คอกที่ต้องล้อม กรณีไฟไหม้รถบัส
ผมเขียนบทความนี้กลางดึกของคืนที่เด็กตาย 20 และครูตาย 3 เพราะไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษากลางถนนวิภาวดี
ความรู้สึกของผมในเวลานี้คงเหมือนคนไทยอีกเป็นล้านที่กำลังหลับใหล นั่นคือการดำดิ่งสู่ความเศร้าที่ได้ข่าวเด็กอนุบาลหลายสิบถูกไฟคลอกตายกลางวันแสกๆ กลางเมืองหลวงโดยทำอะไรไม่ได้เลย
แน่นอนว่าเราทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย แต่ไฟไหม้รถบัสคือความตายของเด็กที่ไม่ควรตายด้วยสาเหตุที่ไม่ควรเกิด
ความเศร้าสลดจึงมีมาก เช่นเดียวกับความสะเทือนใจต่อความสูญเสียของพ่อแม่และผู้ปกครองที่ต้องเสียลูกซึ่งออกจากบ้านตอนเช้าไปทัศนศึกษากับโรงเรียน แต่ตอนบ่ายกลายเป็นร่างไร้วิญญาณ
ไฟไหม้รถบัสคือความตายที่กลายเป็นความทรงจำบาดแผลของสังคม
ภาพเด็กตัวสูงไม่ถึงเอวออกันตรงทางออกฉุกเฉินกลางเปลวไฟลุกท่วมเป็นภาพซึ่งไม่มีวันลืมได้
จุดเกิดเหตุที่เป็นถนนหลักของประเทศซึ่งมีคนสัญจรทุกวันเป็นล้านๆ ทำให้เรื่องนี้ลืมยากขึ้นไปอีกจนอีกนานที่ความทรงจำบาดแผลจะเลือนหายไป
ความตายของเด็กกลุ่มนี้ทำให้ผมนึกถึงความตายที่เป็น “ความทรงจำบาดแผล” ตั้งแต่กรณีรถแก๊สระเบิดบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่จนคนตาย 88 ศพในปี 2533, โรงงานเคเดอร์ไฟไหม้คนงานตาย 188 ศพปี 2536, “แพรวา” ซิ่งชนรถตู้จนคนตายคาโทลล์เวย์ 9 ศพปี 2553 และรวมถึงคนเสื้อแดงหรือกรณีกรือเซะ-ตากใบ
ผมทราบดีว่าความตายแต่ละกรณีมีรายละเอียดต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกกรณีเหมือนกันคือเป็นความตายที่ช็อกคนเป็นล้านในสังคม, รู้ว่าต้นเหตุคือใครแต่แทบรากเลือดกว่าจะลงโทษได้ และทุกครั้งที่เกิดเหตุก็จะมีคนพูดว่าต้อง “สรุปบทเรียน” ก่อนที่จะพบว่าเหตุการณ์แบบเดียวกันเกิดซ้ำอีกในไม่กี่ปีถัดมา
ภาษาไทยมีสำนวน “วัวหายล้อมคอก” เพื่อเปรียบเทียบกับการแก้ปัญหาหลังจากที่เกิดปัญหาขึ้นแล้ว แทนที่จะป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นมา แต่ถ้าประเทศนี้มีการล้อมคอกหลังจากวัวหายจริงๆ ปัญหาที่เป็นแรงกระตุ้นให้ล้อมคอกก็ไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมอีก
ปัญหาของประเทศนี้ไม่ใช่ “วัวหายล้อมคอก” เพราะไม่เคยมีการล้อมคอกจริงๆ เพื่อป้องกันความตายที่ไม่ควรตาย
ส่วนใหญ่ที่ประเทศนี้ทำคือรัฐบาลทำท่าคุยเรื่องคอกสัก 1-2 อาทิตย์ให้คนพอใจ โซเชียลเถียงกัน 2-3 วันจนข่าวหมดอายุ หลังจากนั้นก็ไม่มีใครสร้างคอกเพื่อล้อมวัวไม่ให้หาย มีแค่ปฏิบัติการพ่นน้ำลาย
หัวใจของสังคมที่ “วัวหาย” แต่ “ไม่เคยล้อมคอก” คือการขึงขังกับการถกเถียง แต่ไม่ทำอะไร ยิ่งไปกว่านั้นคือการเถียงเป็นการผลิตซ้ำคำอธิบายที่มีตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ “วัวหาย” เพื่อสร้างคำตอบง่ายๆ โดยไม่สนใจว่าข้อเท็จจริงอย่างเป็นรูปธรรมที่ทำให้ “วัวหาย” คืออะไร เพื่อจะได้ “ล้อมคอก” ในการแก้ปัญหาได้จริงๆ
ข้อถกเถียงที่ “โซเชียล” เถียงกันเรื่องไฟไหม้รถบัสคือจะล้อมคอกโดย “ยกเลิกทัศนศึกษา” หรือ “ควบคุมคุณภาพรถ” การยกเลิกดีในแง่ป้องกันไม่ให้เด็กอันตราย แต่ยกเลิกตลอดก็ไม่ได้ แต่การควบคุมคุณภาพรถก็ไม่น่าไว้ใจในประเทศที่ใบขับขี่ซื้อได้ แม้แต่รถคันที่ไฟไหม้ก็มีหลักฐานว่าทำถูกกฎหมายทุกประการ
ปรากฏการณ์นี้ในแง่ปรัชญาเรียกว่า False Dichotomy ซึ่งเป็น “ตรรกวิบัติ” ที่ให้ “ทางเลือกลวง” ว่าทุกเรื่องที่ถกเถียงกันมีทางออกแค่ 2 อย่างที่สุดโต่งทั้งคู่ ถ้าใช้วิจารญาณก็รู้ว่าการเลือกแบบใดแบบหนึ่งใช้ไม่ได้
แต่คนส่วนใหญ่ในสังคมมักอยู่ใน False Dichotomy จนเถียงเอาเป็นเอาตายแบบไม่รู้ตัวโดยไม่จำเป็น
เพื่อที่จะล้อมคอกไม่ให้วัวหายจากกรณีไฟไหม้รถบัสนักเรียน ผมคิดว่ามีสามเรื่องที่ต้องพูดกันเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องนี้อีกเลย
1) การทัศนศึกษาจำเป็นเพราะเป็นการ “เปิดโลก” และ “เปิดประสบการณ์” ที่โรงเรียนทำให้เด็กเสมอหน้ากัน บางครอบครัวไม่มีเงินจนทำเองไม่ได้ บางครอบครัวทำไม่ได้แม้มีเงิน ทัศนศึกษาคือสวัสดิการเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กที่ทุกโรงเรียนต้องมี และรัฐบาลต้องจัดงบประมาณให้เด็กทุกคนได้โอกาสนี้เสมอภาคกัน
อย่างไรก็ดี การทัศนศึกษาหลายกรณีกลายเป็นแค่การ “เที่ยวนอกสถานที่” จึงควรมีการวางกรอบให้ชัดเจนว่า “ทัศนศึกษา” แบบไหนเหมาะกับนักเรียนอายุช่วงไหน และที่ไม่ควรมีเลยก็คือการเอาเด็กอนุบาลหรือประถมนั่งรถไปกลับวันเดียว 500 กิโลเมตรอย่างโศกนาฏกรรม 23 ศพครั้งที่ผ่านมา
ระยะทางควรเป็นเกณฑ์ทัศนศึกษาของเด็ก เด็กอนุบาลและประถมต้นนั้นไม่จำเป็นต้อง “เปิดโลก” โดยเดินทางไกลไปกลับวันเดียวเป็น 100 กิโลเมตร
แต่อาจเหมาะกว่าที่จะทัศนศึกษาในท้องถิ่นตัวเองเพื่อให้รู้จักประวัติศาสตร์ ศิลปะ สภาพแวดล้อม วัฒนธรรม ฯลฯ ที่พวกเขาอยู่ด้วยจริงๆ ในชีวิตประจำวัน
2) ประเทศไทยเป็นประเทศที่องค์การอนามัยโลกระบุว่าอันตรายจากการบาดเจ็บและเสียชีวิตบนท้องถนนสูงอันดับต้นของโลก
ถนนมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุกว่าระบบราง และรัฐบาลไทยลงทุนพัฒนาการเดินทางด้วยถนนมากกว่ารางด้วย การควบคุมไม่ให้เด็กเผชิญความเสี่ยงจากทัศนศึกษาจึงเป็นเรื่องจำเป็น
ทุกโรงเรียนต้องบริหารต้นทุนในการจัดทัศนศึกษาไม่ให้สูงกว่ารายได้โรงเรียน โรงเรียนจึงพึ่งพิงรถทัวร์เอกชนที่ทุกคนแข่งขันโดยลดต้นทุนตัวเองให้ต่ำที่สุด หรือไม่อย่างนั้นก็จ่ายใต้โต๊ะให้โรงเรียนตามที่ตกลงไว้
ระบบแบบนี้จึงไม่มีการตรวจคุณภาพ เพราะยิ่งตรวจกำไรยิ่งลดจนส่วนต่างลดลงไปด้วยโดยปริยาย
ถ้าถือว่าทัศนศึกษาคือสวัสดิการที่รัฐพึงจัดให้เด็กเหมือนการศึกษาทั่วไป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรมีหน้าที่จัดบริการนี้ด้วย เพราะครูไม่มีความรู้ในการตรวจสภาพเครื่องยนต์, ระบบไฟฟ้า, ความปลอดภัย ฯลฯ และทุกวันนี้การตรวจก็มีแค่การตรวจสภาพรถว่าเสียภาษีต่อทะเบียนถูกต้องหรือไม่เท่านั้นเอง
ถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำไม่ได้หรือไม่อยากทำ เขตพื้นที่การศึกษาซึ่งมีงบประมาณและอำนาจในการดูแลโรงเรียนทั้งจังหวัดก็ควรมีเจ้าหน้าที่ด้านนี้อย่างน้อยจังหวัดละคน
ไม่ใช่ปล่อยให้ครูและโรงเรียนทำหน้าที่นี้ซึ่งอาจสำเร็จได้พอๆ กับผิดพลาดตลอดเวลา
3) ระบบการศึกษาไทยรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง กระทรวงศึกษาธิการจึงเป็นหนึ่งในหน่วยงานราชการที่ใหญ่ที่สุดในแง่กำลังคนและงบประมาณ ขณะที่หลายประเทศในโลกไม่มีกระทรวงศึกษาฯ เลยด้วยซ้ำ เพราะถือว่าการศึกษาเป็นเรื่องของท้องถิ่น หรือไม่อย่างนั้นก็คือเป็นเรื่องของภาคเอกชนล้วนๆ ไปเลย
แม่ของเด็กคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า“โรงเรียนต่างจังหวัดบางแห่งใช้รถ 6 ล้อ เหมือนรถขนหมู วิ่งไปทัศนศึกษา 60 กิโล ไปกลับ 120 กิโล ประตูหลังเปิดไม่ได้ ลูกเด็กเล็กแดงกระเด็นออกได้ทุกช่องทาง”
ซึ่งผมมั่นใจว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยว่าโรงเรียนอยู่สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ประชาชนเลือกตั้งเอง
จะลดการรวมศูนย์ทางการศึกษาได้อย่างไรเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องคิดโดยทันที
4) ประเทศไทยไม่มีวัฒนธรรมความปลอดภัย (Safety Culture) จนในที่สุดเราไม่มีแม้แต่รถรับส่งนักเรียนที่ดี ทุกโรงเรียนใช้รถตู้ปกติดัดแปลงเป็นรถรับส่งเด็กๆ ขณะที่รถนักเรียนในต่างประเทศจะถูกออกแบบให้มีลักษณะเฉพาะ มีระบบจำกัดความเร็ว มีประตูหลังสำหรับออกฉุกเฉิน ฯลฯ ซึ่งไทยไม่มีการพูดถึงเลย
ผมจำได้ดีว่าทัศนศึกษาของผมคือการเดินทางด้วยรถทัวร์สไตล์รถทอดผ้าป่า 2 ชั้นซึ่งใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง อันตรายของรถแบบนี้ทราบกันจนไม่ต้องพูดกันแล้ว รัฐบาลไม่จริงจังในการยุติการใช้รถแบบนี้จนปล่อยใช้ไปจนกว่าทะเบียนจะหมดอายุในปี 2570 ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องยุติลงทันที
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องมีรถขนส่งนักเรียนที่ออกแบบมาเพื่อเด็กนักเรียนจริงๆ เป็นรถสำหรับเด็กที่ช่วยชีวิตเด็กได้ง่ายทันทีที่รถเกิดอุบัติเหตุ และต้องไม่มีการเอารถใช้ก๊าซหรือรถทอดผ้าป่า 2 ชั้นมาเป็นยานพาหนะในการเดินทางของเด็กนักเรียน
ทั้งหมดนี้คือคอกที่ต้องล้อมเพื่อไม่ให้ 23 ชีวิตสูญเปล่า และสังคมไทยต้องสูญเสียแบบนี้อีกต่อไป
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คอกที่ต้องล้อม กรณีไฟไหม้รถบัส
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com