“กัลป์ กัลย์จาฤก” ทายาทรุ่นที่ 3 กับบทบาท Master of the Kantana
กัลป์ กัลย์จาฤก หรือ “คุณเต็นท์” ทายาทผู้สืบทอดอาณาจักรกันตนารุ่นที่ 3 ลูกชายของคุณจาฤก-คุณสุชีรา กัลย์จาฤก ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ กันตนา กรุ๊ป และกรรมการผู้จัดการ บริษัท กันตนา โมชั่น พิคเจอร์ส จำกัด ล่าสุดคุณเต็นท์ในฐานะ Executive Producer ได้นำผลงานซีรีส์เรื่อง “สืบสันดาน” ขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งของ Netflix ประเทศไทย และอันดับสองของ Netflix ทั่วโลกไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นผลงานออริจินัลไทยซีรีส์ ของกันตนา โมชั่น พิคเจอร์ส ที่ได้สตรีมมิงบนแพลตฟอร์ม Netflix เป็นเรื่องแรก
“สืบสันดาน” หรือ “Master of the House” เป็นซีรีส์ที่มีชื่อของผู้กำกับมากฝีมืออย่าง กานต์-ศิวโรจณ์ คงสกุล ซึ่งได้เล่าเรื่องความดีและความเลวที่มีอยู่ในตัวมนุษย์และยังมีการสืบต่อกันเป็นทอด ซึ่งมนุษย์คือผู้ควบคุมการใช้อำนาจทั้งในทางถูกและผิด รวมถึงการอยากเอาชนะ ความเกลียดชัง การหักหลัง โดยเป็นซีรีส์ที่มีทั้งความเป็นอาร์ตและแมส รวมถึงทลายขอบข่ายของความเป็นภาพยนตร์หรือละครโดยใช้วิธีการดำเนินเรื่องแบบรวดเดียว ไม่มีการแบ่งตอนหรือจังหวะเหมือนซีรีส์ทั่วไป
กว่าจะเป็น “สืบสันดาน”
“สืบสันดานเป็นซีรีส์ที่เราใช้เวลาเตรียมงานจนถึงวันออกอากาศรวมแล้วกว่า 2 ปี ด้วยการผสมผสานศาสตร์การทำละคร ซึ่งกันตนาเป็นสเปเชียลลิสต์ กับศาสตร์ของภาพยนตร์ที่เราถนัดและเรียนมาไว้ด้วยกัน โดยตั้งโจทย์ว่า อยากให้คนดูได้อะไรกลับไป ไม่ใช่แค่ดูแล้วสนุกอย่างเดียว”
คุณกานต์เล่าถึงซีรีส์เรื่องล่าสุดที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวของครอบครัวเจ้าสัวใหญ่ โดยสิ่งหนึ่งที่เขาเลือกใช้เป็นสัญลักษณ์ในการสื่อสารคือ “ผีเสื้อกลางคืน” ที่เปรียบเหมือนกับเงาของชนชั้นล่างซึ่งคนมักมองข้าม แต่ความจริงแล้ว กลับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ ซึ่งคุณเต็นท์ว่า คุณกานต์ ผู้กำกับ สามารถนำเสนอออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“เราเชื่อว่าสิ่งที่เราต้องการสื่อสาร คนดูสามารถเข้าใจได้ แม้ว่าคนดูจะแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม แต่เราใช้วิธีการสื่อสารในแบบ Commercial Art (พาณิชย์ศิลป์) ที่ทำให้คนทุกกลุ่มดูแล้วสนุก รู้สึกเอ็นจอยไปกับเรื่องราว และมีข้อถกเถียง พูดคุยกันถึงเนื้อหา
“เป้าหมายของเราคือการแสดงให้เห็นว่า คนไทยมีฝีมือ สามารถตะโกนออกไปให้ต่างชาติเห็นว่าเราทำได้ เมื่อเราได้โอกาสจาก Netflix ก็ทำให้เราได้โชว์ศักยภาพอย่างเต็มที่ และไม่ได้มีแค่เราเท่านั้นที่ทำได้ ยังมีคนไทยอีกมากมายที่ทำได้เช่นกัน เรื่องสืบสันดานทำให้อุตสาหกรรมบันเทิงบ้านเรามีชีวิตชีวามากขึ้น ต่างชาติได้รับรู้ว่าคนไทยก็มีของนะ
“ถามว่าพอใจกับซีรีส์เรื่องนี้มากแค่ไหน ผมรู้สึกพอใจมากครับ แล้วในอนาคตก็อยากพัฒนาสิ่งอื่น ๆ ให้ดียิ่งขึ้น การทำงานเรื่อง สืบสันดาน สำหรับผมมันคือความกลมกล่อม ทีมงานทุกคนเปรียบเหมือนวงดนตรีแจ๊สที่เข้าขากัน และเป็นวงที่เพอร์เฟ็กต์ ทุกคนมีจังหวะของตัวเอง แต่เมื่อมารวมกันแล้วมันคือส่วนผสมที่ลงตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผมในการทำงาน ผมเน้นเสมอว่า คนทำงานทุกคนตั้งแต่ระดับท็อปสุดไปจนถึงล่างสุดต้องมีความสุข มีแพสชันกับสิ่งที่ทำ และรู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ออกมา”
กัลป์ กัลย์จาฤก
จุดเริ่มต้นของ “กัลป์ กัลย์จาฤก” ทายาทรุ่นที่ 3
แม้จะเกิดและเติบโตในตระกูลที่ทำธุรกิจบันเทิง ซึ่งทำให้เขาได้มีโอกาสคลุกคลีกับการทำงานด้านนี้มาตั้งแต่เด็กและยังได้เริ่มต้นการเป็นนักแสดงเด็กตั้งแต่อายุ 2 ขวบ แต่เขาก็ออกตัวว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถนัด คุณเต็นท์ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายจากธุรกิจของครอบครัวโดยที่ยังไม่รู้ว่าความชอบหรือความต้องการที่แท้จริงของตัวเองคืออะไร กระทั่งวันที่เขามีโอกาสก้าวออกจากชายคา “กันตนา” แล้วไปฝึกงานในกองถ่ายภาพยนตร์ระดับโลก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทำให้คุณเต็นท์ค้นพบว่าตัวเองต้องการอะไรจริง ๆ
“การได้ออกไปฝึกงานกับกองถ่ายข้างนอก มันคือการที่เราได้ออกไปอยู่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก และเขาก็เป็นผู้กำกับระดับโลก มันคือการเปิดประสบการณ์ใหม่ ให้เราได้เห็นวิธีการทำงานที่น่าตื่นตาตื่นใจ กว่าจะถ่ายแต่ละช็อต เขาต้องใช้เวลาเซ็ตอัพกันที 4-5 ชั่วโมง ต้องปิดถนน เราได้เห็นกระบวนการของเขาทั้งหมดซึ่งมันยิ่งใหญ่มาก เลยสร้างแรงบันดาลใจให้ว่าเราก็น่าจะสามารถพัฒนาตัวเองให้ไปถึงระดับนั้นได้ ด้วยความที่เป็นคนชอบดูหนังมาก ๆ มาตั้งแต่เด็กด้วย ความรู้สึกมันก็ยิ่งมากขึ้นไปอีก”
หลังจากจบปริญญาตรีด้าน Entertainment Media หลักสูตรนานาชาติ ที่มหาวิทยาลัยมหิดล คุณเต็นท์จึงตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทด้าน Film Producing ที่ New York Film Academy ประเทศสหรัฐอเมริกา และกลับมารับช่วงธุรกิจครอบครัว โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาวงการภาพยนตร์และวงการบันเทิงสู่ระดับสากล
การเข้ามาบริหารงานเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของคุณเต็นท์ แม้จะเพิ่งเข้ามาทำหน้าที่ดูแลบริหารงานทั้งหมดอย่างเต็มตัวราว 3-4 ปี แต่ก่อนหน้านั้นเขาก็คือฟันเฟืองชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่ขับเคลื่อนธุรกิจครอบครัวให้ดำเนินต่อไปมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี
“กว่าจะมาถึงวันนี้ต้องบอกว่า ผมทำงานซึ่งมีทั้งล้มลุกคลุกคลานหลายรูปแบบมาก และจากจุดเริ่มต้นคือในยุคของคุณปู่คุณย่ามาจนถึงรุ่นผม ผมว่าการทำ Entertainment Business มันมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตัวคอนเทนต์ วิธีการทำงาน เทคโนโลยี แต่สุดท้ายแล้ว หัวใจสำคัญก็คือคอนเทนต์หรือเรื่องราว ซึ่งเราได้รับการถ่ายทอด หรือจะเรียกว่ามันเป็น DNA ที่ถูกส่งต่อกันมาจากการเรียนรู้ การเข้าใจ ด้วยการเห็นและอยู่กับมันมาตั้งแต่เด็ก ๆ และเรายังมีที่ปรึกษาเป็นครอบครัว เป็นคุณย่า คุณพ่อ คุณป้า เราถูกปลูกฝังมากับสิ่งเหล่านี้โดยไม่มีใครบังคับว่าเราต้องทำสิ่งนี้นะ
รักษาไว้ให้คงอยู่ ง่ายกว่าทำอย่างไรให้เติบโต
“ความเป็นมาของกันตนาคือธุรกิจครอบครัว แน่นอนว่าเมื่อเราก้าวเข้ามารับหน้าที่เป็นคนดำเนินการต่อ ย่อมมีการฝากฝังอยู่แล้วว่าเราต้องพัฒนามันต่อไป ซึ่งผมว่าการรักษาสิ่งที่คนรุ่นก่อนทำไว้ให้คงอยู่ ไม่ยากเท่ากับการทำอย่างไรให้เติบโตขึ้น ของเดิมที่มีอยู่แน่นอนว่าคุณภาพย่อมดีอยู่แล้ว แต่เราจะทำอย่างไรให้มีมิติที่หลากหลายกว่าเดิม”
คุณเต็นท์ว่าเป้าหมายของการเข้ามารับช่วงต่อในการสร้างกันตนาให้คงอยู่และขยายอาณาจักรต่อไป ความตั้งใจของเขาคือการทำงานให้เป็นที่รู้จัก เป็นที่ยอมรับในวงกว้างและไกลกว่าเดิมถึงระดับโลก รวมถึงการทำงานที่มีความทันสมัย โชว์ศักยภาพให้ต่างชาติได้เห็นถึงความสามารถของคนไทย โดยเขาบอกว่า ไม่ว่าจะยุคใดสมัยไหน การทำละคร ภาพยนตร์ หรือซีรีส์ต่างก็มีความยากเหมือนกัน
“ผมบอกไม่ได้เหมือนกันนะว่าต้องทำงานออกมาแบบไหนถึงจะประสบความสำเร็จ มันเป็นเรื่องที่ Subjective มาก อย่างตอนนี้ผมทำเรื่อง ‘สืบสันดาน’ ออกมาสำเร็จ แต่เรื่องต่อไปก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง”
พัฒนาการของ “กันตนา” จากรุ่นสู่รุ่น
“ถามว่าพัฒนาการการทำละครของกันตนามีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง สำหรับผม ผมว่าก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ซึ่งจริง ๆ แล้วคำว่าละคร ก็เป็นคำเรียกของคนไทย ต่างชาติไม่ได้มีคำนี้ โดยรวมแล้วมันก็คือซีรีส์ แต่มันเป็นไปในแบบฉบับของเราก็คือกันตนา ละครยุคก่อนมีการเปลี่ยนมาหลายรูปแบบ ตั้งแต่ยุคละครเพื่อสังคม ละครผี ละครมาเฟียอย่าง ‘ตี๋ใหญ่’ หรือละครโรแมนติก มันมียุคของมันอยู่แล้วตามธรรมชาติ การพัฒนาอาจจะเป็นเรื่องของโปรดักชันหรือวิธีการเล่าเรื่องมากกว่า
“สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนในเรื่องของความเปลี่ยนแปลงคือบริบท พล็อตเรื่องยังเหมือนเดิม อย่าง ‘สืบสันดาน’ พล็อตของมันก็คือเรื่องของชนชั้น การถูกกดขี่ ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อน บริบทมันอาจเป็นการถูกกดขี่เพียงฝ่ายเดียว แต่ปัจจุบันบริบทของตัวละครเปลี่ยนไป มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น เป็นมนุษย์ที่มีสีเทา ไม่ได้เลวไปเลย หรือดีอย่างเดียว นางเอกยังมีความเจ้าคิดเจ้าแค้น มีความเห็นแก่ตัว ขณะที่นางเอกยุคก่อนอย่างเรื่อง ‘ดาวพระศุกร์’ หรืออะไรก็ตาม จะเห็นเลยว่า นางเอกจะต้องแสนดีเหลือเกิน ไม่สามารถที่จะแก้แค้นใครได้ ความดีย่อมชนะทุกสิ่ง แต่ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว คนดูต้องการแอ็กชัน ต้องการเหตุและผล การที่เป็นตัวร้าย ทำไมถึงร้าย ต้องมีการแสดงให้เห็นว่าเขาถูกกระทำมาแบบนี้ สังคมทำให้เขาเป็นแบบนี้ เขาอาจจะเป็นคนไม่ดีกับคนอื่น แต่เขายังรักลูก ซึ่งก็คือมนุษย์คนหนึ่ง นี่คือบริบทของละครที่แตกต่างไปจากเดิม”
ขณะที่คุณเต็นท์เองก็มีหลักในการเลือกทำซีรีส์หรือละคร และภาพยนตร์ของตัวเอง นั่นคือการเริ่มต้นจากความชอบของเขาเองในช่วงเวลานั้น ๆ
“การทำหนัง ละคร มันคือศิลปะแขนงหนึ่ง ผมเลยเริ่มต้นจากความชอบของตัวเองก่อน ต่อจากนั้นต้องดูว่ามีใครเชื่อและให้โอกาสเราผลิตในสิ่งที่เราคิดหรือเปล่า การเริ่มต้นทำจากสิ่งที่ชอบ มันทำให้เรามีแพสชัน แต่จะทำยังไงให้ออกมาสนุก ให้คนดูดูแล้วรู้สึกอะไรอย่างไรนั้น เป็นขั้นตอนของการคิดที่ต้องใช้เวลา งานส่วนใหญ่ที่เป็นสไตล์ของผมเองที่เห็นได้ชัดเจนมากคือตัวละครจะเป็นมนุษย์สีเทา แล้วก็ออกไปทางดาร์ก ๆ อย่างแนว Horror, Suspense, Thriller ผี หรือฟิล์มนัวร์ จะเป็นทางที่ผมถนัด”
สุดท้ายคุณเต็นท์ว่า ไม่ว่าทิศทางของกันตนาภายใต้การบริหารของเขาจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ทุกคนในครอบครัว “กัลย์จาฤก” ยึดถือเป็นข้อบัญญัติมาโดยตลอดก็คือ “ความสามัคคี”
“ความสามัคคีทำให้เราทำงานร่วมกันอย่างกลมเกลียว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราต้องคุยกัน เชื่อถือซึ่งกันและกัน ไม่ทิ้งกัน เพื่อต่อยอดไปสู่เจเนอเรชันต่อ ๆ ไปให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข”
ภาพ : กัลป์ กัลย์จาฤก
เรื่อง : EnJoy