โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ใครนอนใน "เวลานี้" เป็นประจำ เสี่ยงเบาหวานสูงขึ้นถึง 50% วิจัยชี้หลับครบ 8 ชม.ก็ไม่ช่วย?!

sanook.com

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
ระวัง! เผยพฤติกรรมการนอนที่กระตุ้น

เช็กพฤติกรรมด่วน! แพทย์เตือนคนชอบ "นอนตื่นสาย-นอนดึก" เสี่ยงเป็นเบาหวานพุ่งสูงขึ้น 50%

ในความเข้าใจของคนทั่วไป โรคเบาหวานมักจะถูกผูกโยงเข้ากับพฤติกรรมการกินของหวานหรือแป้งมากเกินไป แต่รู้หรือไม่ว่า ล่าสุดมีผลงานวิจัยทางการแพทย์ออกมายืนยันแล้วว่า นาฬิกาชีวิตและเวลานอน มีความสัมพันธ์โดยตรงต่อการกระตุ้นให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สูงขึ้นอย่างน่ากลัว โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมชอบนอนดึกและตื่นสาย

เผยผลวิจัยยุโรป: ยิ่งนอนดึก ยิ่งอ้วนลงพุงและอินซูลินดื้อ

ในการประชุมวิชาการประจำปีครั้งที่ 60 ของสมาคมเพื่อการศึกษาโรคเบาหวานแห่งยุโรป (EASD 2024) คณะนักวิจัยจากประเทศเนเธอร์แลนด์ได้นำเสนอรายงานวิจัยที่น่าสนใจ ซึ่งศึกษาผ่านโครงสร้างทางระบาดวิทยาในกลุ่มประชากรที่มีภาวะอ้วนมากกว่า 5,000 คน

ผลการศึกษาชี้ชัดว่า กลุ่มคนที่ชอบเข้านอนดึกและตื่นนอนสาย มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับ "กลุ่มอาการอ้วนลงพุงหรือโรคระบบเผาผลาญพัง" (Metabolic Syndrome) สูงมาก โดยดัชนีมวลกาย (BMI) จะเพิ่มสูงขึ้นและมีขนาดรอบเอวที่ใหญ่กว่ากลุ่มคนตื่นเช้าอย่างเห็นได้ชัด และที่น่าตกใจคือ คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงในการพัฒนาไปสู่โรคเบาหวานชนิดที่ 2 สูงขึ้นถึง 50%

นาฬิกาชีวิต (Biological Clock) คือกลไกหลักที่ควบคุมวัฏจักรการหลับ-ตื่น, อุณหภูมิร่างกาย รวมถึงการหลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ การนอนดึกเรื้อรังจะเข้าไปรบกวนระบบนี้ ทำให้เกิดภาวะฮอร์โมนแปรปรวน ส่งผลให้ความไวต่ออินซูลินลดลง (Insulin Resistance) ร่างกายจึงไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้

นอนครบ 8 ชั่วโมงในเวลากลางวัน ทดแทนการนอนกลางคืนได้ไหม?

หลายคนมักคิดว่าตราบใดที่ตนเองนอนหลับครบ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ไม่ว่าจะนอนตอนตี 2 แล้วไปตื่นตอน 10 โมงเช้า ก็คงมีค่าเท่ากับการนอนตอน 4 ทุ่มแล้วตื่น 6 โมงเช้า แต่ในแง่ของสรีรวิทยาแล้วเป็นความคิดที่ผิด

คนที่ชอบนอนดึกมักจะพ่วงมาด้วยพฤติติกรรมทำลายสุขภาพอื่น ๆ โดยไม่รู้ตัว เช่น การกินมื้อดึก และการขาดการออกกำลังกาย ซึ่งกระตุ้นให้ระบบประสาทซิมพาเธติกทำงานหนักเกินไป ส่งผลให้เกิดความดันโลหิตสูงและโรคอ้วนตามมา นอกจากนี้ ระบบซ่อมแซมตัวเองของอวัยวะภายในส่วนใหญ่จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดก่อนเวลา 03.00 น. ดังนั้น คุณภาพการนอนในช่วงเวลา 23.00 - 03.00 น. จึงมีความสำคัญสูงสุดต่อสุขภาพในระยะยาว

5 ทริคเด็ดช่วยปรับคุณภาพการนอนให้นอนหลับลึกและห่างไกลโรค

สำหรับผู้ที่หลีกเลี่ยงการนอนดึกไม่ได้เนื่องจากภาระหน้าที่หรือตารางงาน แนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดความเสียหายของร่างกายดังนี้:

  • แปรงผมก่อนนอน: ใช้เวลาประมาณ 3-5 นาทีในการหวีผมเบา ๆ ก่อนนอน เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบริเวณหนังศีรษะและทำให้ระบบประสาทผ่อนคลาย
  • นวดกดจุดผงฉือ (Feng Chi): ใช้หัวแม่มือทั้งสองข้างกดและนวดคลึงบริเวณจุดผงฉือ (รอยบุ๋มท้ายทอยสองข้างใต้ฐานกะโหลกศีรษะ) ประมาณ 3 นาที จะช่วยลดความเหนื่อยล้าและทำให้นอนหลับง่ายขึ้น
  • ฝึกหายใจด้วยท้อง: นอนหงายแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ให้ท้องป่องออกช้า ๆ จากนั้นผ่อนลมหายใจออกให้ท้องยุบลง วิธีนี้จะช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ คลายความวิตกกังวล และส่งสัญญาณให้ร่างกายพร้อมนอนหลับ
  • รับแสงแดดช่วงกลางวัน: พยายามออกไปเดินเล่นรับแสงแดดตามธรรมชาติอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงในตอนกลางวัน แสงแดดจะกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเมลาโทนินออกมามากขึ้นในเวลากลางคืน ทำให้นอนหลับได้สนิทขึ้น
  • จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม: ห้องนอนต้องมืดและเงียบ ปิดไฟและงดส่องหน้าจอมือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอนอย่างน้อย 30 นาที และหลีกเลี่ยงการซื้อสารเมลาโทนินหรือยานอนหลับมาทานเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

แหล่งข้อมูลอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ (References):

  • European Association for the Study of Diabetes (EASD 2024). รายงานการวิจัยทางระบาดวิทยาในประเทศเนเธอร์แลนด์ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการนอนดึกกับอัตราการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2
  • Psychology & Aging Clinical Sleep Research. รายงานการวิเคราะห์กลไกนาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythms) ที่มีอิทธิพลต่อความไวของฮอร์โมนอินซูลินและระบบเผาผลาญในมนุษย์
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...