ปกรณ์ เล็งใช้ระบบประกันสุขภาพ ดันเออร์ลี่รีไทร์ 5000 คน สั่งคุมงบหลังพุ่งแตะ 70%
ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ สั่งศึกษาแนวทางดึงระบบประกันสุขภาพต่างประเทศมาใช้ ดันเออร์ลี่รีไทร์นำร่อง 5,000 คนในปีงบฯ 2570 หวังแก้ปัญหารายจ่ายบุคลากรรัฐพุ่งสูงเกิน 70%
หลังจาก นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เปิดเผยการประชุม สั่งการให้สำนักงาน ก.พ. กรมบัญชีกลาง และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ศึกษาแนวทางนำระบบประกันสุขภาพมาใช้แทนระบบเบิกจ่ายสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการแบบเดิม
ก่อนเข้าสู่วาระเพื่อพิจารณา ประธาน ก.พ. ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติรับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยงบประมาณรายจ่ายประจํามีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของงบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาล และบําเหน็จ บ่านาญ รวมเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70
ดังนั้นจึงจําเป็นต้องมีการดําเนินมาตรการเพื่อควบคุม ขนาดกําลังคนและค่าใช้จ่ายภาครัฐอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการนําเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการปฏิบัติงาน การปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานราชการบริหารส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในภูมิภาคเพื่อควบคุมไม่ให้มีการเพิ่มและปรับลดจํานวนลงให้ได้มากที่สุด โดยขอให้สํานักงาน ก.พ. และสํานักงาน ก.พ.ร. ร่วมกันวางแผนการดําเนินการ ในเรื่องดังกล่าว และนําเสนอ ก.พ. เพื่อพิจารณาต่อไป
สําหรับเรื่องมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือEarly Retirement ขอให้สํานักงาน ก.พ. เร่งดําเนินการให้มีผลในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อแสดงถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่จะผลักดันเรื่องนี้ อย่างจริงจัง ส่วนในเรื่องสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ขอให้สํานักงาน ก.พ. ร่วมกับกรมบัญชีกลาง และสํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ศึกษาวิธีการนําระบบ
ประกันสุขภาพมาใช้เพื่อทดแทนระบบปัจจุบัน
ส่วนกรณีทุจริตการสอบเข้ารับราชการที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่ในปัจจุบัน แม้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสํานักงาน ก.พ. แต่เรื่องดังกล่าวก่อให้เกิดทัศนคติเชิงลบแบบเหมารวม ส่งผลกระทบถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อระบบราชการอย่างรุนแรง จึงขอให้สํานักงาน ก.พ. ประสานกับสมาคม องค์กร หรือกลุ่มข้าราชการต่าง ๆ ดําเนินการในเชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาศักดิ์ศรีของข้าราชการ พลเรือนในภาพรวมต่อไป
นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้สํานักงาน ก.พ. ดําเนินการเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบพนักงานราชการเพื่อให้การโอนย้ายหรือสับเปลี่ยนตําแหน่งมีความยืดหยุ่นและคล่องตัว มากยิ่งขึ้น รวมถึงการทบทวนอัตราเงินเพิ่มสําหรับข้าราชการที่ประจําอยู่ในต่างประเทศให้มีความสอดล้องกับ สถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นซึ่งอัตราค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นมาก
ล่าสุด นายปกรณ์ ให้สัมภาษณ์ในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ระบุไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คนเสียภาษีน้อยลง แต่งบรายจ่ายบุคลากรภาครัฐและค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นทุกปีสวนทางกับรายได้รัฐ จำเป็นต้องหาทางแก้ไขโครงสร้างจริงจัง เตรียมนำร่องมาตรการเออร์ลี่รีไทร์ด้วยความสมัครใจประมาณ 4,000 – 5,000 คน เปิดทางให้คนรุ่นใหม่ที่มีทักษะใหม่เข้ามาทำงานให้ระบบราชการทันสมัยมากขึ้น
พร้อมเดินหน้าหารือกรมบัญชีกลาง กบข. และ คปภ. ศึกษาการเปลี่ยนสวัสดิการรักษาพยาบาลที่ดูแลครอบคลุมถึงพ่อ แม่ ลูก ภรรยา และสามี ไปใช้ระบบประกันสุขภาพเหมือนต่างประเทศ มองว่าจะเกิดประโยชน์มากกว่าการใช้ระบบเหมาจ่ายในปัจจุบันที่สิทธิ์ต่าง ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ
ทั้งนี้ย้ำว่าทุกอย่างยังอยู่ในกระบวนการศึกษา ต้องคิดให้รอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบสิทธิ์เดิมของพ่อ แม่ ลูก รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นลม รักษาไม่ให้ฝีแตกก่อนแล้วค่อยมารักษา เพื่อไม่ทิ้งภาระก้อนใหญ่ให้ลูกหลานในอนาคต
ข้อมูลจาก : ปกรณ์ นิลประพันธ์ – Pakorn Nilprapunt
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง