จับตา 4 ความเสี่ยงใหญ่กระทบตลาดหุ้นโลก ส่องทางรอดครึ่งปีหลังเกาะขบวน AI Super Cycle
แม้ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ตลาดการเงินทั่วโลกจะเผชิญกับความผันผวนจากหลากหลายปัจจัย ทั้งสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางดอกเบี้ย แต่ตลาดหุ้นหลายแห่งยังคงสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) ได้อย่างต่อเนื่อง
ประเด็นสำคัญ
- สแกนตลาดหุ้นทั่วโลก เน้นจับจังหวะสลับกลุ่มลงทุน
- 4 ปัจจัยเสี่ยงกับปัจจัยบวก ที่ต้องจับตาในครึ่งปีหลัง
- แนะกระจายความเสี่ยง พร้อมเปิดประตูสู่เมกะเทรนด์ผ่าน DR23
ศรัณย์ โพธิวิรัตนานนท์, CFA, FRM ผู้อำนวยการอาวุโส Proprietary Trading Department, InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX ให้สัมภาษณ์ในนรายการ Morning Wealth ถึงมุมมองทิศทางการลงทุนในไตรมาสที่ 3 ว่า สาเหตุที่ตลาดหุ้นยังคงทำนิวไฮ เป็นเพราะตลาดให้น้ำหนักกับผลประกอบการและทิศทางของเศรษฐกิจโลก มากกว่าการตอบสนองต่อข่าวร้ายเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 3 นี้ ตลาดอาจเริ่มมีการย่อตัวและคงตัว โดยเม็ดเงินจะไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มีปัจจัยสนับสนุนชัดเจนมากขึ้น
สแกนตลาดหุ้นทั่วโลก เน้นจับจังหวะสลับกลุ่มลงทุน
- สหรัฐอเมริกา: หุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง ทำให้เกิดภาวะนักลงทุนแห่กระจุกตัว (Crowded Trade) ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกเทขายหากมีข่าวลบแม้เพียงเล็กน้อย กลยุทธ์ที่แนะนำคือการ จับจังหวะสลับกลุ่มลงทุน (Rotate) เข้าสู่กลุ่มซอฟต์แวร์ ที่ได้ประโยชน์จาก AI และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้จริง รวมถึง กลุ่ม Healthcare ซึ่งเป็นหุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive) ที่มีกำไรสม่ำเสมอ ซึ่งมักจะทำผลงานได้ดีในช่วงตลาดผันผวน
- ยุโรป: เป็นตลาดที่มีความท้าทายจากเศรษฐกิจที่เปราะบางและเงินเฟ้อที่กลับมาสูงขึ้น ทำให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น แต่ยังมีปัจจัยบวกจากนโยบายการคลังของเยอรมนีและการเติบโตของกำไรต่อหุ้นที่ยังดีอยู่ แนะนำให้เลือกลงทุนเฉพาะกลุ่ม (Selective Buy) ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรม (Industrial), กลุ่มธนาคาร (Bank) และกลุ่มวัสดุ (Material)
- ญี่ปุ่น: เป็นตลาดที่ InnovestX ชื่นชอบ เนื่องจากมีการปฏิรูปธรรมาภิบาลบริษัท (Corporate Governance) การซื้อหุ้นคืน และการเพิ่มผลตอบแทน (ROE) ที่สูงขึ้น โดยมี 2 ธีมหลักที่น่าสนใจคือ หุ้นในห่วงโซ่อุปทาน AI ด้านเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ และหุ้นกลุ่มที่พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) ที่มีมูลค่าไม่แพงและได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
- จีน: ภาพรวมค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นและสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ (New Quality Productive Forces) เช่น AI และหุ่นยนต์ แนะนำให้ลงทุนใน หุ้นจีน A-Shares (ดัชนี CSI 300) ในขณะที่ฝั่งฮ่องกงยังคงมีแรงกดดันด้านเทคโนโลยี จึงควรปรับลดน้ำหนักและมองเป็นการลงทุนระยะกลางถึงยาว
4 ปัจจัยเสี่ยงกับปัจจัยบวก ที่ต้องจับตาในครึ่งปีหลัง
ในด้านความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง ได้แก่
- ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก (Fed, ECB, BOJ) ที่อาจชะลอการลดดอกเบี้ยหรือปรับขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากเงินเฟ้อสูงกว่าคาด ซึ่งจะกดดันบริษัทที่มีหนี้สูงและหุ้นที่มีมูลค่าแพง
- ปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่ก่อให้เกิดภัยแล้ง ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูงขึ้น กระทบต้นทุนผู้ผลิตอาหารและเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ
- นโยบายภาษีของสหรัฐฯ (Section 301) ที่มีความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยการเลือกตั้ง
- ราคาน้ำมันและสถานการณ์ตะวันออกกลาง หากยืดเยื้อและราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น จะกระทบต้นทุนภาคขนส่ง โลจิสติกส์ และกดดันเงินเฟ้ออีกครั้ง
ส่วนปัจจัยบวกที่สนับสนุนตลาด ได้แก่
- วัฏจักรการลงทุน AI (Super Cycle) ที่ไม่ใช่แค่กระแส แต่สร้างผลผลิต (Productivity) ให้ภาคธุรกิจได้จริง ทำให้เกิดการลงทุนจากบริษัทเทคฯ ขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง
- การเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ (รวมถึงประเทศไทย) ที่เน้นโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะหนุนภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้าง
- การเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่หากผลออกมาในลักษณะที่ไม่มีพรรคใดครองอำนาจเบ็ดเสร็จในสภา (Gridlock) ตามสถิติแล้วมักจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้น
แนะกระจายความเสี่ยง พร้อมเปิดประตูสู่เมกะเทรนด์ผ่าน DR23
สำหรับกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง ศรัณย์ แนะนำให้มีการกระจายการลงทุน (Diversification) ไปในหลายประเทศที่มีจุดเด่นแตกต่างกัน เน้นการลงทุนระยะยาว ไม่ไล่ราคาหุ้นที่ขึ้นแรง และใช้วิธีทยอยสะสมการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ (DCA) เพื่อลดความผันผวน
สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการคว้าโอกาสในหุ้นแห่งอนาคต สามารถลงทุนผ่าน DR (Depositary Receipt) ซึ่งสามารถซื้อขายได้ด้วยเงินบาทผ่านบัญชีหุ้นไทย โดยมีข้อดีคือได้รับยกเว้นภาษีจากการลงทุนต่างประเทศ (Capital Gain Tax) ปัจจุบัน InnovestX มีการออก DR ภายใต้สัญลักษณ์ต่อท้าย “23” ครอบคลุมทั้งตลาดสหรัฐฯ ฮ่องกง จีน และญี่ปุ่น รวมกว่า 85 ตัว
ล่าสุด InnovestX ได้เปิดตัว DR ใหม่อีก 9 ตัว เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักลงทุน ตั้งแต่กลุ่มที่เน้นเงินปันผล (Stable Income), กลุ่มเติบโตต่อเนื่อง (Steady Growth) ไปจนถึงกลุ่มศักยภาพสูง (High Potential Growth) โดยมีธีมไฮไลต์ที่น่าจับตาคือ เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Computing) ผ่าน DR IONQ23 และ อุตสาหกรรมอวกาศ (Space Industry) ผ่าน DR RKLB23 (Rocket Lab) และกำลังเตรียมนำ SpaceX เข้ามาให้นักลงทุนไทยได้เลือกลงทุนในเร็วๆ นี้
ทั้งนี้ การลงทุนใน DR ยังคงมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ต่างประเทศอ้างอิง, อัตราแลกเปลี่ยน, ความเสี่ยงของผู้ออกตราสาร และสภาพคล่อง นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน