โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

PTT Group ฝ่าพายุพลังงาน! ครึ่งปีหลังเดิมพันสูง 'ต้นน้ำ–เทรดดิ้ง' นำทัพ

PostToday

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สงครามในตะวันออกกลางกำลังเผาอุณหภูมิตลาดพลังงานโลกให้เดือดทะลุจุดเดือด ราคาน้ำมันพุ่ง ความเสี่ยงต้นทุนกดดัน และคำถามใหญ่กำลังถูกโยนใส่หุ้นพลังงานไทยว่า… ใครจะรอด ใครจะรุ่ง และใครกำลังเดินเข้าสู่พายุลูกใหม่?

ท่ามกลางแรงกระแทกของภูมิรัฐศาสตร์ กลุ่มบริษัทในเครือ ปตท. กลับโชว์ภาพที่น่าจับตา เมื่อผลประกอบการไตรมาส 1/2569 หลายบริษัทพลิกฟื้นแรง กำไรทะยาน ตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำที่กำลังกลายเป็นพระเอก ไปจนถึงโรงกลั่นที่โกยกำไรจากสต๊อกน้ำมันมหาศาล แต่ในอีกด้านหนึ่ง สัญญาณเตือนก็เริ่มดังขึ้น เพราะกำไรวันนี้อาจกลายเป็นแรงกดดันของวันพรุ่งนี้

เมื่อราคาน้ำมันสูงคือ "ข่าวดี" ของธุรกิจสำรวจและผลิต แต่กลับเป็น "ดาบสองคม" สำหรับโรงกลั่นและปิโตรเคมี ครึ่งปีหลัง 2569 จึงไม่ใช่แค่เกมของกำไร แต่เป็นเกมเอาตัวรอดในสมรภูมิพลังงานโลก และวัดว่าใครยืนระยะได้ยาวนานที่สุด

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ทิศทางผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าธุรกิจที่เป็นตัวชูโรงจะมาจากกลุ่มต้นน้ำหรือธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมถึงธุรกิจเทรดดิ้งน่าจะปรับตัวดี ขณะที่แนวโน้มธุรกิจทั้งปี 69 โดยรวมปีนี้น่าจะปรับตัวดีขึ้น

แนวโน้มไตรมาส 2/69 เชื่อว่าธุรกิจสำรวจและผลิตน่าจะดีขึ้น แม้ในช่วงไตรมาส 1/69 มีผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง และธุรกิจก๊าซธรรมชาติคาดว่าโรงแยกก๊าซฯยังเดินเครื่องเต็มที่ แม้ราคานำเข้าก๊าซฯอาจปรับตัวสูงขึ้น

ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีน่าจะยังคงดีต่อเนื่อง และธุรกิจรีเทลและธุรกิจไฟฟ้ายังเติบโตได้ อย่างไรก็ตามในส่วนของภาพรวมธุรกิจโรงกลั่นทั้งปีนี้มองว่ายังก้ำกึ่ง ส่วนภาพรวมทั้งปีนี้ ปตท.จะบริหารจัดการให่มีผลประกอบการที่ดีและดูแลผู้ถือหุ้นได้

ปตท. ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 มีกำไรสุทธิ 25,738.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.39% จากช่วงเดียวกันปีกอ่นที่ 23,315.48 ล้านบาท ด้านกําไรจากการดําเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจําหน่าย ต้นทุนทาง การเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) รวมการปรับปรุงผลกระทบจากการป้องกันความเสี่ยง จํานวน 115,879 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21,379 ล้านบาท หรือ 22.6% จากในไตรมาส 1/68 ที่จํานวน 94,500 ล้านบาท

ท่ามกลางความไม่สงบในตะวันออกกลาง ปตท. ยืนยันความพร้อมดูแลความมั่นคงพลังงานไทย ด้วยเครือข่ายจัดหาน้ำมันดิบทั่วโลก สามารถหาทดแทนแหล่งตะวันออกกลางได้รวดเร็ว พร้อมเดินเครื่องโรงกลั่นเต็มกำลังกว่า 100% และปรับแผนจัดหาก๊าซ LNG จากนอกตะวันออกกลาง เพื่อให้ไฟฟ้า อุตสาหกรรม และ LPG มีใช้อย่างต่อเนื่อง

ปตท.ยังเตรียมสภาพคล่องกว่า 230,000 ล้านบาท รองรับต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าธุรกิจตามแผน ทั้งเร่งขยาย LNG สู่ระดับโลก ดันความร่วมมือปิโตรเคมี และใช้ AI–Digital เพิ่มประสิทธิภาพองค์กร ขณะที่ฐานะการเงินยังแข็งแรง จ่ายปันผลรวม 2.30 บาทต่อหุ้น รวมถึงปันผลพิเศษครั้งแรก สะท้อนความพร้อมรับมือวิกฤตและเติบโตระยะยาว

PTTEP ดาวเด่น ยอดขาย Q2/69 นิวไฮต่อเนื่อง

นายเสริมศักดิ์ สัจจะวรรณกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการเงิน PTTEP เผยในงาน Earnings Call คาดปริมาณการขายในช่วงไตรมาส 2/69 จะทำสถิติสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) ต่อเนื่อง ตั้งเป้า 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน จากไตรมาส 1/69 ทำได้ 553,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เนื่องจากแหล่งน้ำมันดิบในทวีปแอฟริกาเพิ่มขึ้น ประกอบกับการเร่งผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนทั้งปี 69 คาดปริมาณขายเฉลี่ยอยู่ที่ 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปี 68 ทำได้ 509,906 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ผลจากดีล M&A ในช่วงก่อนหน้านี้ที่จะทยอยรับรู้เต็มปีภายในปีนี้ รวมถึงการเร่งปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยด้วย

โดยราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบในไตรมาส 2/69 คาดแตะระดับ 90-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 87.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากผลกระทบสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ส่วนราคาเฉลี่ยทั้งปี 69 คาดอยู่ที่ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทำให้คาดว่าแนวโน้มราคาน้ำมันในช่วงครึ่งปีหลังจะทยอยปรับตัวลดลง

ราคาก๊าซธรรมชาติในไตรมาส 2/69 และตลอดทั้งปี 69 คาดแตะระดับ 6 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู (MMBTU) เพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ ส่วนต้นทุนการดำเนินงานยังคงรักษาระดับค่าใช้จ่ายและบริหารต้นทุนไว้ที่ 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยอัตรากำไรที่ก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายได้ (EBITDA) ปี 69 คาดรักษาระดับการเติบโตอยู่ที่ 70%

TOP กำไร Q1/69 โต 455%

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 1/69 มีกำไรสุทธิ 19,481.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 455.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 3,503.51 ล้านบาท ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามแรงหนุนหลักจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์รับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมันสุทธิจากการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป ทำให้กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 31,641 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25,179 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อน อย่างไรก็ตาม กลุ่มไทยออยล์รับรู้ขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมเครื่องมือทางการเงิน 8,582 ล้านบาท แม้จะมีกำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ 2,436 ล้านบาท

รายได้จากการขายของกลุ่มไทยออยล์ในไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 114,809 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,539 ล้านบาท ตามปริมาณวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตที่เพิ่มขึ้น และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง

กลุ่มไทยออยล์มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 9.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซลกับน้ำมันดิบดูไบที่สูงขึ้นจากภาวะอุปทานตึงตัวจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ กำไรขั้นต้นของธุรกิจอะโรเมติกส์ยังปรับเพิ่มขึ้น จากส่วนต่างราคาสารพาราไซลีนกับน้ำมันเบนซิน 95 ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามอุปสงค์ที่ดีขึ้นในอินเดียและจีน รวมถึงกำไรขั้นต้นจากธุรกิจผลิตสาร Linear Alkyl Benzene (LAB) ที่สูงขึ้นจากภาวะอุปทานตึงตัว และกำไรขั้นต้นของธุรกิจผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากอัตรากำไรของผลิตภัณฑ์พลอยได้และกลุ่มผลิตภัณฑ์เฉพาะทางที่ปรับตัวดีขึ้น

แนวโน้มค่าการกลั่นปี 69

ไทยออยล์ มองแนวโน้มค่าการกลั่นในแต่ละไตรมาสของปี 2569 จะมีความผันผวนตามสถานการณ์ตลาด โดยเฉพาะจากความไม่แน่นอนของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีค่าการกลั่นอยู่ในระดับสูง และมีกำไรจากสต็อกน้ำมัน ซึ่งเกิดจากการจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าตามแนวทางการดำเนินธุรกิจปกติประมาณ 1-2 เดือน ทำให้ต้นทุนที่รับรู้ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบัน

ต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน อาทิ ต้นทุนน้ำมันดิบ และส่วนต่างราคาน้ำมันดิบ (Crude Premium) ที่สะท้อนค่าความเสี่ยงจากภาวะสงคราม (War Risk Premium) คาดว่าจะทยอยสะท้อนในผลการดำเนินงานตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 ถึงครึ่งหลังของปี 2569 ตามรอบการจัดหาน้ำมันดิบ ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลให้ค่าการกลั่นปรับตัวลดลง

ภายใต้สมมติฐานที่อ้างอิงข้อมูลจากภาวะตลาดและแหล่งข้อมูลวิจัยที่เกี่ยวข้อง ไทยออยล์คาดว่าอาจรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันในช่วงไตรมาส 2/2569 และต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงหลังสถานการณ์คลี่คลาย

โรงกลั่นอาจต้องรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน เนื่องจากน้ำมันดิบที่เข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นน้ำมันดิบที่มีการจัดซื้อล่วงหน้าในช่วงที่สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและมีความผันผวนสูง ทั้งนี้ เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายลง ก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง ส่งผลต่อการขาดทุนสต็อกน้ำมันในอนาคต

PTTGC เสี่ยงขาดทุนสต๊อกน้ำมัน Q2/69

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/69 พลิกมีกำไรสุทธิที่ 3,231.75 ล้านบาท จากปีก่อนขาดทุน 2,567 ล้านบาท หนุนจากรายได้ขายรวม 146,936 ล้านบาทที่เพิ่มขึ้น ตามราคาผลิตภัณฑ์อิงน้ำมันดิบและปริมาณขายที่สูงขึ้น หลังโรงกลั่นและโรงอะโรเมติกส์กลับมาเดินเครื่องปกติ

ขณะที่ผลประกอบการหลัก (Adjusted EBITDA) ไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 14,846 ล้านบาท ได้แรงหนุนจากธุรกิจโอเลฟินส์–โพลิเมอร์ อะโรเมติกส์ และโรงกลั่นที่ส่วนต่างราคาดีขึ้น รวมถึงกำไรสต๊อกน้ำมันและปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือกว่า 7,182 ล้านบาท แม้มีผลกระทบจากตราสารอนุพันธ์และค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างธุรกิจ ส่วนสินทรัพย์รวมสิ้นไตรมาส 1/69 เพิ่มเป็น 662,742 ล้านบาท เติบโต 9% จากสิ้นปีก่อน

นางทวิรัศมิ์ โฆษิตบันเทิง ผู้จัดการฝ่าย การเงินองค์กรและนักลงทุนสัมพันธ์ PTTGC เผยในงาน Earnings Call มองว่าในไตรมาส 2/69 มีความเสี่ยงและความผันผวน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นที่มีความเสี่ยงเรื่องต้นทุนมันดิบและ Crude Premium ที่สูงขึ้น หลังจัดหาวัตถุดิบล่วงหน้าช่วงมี.ค.–เม.ย. ทำให้ธุรกิจโรงกลั่นมีความผันผวนและอาจเสี่ยงขาดทุนสต็อกหากราคาน้ำมันปรับลงแรง แม้คาดราคาน้ำมันดิบไตรมาส 2/69 จะอ่อนตัวมาที่ราว 100 ดอลลาร์/บาร์เรล และเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 85–89 ดอลลาร์/บาร์เรล

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจปิโตรเคมีโดยเฉพาะโอเลฟินส์มีแนวโน้มดีขึ้นจากราคาผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น และบริษัทได้เปรียบด้านความยืดหยุ่นวัตถุดิบ ขณะเดียวกันบริษัทรับรู้กำไรขายหุ้นไทย แทงค์เทอร์มินัลกว่า 3,300 ล้านบาทในไตรมาส 1/69 เดินหน้าแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสดอีก 20,000 ล้านบาท ลดค่าใช้จ่าย 4,000 ล้านบาท

และศึกษาความร่วมมือกับ "บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC" เพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจโอเลฟินส์–พอลิโอเลฟินส์ คาดสรุปผลได้ปลายไตรมาส 3/69

GPSC ยังโต แต่จับตาต้นทุนก๊าซ

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 1,719 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหลักมาจากเงินปันผลและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่ดีขึ้น

บล.ทิสโก้ แนะนำซื้อ GPSC มูลค่าที่เหมาะสม 40.00 บาท คาดว่ากำไรไตรมาส 2/69 จะทรงตัวถึงอ่อนลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) มาร์จิ้นของ SPP มีความเสี่ยงด้าน downside จากต้นทุนก๊าซและถ่านหินที่อาจเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ CFXD อาจเผชิญสภาพลมที่อ่อนลงตามฤดูกาล

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันบางส่วนอาจถูกชดเชยด้วยส่วนแบ่งกำไรจาก Xayaburi ที่แข็งแกร่งขึ้นเมื่อเข้าสู่ฤดูน้ำ และ AEPL อาจได้ประโยชน์จากสภาพรังสีแสงอาทิตย์ที่ดีขึ้น ความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความผันผวนทางเศรษฐกิจมหภาค อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นหรือเงินบาทที่อ่อนค่า และต้นทุนก๊าซที่เพิ่มขึ้น

IRPC แรงหนุนกำไรสต๊อกเริ่มหมด

บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 ที่ 7.9 พันล้านบาท พลิกจากขาดทุน 574 ล้านบาทในไตรมาส 4/68 และขาดทุน 1.2 พันล้านบาทในไตรมาส 4/68 ธุรกิจปิโตรเคมีที่อ่อนแอกว่าคาด ถูกชดเชยด้วยค่าการกลั่น (GRM) ของธุรกิจปิโตรเลียมที่ดีกว่าคาด

การพลิกฟื้นทั้ง QoQ และ YoY มาจากการปรับตัวดีขึ้นของทั้งการดำเนินงานหลักและรายการพิเศษ ส่วนกำไรสุทธิมีกำไรจากสินค้าคงคลัง 10.1 พันล้านบาท ซึ่งถูกหักล้างบางส่วนด้วยการขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง 2.3 พันล้านบาท หากไม่รวมรายการเหล่านี้ กำไรหลักอยู่ที่ 1.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 113% QoQ และพลิกจากขาดทุนหลัก 2.4 พันล้านบาทในไตรมาส 4/68

บล.ทิสโก้ แนะนำถือ IRPC มูลค่าที่เหมาะสม 1.88 บาท คาดว่าโมเมนตัมกำไรจะอ่อนลงจากไตรมาสก่อนหน้าในไตรมาส 2/69 จากการไม่มีหรือการกลับสู่ภาวะปกติของกำไรสต๊อกน้ำมัน รวมถึงการทยอยสะท้อนต้นทุน crude premium ที่สูงขึ้น ปัจจัยลบเหล่านี้อาจถูกชดเชยบางส่วนจากค่าการกลั่นที่ยังแข็งแกร่ง และการทยอยรับรู้ราคาปิโตรเคมีที่สูงขึ้น

จากการนำผลประกอบการไตรมาส 1/69 และการคาดการณ์ค่าการกลั่นที่สูงขึ้นมาปรับประมาณการ ฝ่ายวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 69-71 ส่งผลให้มูลค่าที่เหมาะสมใหม่เพิ่มเป็น 1.88 บาท อิง EV/core EBITDA ปี 69 ที่ 6 เท่า หรือ 2 SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ความเสี่ยงด้านบวกสำคัญ ได้แก่ ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าคาด และอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงกว่าคาด.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...