โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คอกที่ต้องล้อม กรณีไฟไหม้รถบัส

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 09 ต.ค. 2567 เวลา 12.09 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. 2567 เวลา 02.16 น.

ผมเขียนบทความนี้กลางดึกของคืนที่เด็กตาย 20 และครูตาย 3 เพราะไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษากลางถนนวิภาวดี

ความรู้สึกของผมในเวลานี้คงเหมือนคนไทยอีกเป็นล้านที่กำลังหลับใหล นั่นคือการดำดิ่งสู่ความเศร้าที่ได้ข่าวเด็กอนุบาลหลายสิบถูกไฟคลอกตายกลางวันแสกๆ กลางเมืองหลวงโดยทำอะไรไม่ได้เลย

แน่นอนว่าเราทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย แต่ไฟไหม้รถบัสคือความตายของเด็กที่ไม่ควรตายด้วยสาเหตุที่ไม่ควรเกิด

ความเศร้าสลดจึงมีมาก เช่นเดียวกับความสะเทือนใจต่อความสูญเสียของพ่อแม่และผู้ปกครองที่ต้องเสียลูกซึ่งออกจากบ้านตอนเช้าไปทัศนศึกษากับโรงเรียน แต่ตอนบ่ายกลายเป็นร่างไร้วิญญาณ

ไฟไหม้รถบัสคือความตายที่กลายเป็นความทรงจำบาดแผลของสังคม

ภาพเด็กตัวสูงไม่ถึงเอวออกันตรงทางออกฉุกเฉินกลางเปลวไฟลุกท่วมเป็นภาพซึ่งไม่มีวันลืมได้

จุดเกิดเหตุที่เป็นถนนหลักของประเทศซึ่งมีคนสัญจรทุกวันเป็นล้านๆ ทำให้เรื่องนี้ลืมยากขึ้นไปอีกจนอีกนานที่ความทรงจำบาดแผลจะเลือนหายไป

ความตายของเด็กกลุ่มนี้ทำให้ผมนึกถึงความตายที่เป็น “ความทรงจำบาดแผล” ตั้งแต่กรณีรถแก๊สระเบิดบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่จนคนตาย 88 ศพในปี 2533, โรงงานเคเดอร์ไฟไหม้คนงานตาย 188 ศพปี 2536, “แพรวา” ซิ่งชนรถตู้จนคนตายคาโทลล์เวย์ 9 ศพปี 2553 และรวมถึงคนเสื้อแดงหรือกรณีกรือเซะ-ตากใบ

ผมทราบดีว่าความตายแต่ละกรณีมีรายละเอียดต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกกรณีเหมือนกันคือเป็นความตายที่ช็อกคนเป็นล้านในสังคม, รู้ว่าต้นเหตุคือใครแต่แทบรากเลือดกว่าจะลงโทษได้ และทุกครั้งที่เกิดเหตุก็จะมีคนพูดว่าต้อง “สรุปบทเรียน” ก่อนที่จะพบว่าเหตุการณ์แบบเดียวกันเกิดซ้ำอีกในไม่กี่ปีถัดมา

ภาษาไทยมีสำนวน “วัวหายล้อมคอก” เพื่อเปรียบเทียบกับการแก้ปัญหาหลังจากที่เกิดปัญหาขึ้นแล้ว แทนที่จะป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นมา แต่ถ้าประเทศนี้มีการล้อมคอกหลังจากวัวหายจริงๆ ปัญหาที่เป็นแรงกระตุ้นให้ล้อมคอกก็ไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมอีก

ปัญหาของประเทศนี้ไม่ใช่ “วัวหายล้อมคอก” เพราะไม่เคยมีการล้อมคอกจริงๆ เพื่อป้องกันความตายที่ไม่ควรตาย

ส่วนใหญ่ที่ประเทศนี้ทำคือรัฐบาลทำท่าคุยเรื่องคอกสัก 1-2 อาทิตย์ให้คนพอใจ โซเชียลเถียงกัน 2-3 วันจนข่าวหมดอายุ หลังจากนั้นก็ไม่มีใครสร้างคอกเพื่อล้อมวัวไม่ให้หาย มีแค่ปฏิบัติการพ่นน้ำลาย

หัวใจของสังคมที่ “วัวหาย” แต่ “ไม่เคยล้อมคอก” คือการขึงขังกับการถกเถียง แต่ไม่ทำอะไร ยิ่งไปกว่านั้นคือการเถียงเป็นการผลิตซ้ำคำอธิบายที่มีตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ “วัวหาย” เพื่อสร้างคำตอบง่ายๆ โดยไม่สนใจว่าข้อเท็จจริงอย่างเป็นรูปธรรมที่ทำให้ “วัวหาย” คืออะไร เพื่อจะได้ “ล้อมคอก” ในการแก้ปัญหาได้จริงๆ

ข้อถกเถียงที่ “โซเชียล” เถียงกันเรื่องไฟไหม้รถบัสคือจะล้อมคอกโดย “ยกเลิกทัศนศึกษา” หรือ “ควบคุมคุณภาพรถ” การยกเลิกดีในแง่ป้องกันไม่ให้เด็กอันตราย แต่ยกเลิกตลอดก็ไม่ได้ แต่การควบคุมคุณภาพรถก็ไม่น่าไว้ใจในประเทศที่ใบขับขี่ซื้อได้ แม้แต่รถคันที่ไฟไหม้ก็มีหลักฐานว่าทำถูกกฎหมายทุกประการ

ปรากฏการณ์นี้ในแง่ปรัชญาเรียกว่า False Dichotomy ซึ่งเป็น “ตรรกวิบัติ” ที่ให้ “ทางเลือกลวง” ว่าทุกเรื่องที่ถกเถียงกันมีทางออกแค่ 2 อย่างที่สุดโต่งทั้งคู่ ถ้าใช้วิจารญาณก็รู้ว่าการเลือกแบบใดแบบหนึ่งใช้ไม่ได้

แต่คนส่วนใหญ่ในสังคมมักอยู่ใน False Dichotomy จนเถียงเอาเป็นเอาตายแบบไม่รู้ตัวโดยไม่จำเป็น

เพื่อที่จะล้อมคอกไม่ให้วัวหายจากกรณีไฟไหม้รถบัสนักเรียน ผมคิดว่ามีสามเรื่องที่ต้องพูดกันเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องนี้อีกเลย

1) การทัศนศึกษาจำเป็นเพราะเป็นการ “เปิดโลก” และ “เปิดประสบการณ์” ที่โรงเรียนทำให้เด็กเสมอหน้ากัน บางครอบครัวไม่มีเงินจนทำเองไม่ได้ บางครอบครัวทำไม่ได้แม้มีเงิน ทัศนศึกษาคือสวัสดิการเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กที่ทุกโรงเรียนต้องมี และรัฐบาลต้องจัดงบประมาณให้เด็กทุกคนได้โอกาสนี้เสมอภาคกัน

อย่างไรก็ดี การทัศนศึกษาหลายกรณีกลายเป็นแค่การ “เที่ยวนอกสถานที่” จึงควรมีการวางกรอบให้ชัดเจนว่า “ทัศนศึกษา” แบบไหนเหมาะกับนักเรียนอายุช่วงไหน และที่ไม่ควรมีเลยก็คือการเอาเด็กอนุบาลหรือประถมนั่งรถไปกลับวันเดียว 500 กิโลเมตรอย่างโศกนาฏกรรม 23 ศพครั้งที่ผ่านมา

ระยะทางควรเป็นเกณฑ์ทัศนศึกษาของเด็ก เด็กอนุบาลและประถมต้นนั้นไม่จำเป็นต้อง “เปิดโลก” โดยเดินทางไกลไปกลับวันเดียวเป็น 100 กิโลเมตร

แต่อาจเหมาะกว่าที่จะทัศนศึกษาในท้องถิ่นตัวเองเพื่อให้รู้จักประวัติศาสตร์ ศิลปะ สภาพแวดล้อม วัฒนธรรม ฯลฯ ที่พวกเขาอยู่ด้วยจริงๆ ในชีวิตประจำวัน

2) ประเทศไทยเป็นประเทศที่องค์การอนามัยโลกระบุว่าอันตรายจากการบาดเจ็บและเสียชีวิตบนท้องถนนสูงอันดับต้นของโลก

ถนนมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุกว่าระบบราง และรัฐบาลไทยลงทุนพัฒนาการเดินทางด้วยถนนมากกว่ารางด้วย การควบคุมไม่ให้เด็กเผชิญความเสี่ยงจากทัศนศึกษาจึงเป็นเรื่องจำเป็น

ทุกโรงเรียนต้องบริหารต้นทุนในการจัดทัศนศึกษาไม่ให้สูงกว่ารายได้โรงเรียน โรงเรียนจึงพึ่งพิงรถทัวร์เอกชนที่ทุกคนแข่งขันโดยลดต้นทุนตัวเองให้ต่ำที่สุด หรือไม่อย่างนั้นก็จ่ายใต้โต๊ะให้โรงเรียนตามที่ตกลงไว้

ระบบแบบนี้จึงไม่มีการตรวจคุณภาพ เพราะยิ่งตรวจกำไรยิ่งลดจนส่วนต่างลดลงไปด้วยโดยปริยาย

ถ้าถือว่าทัศนศึกษาคือสวัสดิการที่รัฐพึงจัดให้เด็กเหมือนการศึกษาทั่วไป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรมีหน้าที่จัดบริการนี้ด้วย เพราะครูไม่มีความรู้ในการตรวจสภาพเครื่องยนต์, ระบบไฟฟ้า, ความปลอดภัย ฯลฯ และทุกวันนี้การตรวจก็มีแค่การตรวจสภาพรถว่าเสียภาษีต่อทะเบียนถูกต้องหรือไม่เท่านั้นเอง

ถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำไม่ได้หรือไม่อยากทำ เขตพื้นที่การศึกษาซึ่งมีงบประมาณและอำนาจในการดูแลโรงเรียนทั้งจังหวัดก็ควรมีเจ้าหน้าที่ด้านนี้อย่างน้อยจังหวัดละคน

ไม่ใช่ปล่อยให้ครูและโรงเรียนทำหน้าที่นี้ซึ่งอาจสำเร็จได้พอๆ กับผิดพลาดตลอดเวลา

3) ระบบการศึกษาไทยรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง กระทรวงศึกษาธิการจึงเป็นหนึ่งในหน่วยงานราชการที่ใหญ่ที่สุดในแง่กำลังคนและงบประมาณ ขณะที่หลายประเทศในโลกไม่มีกระทรวงศึกษาฯ เลยด้วยซ้ำ เพราะถือว่าการศึกษาเป็นเรื่องของท้องถิ่น หรือไม่อย่างนั้นก็คือเป็นเรื่องของภาคเอกชนล้วนๆ ไปเลย

แม่ของเด็กคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า“โรงเรียนต่างจังหวัดบางแห่งใช้รถ 6 ล้อ เหมือนรถขนหมู วิ่งไปทัศนศึกษา 60 กิโล ไปกลับ 120 กิโล ประตูหลังเปิดไม่ได้ ลูกเด็กเล็กแดงกระเด็นออกได้ทุกช่องทาง”

ซึ่งผมมั่นใจว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยว่าโรงเรียนอยู่สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ประชาชนเลือกตั้งเอง

จะลดการรวมศูนย์ทางการศึกษาได้อย่างไรเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องคิดโดยทันที

4) ประเทศไทยไม่มีวัฒนธรรมความปลอดภัย (Safety Culture) จนในที่สุดเราไม่มีแม้แต่รถรับส่งนักเรียนที่ดี ทุกโรงเรียนใช้รถตู้ปกติดัดแปลงเป็นรถรับส่งเด็กๆ ขณะที่รถนักเรียนในต่างประเทศจะถูกออกแบบให้มีลักษณะเฉพาะ มีระบบจำกัดความเร็ว มีประตูหลังสำหรับออกฉุกเฉิน ฯลฯ ซึ่งไทยไม่มีการพูดถึงเลย

ผมจำได้ดีว่าทัศนศึกษาของผมคือการเดินทางด้วยรถทัวร์สไตล์รถทอดผ้าป่า 2 ชั้นซึ่งใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง อันตรายของรถแบบนี้ทราบกันจนไม่ต้องพูดกันแล้ว รัฐบาลไม่จริงจังในการยุติการใช้รถแบบนี้จนปล่อยใช้ไปจนกว่าทะเบียนจะหมดอายุในปี 2570 ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องยุติลงทันที

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องมีรถขนส่งนักเรียนที่ออกแบบมาเพื่อเด็กนักเรียนจริงๆ เป็นรถสำหรับเด็กที่ช่วยชีวิตเด็กได้ง่ายทันทีที่รถเกิดอุบัติเหตุ และต้องไม่มีการเอารถใช้ก๊าซหรือรถทอดผ้าป่า 2 ชั้นมาเป็นยานพาหนะในการเดินทางของเด็กนักเรียน

ทั้งหมดนี้คือคอกที่ต้องล้อมเพื่อไม่ให้ 23 ชีวิตสูญเปล่า และสังคมไทยต้องสูญเสียแบบนี้อีกต่อไป

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คอกที่ต้องล้อม กรณีไฟไหม้รถบัส

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...