กัมพูชา ตีปีก สหรัฐ ลงนาม 'เปิดน่านฟ้าเสรี' ปลดล็อกสิทธิการบิน รุกขนส่งสินค้าอาเซียน
สหรัฐฯ-กัมพูชา ลงนามเปิดน่านฟ้าเสรี ปลดล็อกสิทธิการบิน
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการระบุว่า สหรัฐอเมริกาและราชอาณาจักรกัมพูชาได้บรรลุข้อตกลงและลงนามในข้อตกลงการขนส่งทางอากาศ (Air Transport Agreement) หรือข้อตกลง “เปิดน่านฟ้าเสรี” (Open Skies) ร่วมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
ถือเป็นการสิ้นสุดการเจรจามาราธอนอันยาวนานถึง 12 ปีเต็ม นับเป็นก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการคมนาคมระหว่างสองประเทศ
ข้อตกลงฉบับนี้ลงนามโดย คริสโตเฟอร์ แลนเดา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และ ดร. เมา ฮาวานนาล รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบสำนักงานเลขาธิการการบินพลเรือนกัมพูชา (SSCA)
ส่งผลให้กัมพูชากลายเป็นพันธมิตรน่านฟ้าเสรีลำดับล่าสุดในเครือข่ายของสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 135 ประเทศทั่วโลก หน่วยงานด้านการบินของทั้งสองฝ่ายจะอำนวยความสะดวกให้มีการดำเนินการตามหลักการของข้อตกลงบนพื้นฐานของความร่วมมือและการต่างตอบแทน
ปลดล็อก สิทธิการบินเสรีภาพที่ 7 เปิดตลาดขนส่งสินค้าทางอากาศ
ไฮไลท์ของข้อตกลงการเปิดน่านฟ้าเสรี Open Skies ระหว่างสหรัฐฯ-กัมพูชา มีรายละเอียดหลักดังนี้คือ
- เปิดเสรีเต็มรูปแบบ : อนุญาตให้สายการบินของทั้งสองฝ่ายสามารถกำหนดเส้นทางบิน ความถี่ และรุ่นเครื่องบินได้อย่างอิสระ โดยไม่มีข้อจำกัดหรือการควบคุมราคาจากรัฐบาล
- ไฟเขียวสิทธิ์การบิน เสรีภาพที่ 7 สำหรับขนส่งสินค้า โดยมอบสิทธิ์ขั้นสูงสุดให้สายการบินขนส่งสินค้าของสหรัฐฯ สามารถบินรับ-ส่งสินค้าเข้าออกกัมพูชาเชื่อมต่อไปยังประเทศที่สามได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องบินกลับไปเริ่มต้นหรือแวะพักที่สหรัฐฯ
ทั้งนี้ถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดด้านการบินครั้งสำคัญ และช่วยยกระดับศักยภาพของกัมพูชาในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค
สำหรับสถิติ 5 เดือนแรกของปี 2026 พบว่า ปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศของกัมพูชาเติบโตสูงขึ้นถึง 34% แตะระดับ 38,951 ตัน สวนทางกับยอดผู้โดยสารที่ลดลงเล็กน้อย 6%
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย ยั่งยืน และสร้างความเชื่อมโยงในซัพพลายเชนระดับโลก ซึ่งสอดคล้องกับแผนที่สหรัฐฯ เข้ามาสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานในกัมพูชาอย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาสากลของสหรัฐฯ (DFC) เพิ่งจะอนุมัติวงเงินช่วยเหลือและร่วมลงทุนมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,500 ล้านบาท) ในโครงการก่อสร้าง ท่าอากาศยานนานาชาติเตโช อีกด้วย