั้งใจอันแน่วแน่ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เรื่องของราชทูตถูกตีแผ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ของปารีส แต่รายละเอียดเรื่องปืนใหญ่เขียนไว้ต่างหากโดยข้าราชการประจำราชสำนักฝรั่งเศส ซึ่งต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นราชทูตเข้ามายังกรุงสยาม ความว่า

“หนังสือพิมพ์ชื่อ แมร์คูร์กาลัง ซึ่งเปนหนังสือพิมพ์ที่รู้ข่าวมากที่สุดในสมัยนั้น ได้เต็มไปด้วยข่าวเรื่องราชทูตสยามซึ่งเปนเรื่องที่คนทั่วไปอยากรู้ด้วยกันทุกคน และผู้ที่แต่งเรื่องลงหนังสือพิมพ์นั้น ก็ได้กล่าวว่าข้าราชการไทยเปนคนที่ดี และเปนคนที่มีความรู้ที่สุดในฝ่ายทิศตะวันออก แต่ในข่าวเรื่องเที่ยวเรื่องการรื่นเริงต่างๆ และเรื่องเบ็ดเตล็ดเท่านั้น ในสิ่งต่างๆ ที่เปนประโยชน์ในการที่ราชทูตสยามมาพูดราชการคราวนี้โดยมากไม่มีได้นึกถึงเลย

ในจดหมายเหตุที่เชอวาเลียเดอโชมองได้แต่งไว้ ได้ลงบาญชีของต่างๆ ที่พระเจ้ากรุงสยามส่งมาถวายพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส โดยเลอียดมาก คือมีคนโทน้ำทำด้วยทองคำ ขวดทองคำ ถ้วยทองคำ หีบทองคำ ตู้เล็กๆ ทำด้วยกระ หีบและโต๊ะยี่ปุ่น พรมมาจากเมืองฮินดูซตัน และพรมเมืองจีน กับเรือทำด้วยทองคำ ๑ ลำ และปืนใหญ่ปลอกเงิน ๒ กระบอก และเครื่องลายครามอย่างงามที่สุด ๑๕๐๐ ชิ้น ส่วนของที่คอนซตันตินฟอลคอนส่งมาถวายนั้นมี สายสร้อยทองคำ ถ้วยแก้ว กาใส่ชอกอเล็ต กล่องใส่ยานัตถุ์ เครื่องลายคราม ลับแล แจกัน ผ้าต่างๆ ลูกปัด นอแรด เขากระบือ และของต่างๆ อีกหลายอย่าง

นอกจากของเหล่านี้ยังมีของที่พระเจ้ากรุงสยามส่งมาพระราชทานมกุฎราชกุมารฝรั่งเศส ของที่พระราชินีสยามส่งมาพระราชทานมกุฎราชกุมารี ซึ่งมีหีบเขียนหนังสือทำด้วยกระสามหีบ และหัวใจทำด้วยเงิน ๑ อัน และยังมีของที่พระราชินีสยามส่งมาพระราชทานท่านดุกเดอบูรกอยน์ และดุกดังยูอีก กับของต่างๆ ที่คอนซตันตินฟอลคอนฝากมาให้มาควิศเดอเซงแล และมาควิศเดลครัวซี รวมทั้งสิ้นของกว่า ๓๐๐๐ สิ่ง และของบางอย่างทำด้วยฝีมืออย่างประณีตงดงามยิ่งนัก ของต่างๆ เหล่านี้ได้วางเรียงไว้ในท้องพระโรงทั้งสิ้น”

คำถามที่น่าสนใจติดตามมาคือ ทำไมสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจำเป็นต้องส่งปืนใหญ่จากสยามไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทั้งที่ฝรั่งเศสเป็นต้นแบบของการผลิตปืนใหญ่ทรงพลัง และมีเครื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ล้ำหน้ากว่าไทยมากมายนัก ทำไมไทยต้องดิ้นรนสร้างปืนใหญ่ไปข่มชาวฝรั่งเศส?

หากพิจารณาให้ดีก็จะพบคำตอบแฝงอยู่ในพงศาวดารฉบับเดียวกัน ชี้แจงว่าไม่ได้เป็นการโอ้อวดอย่างสิ้นคิดเลย แต่การส่ง “ปืนไฟ” หรือเครื่องศัสตราวุธไปถวายเจ้าผู้ครองนครนั้นเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูตในประวัติศาสตร์อยุธยาของชาวยุโรปอย่างแพร่หลาย ดังเช่น เมื่อ 500 กว่าปีมาแล้ว พระเจ้ามานูเอลที่ 1 กษัตริย์แห่งโปรตุเกส โปรดให้ผู้แทนพระองค์นำดาบมีฝักประดับด้วยอัญมณีมาถวายเป็นราชบรรณาการแด่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่ พ.ศ. 2054 แล้ว

และก่อนที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจะทรงจัดส่งปืนใหญ่ไปถวายนั้น พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ก็ทรง
เปิดฉากส่งเครื่องศัสตราวุธชนิดปืนไฟทั้งปืนพกและปืนยาวเข้ามาถวายก่อนเป็นการเริ่มต้น ดังรายละเอียดของเครื่องราชบรรณาการที่เชอวาลิเอร์ เดอ โชมองต์ ราชทูตฝรั่งเศสนำเข้ามาถวายก่อนเพื่อแสดงน้ำใจของชาวฝรั่งเศส มีรายละเอียดดังนี้

“เชอวาเลียเดอโชมองไปเปนทูตคราวนี้ ได้เชิญพระราชสาสนพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ไปถวายพระเจ้ากรุงสยามฉบับ ๑ กับนำจดหมายมองซิเออร์เดอเซงแล ถึงอรรคมหาเสนาบดีไทยอีกฉบับ ๑ ในจดหมายมองซิเออร์เซงแลนั้นมีความว่า มองซิเออร์เซงแลเสียใจมากในการที่ราชทูตสยามคราวแรกได้ไปถูกอับปาง แลแสดงความนับถือและรักใคร่ต่อพระเจ้ากรุงสยามและตัวอรรคมหาเสนาบดีด้วย

แล้วพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้มอบของให้ข้าราชการไทย นำไปถวายพระเจ้ากรุงสยามด้วย ของที่ส่งไปถวายนั้นมีกระจกเงา โคมกิ่งเชิงเทียนกิ่งทำด้วยเงิน เครื่องแก้ว ผ้าไหมทออย่างดี ๑๒ ผืน ผ้าสีแดงสีน้ำเงินและสีอื่นๆ อย่างละ ๑๐๐ หลา นาฬิกามีลูกตุ้ม ๒ เรือน นาฬิกาใหญ่ ๓ เรือนปืนพก ๘ คู่ ปืนยาว ๑๒ กระบอก และยังมีโต๊ะ ตู้เครื่องประดับเรือน พรม ดาบ พระรูปพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสทรงม้า ๓ รูป พระรูปลงยาประดับเพ็ชร์ ๒ รูป และกระเป๋าใส่เหรียญและเหรียญทองต่างๆ ๑ กระเป๋า”

นักประวัติศาสตร์ไทยค้นพบว่าปืนใหญ่ของโปรตุเกส เดินทางเข้ามาถึงอยุธยาตั้งแต่ พ.ศ. 2054 แล้ว ภายหลังการเปิดประเทศค้าขายกับโปรตุเกสในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ตัวอย่างของปืนใหญ่ (ทำด้วยเหล็ก) จากโปรตุเกสอายุราว 400 ปี ขุดพบบริเวณแนวป้อมเก่าที่ปากน้ำ ยังมีให้เห็นจนบัดนี้ กระบอกในสภาพที่สมบูรณ์มาก ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ จังหวัดสมุทรปราการ

ชาวโปรตุเกสและปืนแบบต่างๆ พร้อมเครื่องกระสุนดินปืนของโปรตุเกส จึงเป็นที่มาของการทำตำราพิชัยสงคราม การตั้งทำบัญชีพล และการรับผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้อาวุธปืนอย่างใหม่ถูกว่าจ้างเข้ามาไว้ให้ฝึกฝนถ่ายทอดวิทยาการใช้ปืน การหล่อปืนใหญ่ ตลอดถึงการรับชาวโปรตุเกสเข้าเป็นกองทหารแม่นปืนในกองทัพไทย ทั้งยังแสดงถึงการรับเอาวิวัฒนาการของอาวุธสมัยใหม่แบบยุโรปในสมัยอยุธยา ซึ่งมีการผลิตและใช้อย่างแพร่หลายไม่น้อยหน้าชาวฝรั่งเศสในทวีปยุโรปเลย

ดังนั้น เพื่อสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แล้ว เครื่องราชบรรณาการที่มีมูลค่ามากกว่า หายากกว่า และเป็นของแปลกประหลาด เช่น พรมจากอินเดีย โต๊ะจากญี่ปุ่น เครื่องลายครามจากจีน และปืนใหญ่แบบยุโรป จึงเป็นรสนิยมอันสูงส่งของราชสำนักสยาม เป็นการท้าทายความรู้สึกของชาวฝรั่งเศส และต้องการแสดงให้เห็นว่าพระเจ้ากรุงสยามก็เป็นผู้เจริญและทันสมัยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส

วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2229 (ค.ศ. 1686) พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เสด็จออกรับแขกเมือง ณ พระราชวังแวร์ซายส์ ให้คณะราชทูตไทยเข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นและเครื่องมงคลราชบรรณาการ ณ ท้องพระโรงที่เรียกกันว่า ซาลองเดอลาเป (Salon de la Paix = ห้องแห่งสันติภาพ) ในปัจจุบันเรียกว่า ห้องกระจก (Hall of Mirrors)

ปืนใหญ่พระนารายณ์ พร้อมด้วยเครื่องราชบรรณาการจำนวนมากถูกนำมาวางระเกะระกะอยู่เบื้องหน้าพระแท่นบัลลังก์ เพื่อให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทอดพระเนตร ท่ามกลางความตื่นตะลึงของบรรดาเหล่าขุนนางและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ณ ที่นั้น

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความเรื่อง “ปืนใหญ่พระนารายณ์ และธงช้างเผือกที่ปารีส เดี๋ยวนี้เหลือเพียงตำนาน” โดย ไกรฤกษ์ นานา ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม 2557 หน้า 95-100.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 21 กรกฎาคม 2560

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปืนใหญ่พระนารายณ์ ทำไมไปไกลถึงปารีส?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...