เวิลด์แบงก์ ติงไทยปรับกฎหมาย ‘จ่ายค่าจ้างทำงานค่ำ’ ก่อนประเมิน B-READY
แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ประชุมหารือทางเทคนิคแบบทวิภาคีร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลก และมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า 150 คน เข้าร่วมรับฟังและซักถามประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้ในการประเมิน Business Ready (B-READY) ของประเทศไทยในปี 2569 นี้
สำหรับประเด็นสำคัญจากการประชุมร่วมกับธนาคารโลก ได้สรุปประเด็นที่ไทยควรเร่งปรับปรุงหลายเรื่อง โดยเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ประเด็นด้านแรงงานมีการได้หารือถึงวันลาพักผ่อนประจำปีต้องเป็นสิทธิที่กฎหมายกำหนดไม่น้อยกว่า 15 วันทำงาน โดยไม่รวมถึงลาป่วยหรือวันหยุดราชการ เช่นเดียวกับการคุ้มครองแรงงานจากการเลือกปฏิบัติ ความรุนแรง การล่วงละเมิด และการกลั่นแกล้งนั้น ต้องมีกลไกร้องเรียนหรือมาตรการภายในองค์กรที่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย
ขณะที่การอนุญาตให้ทำงานกลางคืนได้ถือเป็นการเอื้อให้นายจ้างสามารถจ้างงานกลางคืนได้ตามความเหมาะสมของธุรกิจ ขณะเดียวกันก็คุ้มครองสิทธิประโยชน์ลูกจ้างด้านแรงงาน ดังนั้น จำเป็นต้องมีกฎหมายที่กำหนดเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับงานกลางคืนเพิ่มจากค่าจ้างปกติ เพื่อคุ้มครองแรงงานที่ทำงานนอกเวลามาตรฐานซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตทางสังคม
พร้อมกันนี้ยังหารือถึงการเข้าสู่ธุรกิจ โดยไทยต้องพัฒนากฎหมายกฎหมายที่กำหนดให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Ownership) ในขั้นตอนการจดทะเบียนธุรกิจ และหากข้อมูล BO ถูกเก็บไว้ใช้ภายในหน่วยงานรัฐแต่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะก็จะยังไม่ได้คะแนน กรณีประเทศไทยมีมาตรการให้ธนาคารเก็บข้อมูล BO ผ่านกระบวนการ KYC/CDD อาจทำให้ได้รับคะแนนบางส่วนในด้านบริการทางการเงิน (Financial Services)
เช่นเดียวกับประเด็นทุนชำระขั้นต่ำ (Paid-in Minimum Capital) หมายถึง เงินทุนที่กฎหมายบังคับให้ต้องชำระหรือฝากไว้ในบริษัท ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังจดทะเบียนธุรกิจ หากมากกว่า 0 บาท ถือว่าเป็นข้อจำกัดต่อการเริ่มต้นธุรกิจ
ขณะที่ด้านการค้าระหว่างประเทศ ได้หารือถึงเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมของบริการขนส่ง ต้องมีกฎหมายรองรับมาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับการขนส่งหรือไม่ เช่น มาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิงและการปล่อยก๊าซคาร์บอน ครบทั้งการขนส่งทางเรือ ทางอากาศ และทางบก จึงจะได้คะแนนเต็ม
อย่างไรก็ดีธนาคารโลกมุ่งประเมินเฉพาะมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี (NTMs) ที่มีลักษณะเป็นข้อจำกัดทางการค้าและเพิ่มต้นทุนให้แก่ผู้ค้า แม้มีโควตาหรือการควบคุมราคาในสินค้าที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ เช่น ความปลอดภัย ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม การคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น ก็ถือว่าไม่เป็นไปตามเกณฑ์ B-READY
ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารโลกยังวัดแบบ Binary Scoring ซึ่งอาจยังไม่สามารถวัดคุณภาพของ NTMs ได้อย่างชัดเจน โดยธนาคารโลกอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับเปลี่ยนวิธีการให้คะแนนในปีต่อไป
ส่วนด้านการแก้ไขข้อพิพาท ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาประเด็นการจ่ายคดีแบบสุ่มอัตโนมัติจะถูกวัดเฉพาะคดีพาณิชย์ในศาลชั้นต้น และต้องเป็นระบบสุ่มอัตโนมัติที่ไม่มีการแทรกแซง โดยหากต้องการใช้ผู้พิพากษาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง สามารถกำหนดสุ่มเฉพาะกลุ่มผู้พิพากษาที่มีความเชี่ยวชาญแต่ละประเภทได้ และหากเป็นศาลหรือแผนกเฉพาะภายในศาล สามารถนับเป็นศาลชำนัญพิเศษได้ แต่ต้องแน่ใจว่าเป็นการพิจารณาเฉพาะคดีพาณิชย์เท่านั้น
นอกจากนี้ในด้านการแข่งขันทางการตลาด ได้หารือถึงการกำหนดเกณฑ์ที่ระบุการยอมรับความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาที่สร้างขึ้นโดย AI ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานสากลที่ชัดเจน ทุกประเทศยังอยู่ระหว่างพัฒนาแนวทาง ทั้งนี้ สามารถดูแนวปฏิบัติจากกลุ่มประเทศสมาชิก EU และสหภาพยุโรปได้ กล่าวโดยสรุป เกณฑ์ B-READY ไม่ได้กำหนดว่าต้องกำหนดสัดส่วนการใช้ AI เท่าใดในผลงาน อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลจากทุกประเทศเพื่อไปพิจารณาให้ตัวชี้วัดนี้ ชัดเจนขึ้นในอนาคต จึงขอให้ไทยศึกษาเพื่อวางกรอบกฎหมายเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาที่สร้างขึ้นโดย AI