‘ชิงช้าสวรรค์’: ศักยภาพคนและวัฒนธรรมสร้างสรรค์
หากใครได้ติดตามรายการชิงช้าสวรรค์ทางช่องเวิร์คพ้อยท์ทั้งในรอบตัดเชือกเพลงถนัดและรอบชิงชนะเลิศ โชว์ของน้องๆ แต่ละโรงเรียนมีความโดดเด่นและน่าสนใจอย่างมาก
ประเด็นสำคัญ
- ทุนวัฒนธรรม: รากที่ลึกกว่าที่เห็น
- ศักยภาพสร้างสรรค์: เมื่อทุนวัฒนธรรมพบกับจินตนาการ
- รัฐควรสนับสนุนอย่างจริงจังหรือยัง
- ข้อเสนอเพื่อให้รัฐควรพิจารณา
- ซอฟต์พาวเวอร์: วัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่รอการผลักดัน
โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม จังหวัดเพชรบูรณ์ ในรอบตัดเชือกนำเสนอเรื่องราวการอพยพย้ายถิ่นของคนไทหล่มฝั่งลาวล้านช้าง นำเสนอชุดแต่งกายและพิธีผูกฝ้ายแขนรับขวัญ ส่วนรอบชิงได้นำพระพุทธมหาธรรมราชา พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองกับประเพณีอุ้มพระดำน้ำสัญลักษณ์ประจำจังหวัดมานำเสนอ
ขณะที่โรงเรียนเทศบาล 5 วัดหัวป้อมนอก จ.สงขลา ในรอบตัดเชือกถ่ายทอดวิถีชีวิตลูกทะเลและพิธีลอยเรือ ซึ่งเป็นความเชื่อร่วมของชาวพุทธ มุสลิม และชาวอูรักลาโว้ย ส่วนรอบชิงชนะเลิศหยิบสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาอย่างหลวงปู่ทวดมานำเสนอ ผสานกับความภูมิใจในความเป็นภาคใต้ได้อย่างลงตัว
ส่วนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี นำเสนอเรื่องราวด้วยการตีความใหม่ผ่านละครเรื่องล่าและบทเพลงใครมีปืนเถื่อน และในรอบชิงชนะเลิศหยิบวรรณคดีไทยเรื่องสังข์ทองมาผสานกับดนตรีลูกทุ่งได้อย่างน่าสนใจ
ส่วนโรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี จ.อุดรธานี พาผู้ชมเข้าสู่โลกของความเชื่อเรื่องพญานาคแห่งคำชะโนด และนำเสนอผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ที่ได้รับสมญานามว่า “ราชินีแห่งผ้าไหม” แม้จะไม่ผ่านเข้ารอบชิง แต่ถือว่าสุดยอดและได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ชมทั่วประเทศ
โชว์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงการแสดงบนเวที หากแต่เป็นการประกาศว่าประเทศไทยมีทุนทางวัฒนธรรมที่ลึกและหลากหลายเพียงใด และเยาวชนไทยมีศักยภาพในการนำทุนนั้นมาสร้างสรรค์ได้อย่างน่าทึ่งเพียงไร
ทุนวัฒนธรรม: รากที่ลึกกว่าที่เห็น
เวิร์คพ้อยท์จัดรายการชิงช้าสวรรค์มาแล้วกว่า 10 ปี ตั้งแต่รุ่นโรงเรียนจ่านกร้องที่คว้าแชมป์ตั้งแต่ปีแรก จนปัจจุบันกลายเป็นรายการที่มีแฟนคลับติดตามอย่างแน่นเหนียวในทุกภูมิภาค หากมองผ่านเลนส์มานุษยวิทยา สิ่งที่รายการนี้นำเสนอคือภาพของสังคมพหุวัฒนธรรม (Multi-Cultural Society) ที่ประกอบด้วยอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ (Ethnic Identity) หลากหลาย ซึ่งสะท้อนออกมาผ่านประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต พิธีกรรมความเชื่อ ภาษา และการแต่งกาย ผ่านการทำโชว์ของน้องๆ แต่ละโรงเรียน
โรงเรียนหล่มสักพิทยาคมหยิบเรื่องราวการย้ายถิ่นฐานของคนไทหล่มมานำเสนอ พร้อมด้วยประเพณีการผูกแขนรับขวัญและการแห่ต้นปราสาทผึ้ง ซึ่งเป็นความเชื่อร่วมกันทางพุทธศาสนาในกลุ่มคนลาว โรงเรียนเทศบาล 5 วัดหัวป้อมนอก สะท้อนความเชื่อของคนมุสลิมและวิถีชีวิตลูกทะเลผ่านพิธีลอยเรือ ซึ่งเป็นสายใยเชื่อมคนหลายศาสนาในภาคใต้ โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี นำเสนออัตลักษณ์คนอีสานผ่านตำนานพญานาคและงานหัตถกรรมผ้าไหมของกลุ่มคนภูไท โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี หยิบเอาวรรณคดีไทยเรื่องสังข์ทองมาตีความร้อยเรื่องนำเสนอในรูปแบบใหม่
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่นักวิชาการด้านวัฒนธรรมเรียกว่า “ทุนทางวัฒนธรรม” แม้บางส่วนจะมองได้ว่าเป็นวัฒนธรรมประดิษฐ์ใหม่ (Invented Tradition) หากแต่มีระบบความหมายที่สืบทอดมาข้ามชั่วอายุคน และรอการต่อยอดจากคนรุ่นใหม่
ศักยภาพสร้างสรรค์: เมื่อทุนวัฒนธรรมพบกับจินตนาการ
ความโดดเด่นของรายการนี้อยู่ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการนำเสนออัตลักษณ์ แต่นำทุนวัฒนธรรมมาผสานกับความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) จนเกิดเป็นสิ่งใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ
ด้านการเต้นและการแสดง น้องๆ ออกแบบท่าฟ้อนรำจากรากเดิมของท้องถิ่น แล้วสร้างสรรค์ให้กลายเป็น Performing Arts ที่มีเรื่องราวและอารมณ์ร่วมสมัย ด้านดนตรี เราได้ยินการเรียบเรียง (Arrange) ที่ผสมผสานทำนองตะวันตก ลูกทุ่ง และดนตรีท้องถิ่นเข้าด้วยกัน พร้อมใช้เครื่องดนตรีอย่างโปงลาง แคน ปี่ โหวด กลอง และระนาดควบคู่กับเครื่องดนตรีสากล จนเกิดเป็นเสียงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้านการขับร้อง ทั้งทำนองลายสักการะของโรงเรียนเทศบาล 6 อุดรฯ การใช้ภาษายาวีในตระกูลออสโตรนีเซียน (Austronesian) ของโรงเรียนเทศบาล 5 สงขลา สำเนียงลาวหล่มของโรงเรียนหล่มสักฯ เพชรบูรณ์ หรือแม้แต่การที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี หยิบวรรณคดีไทยเรื่องสังข์ทองมานำเสนอใหม่ ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า “ความหลากหลายคือพลัง” หากได้รับเสรีภาพทางจินตนาการสู่การสร้างสรรค์
ทั้งหมดนี้คือวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในรูปแบบที่เป็นรูปธรรมที่สุด และมันเกิดขึ้นจากเด็กไทยในโรงเรียนต่างจังหวัด ไม่ใช่จากสถาบันศิลปะชั้นนำในเมืองหลวง
รัฐควรสนับสนุนอย่างจริงจังหรือยัง
แน่นอนว่าชิงช้าสวรรค์ไม่ใช่รายการเดียวที่สะท้อนศักยภาพของคนไทย รายการประกวดร้องเพลงและเรียลลิตี้อื่นๆ ก็มีคุณค่าในแบบของตัวเอง แต่ในความเห็นของผู้เขียน ชิงช้าสวรรค์เป็นรายการที่ครบเครื่องที่สุดในแง่ของการสะท้อนวัฒนธรรมสร้างสรรค์ไทย เพราะรวมทั้งการร้อง เล่น เต้น และเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมไว้ในโชว์เดียว
คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ ทำไมเราจึงปล่อยให้ศักยภาพเหล่านี้อยู่เพียงในพื้นที่ของเอกชน รายการนี้เคยยุติไปครั้งหนึ่งเมื่อสองปีก่อน หากวันใดวันหนึ่งมันหยุดถาวร เวทีสำหรับเยาวชนที่มีศักยภาพเหล่านี้จะหายไปด้วยหรือไม่
กรณีของน้องอ้น นักร้องนำวงดนตรีเทศบาล 6 อุดรธานี ชี้ให้เห็นว่ามีหลายคนมองเห็นศักยภาพเหล่านี้อยู่จริง แม้ไม่ได้เข้ารอบชิง แต่มีวงหมอลำหลายวงอยากได้ตัว มีศิลปินอยากร่วมงาน และคิวงานยาวข้ามเดือน นี่คือศักยภาพที่แปลงเป็นรายได้ได้ แล้วถ้ามีระบบรองรับที่ดี จะเกิดอะไรขึ้น
ข้อเสนอเพื่อให้รัฐควรพิจารณา
- สร้างพื้นที่และเวที รัฐควรสนับสนุนเวทีโชว์ศักยภาพเยาวชนด้านวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในระดับจังหวัดและภูมิภาคอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่การประกวดในงานประเพณีท้องถิ่น แต่เป็นเวทีที่มีมาตรฐาน มีกรรมการหลากหลาย เปิดโอกาสให้เยาวชนพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง และมีการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม
- เชื่อมโยงกับระบบการศึกษา ทั้งในหลักสูตรและนอกหลักสูตร ศักยภาพที่เห็นไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มาจากครูและโรงเรียนที่ทุ่มเท หากรัฐบรรจุแนวทางการพัฒนาศักยภาพด้านศิลปะวัฒนธรรมสร้างสรรค์เข้าสู่หลักสูตรหรือกิจกรรมนอกหลักสูตรอย่างเป็นระบบ ศักยภาพเหล่านี้จะไม่ขึ้นอยู่กับความทุ่มเทของครูรายบุคคลอีกต่อไป
- สร้างเส้นทางอาชีพ รัฐสามารถสร้างระบบนิเวศรองรับได้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ การเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยว แพลตฟอร์มที่ทำให้ศิลปินท้องถิ่นเข้าถึงผู้ชมในวงกว้างได้ง่ายขึ้น หรือแม้แต่การส่งเสริมให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้ไปโชว์ศักยภาพในเวทีระดับโลก
ข้อจำกัดสำคัญที่ผู้เขียนมองเห็นคือ หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ทั้งหน่วยงานรัฐส่วนกลางและหน่วยบริหารงานส่วนท้องถิ่น ยังคงมองวัฒนธรรมในฐานะ “มรดกที่ต้องอนุรักษ์” มากกว่า “ทุนที่ต้องพัฒนาให้สร้างมูลค่า” กรอบความคิดนี้ทำให้งบประมาณส่วนใหญ่ที่ใช้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อต่อยอดวัฒนธรรมให้กลายเป็นอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นใหม่
ซอฟต์พาวเวอร์: วัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่รอการผลักดัน
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา รัฐบาลก่อนหน้านี้มีนโยบายซอฟต์พาวเวอร์เป็นเรือธงด้านวัฒนธรรมสร้างสรรค์ เกิดการดีเบตกว้างขวางถึงความหมายและทิศทางของนโยบาย นักรัฐศาสตร์มองว่าซอฟต์พาวเวอร์คือแนวคิดทางการเมืองมากกว่าเศรษฐกิจ
แต่ในความรับรู้ของประชาชนทั่วไป ซอฟต์พาวเวอร์คือสิ่งที่เกาหลีใต้ทำสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น K-Pop ภาพยนตร์ ซีรีส์ อาหาร และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการสร้างรายได้จากศักยภาพของวัฒนธรรมและคน ผ่านการขับเคลื่อนของภาครัฐอย่างเป็นระบบมากกว่า 20 ปี แม้ความเข้าใจนี้จะไม่ตรงนักในทางวิชาการหรือทฤษฎีในห้องเรียน แต่นี่คือความจริงในการรับรู้ของสาธารณะที่ไม่ควรมองข้าม
เมื่อเราเห็นศักยภาพของทุนวัฒนธรรมไทยและศักยภาพของเด็กไทยแล้วผ่านเวทีของเอกชน คำถามที่ตามมาคือ เราจะรอให้ศักยภาพเหล่านี้เบ่งบานและดับลงตามวงจรของรายการโทรทัศน์ต่อไป หรือจะสร้างระบบที่ทำให้พวกเขายืนได้บนขาตัวเองอย่างยั่งยืน
รายการชิงช้าสวรรค์พิสูจน์แล้วว่าไทยนั้นมีศักยภาพทั้งทุนวัฒนธรรมและทุนมนุษย์ คำถามที่เหลือจึงอยู่ที่ว่ารัฐและสังคมจะมีเจตจำนงพอที่จะลงทุนกับอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ จริงจัง และต่อเนื่อง หรือไม่ เรื่องนี้ฝากโปรดพิจารณา
ภาพ:เฟซบุ๊ก รายการชิงช้าสวรรค์