โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หาก “ผึ้ง” หายไป โลกจะเป็นอย่างไร? ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าที่คิด

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์กำลังส่งสัญญาณเตือนถึง “วิกฤตการหายไปของผึ้ง” แมลงตัวเล็กที่มีบทบาทสำคัญต่อการค้ำจุนระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกยังคงส่งสัญญาณเตือนถึงวิกฤต “การหายไปของผึ้ง” ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบนิเวศ ความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจโลก เนื่องในวันผึ้งโลกปี 2026 ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า หากผึ้งสูญพันธุ์ โลกอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะแมลงตัวเล็กชนิดนี้มีบทบาทสำคัญต่อการผลิตอาหารกว่า 1 ใน 3 ของโลก

รายงานขององค์กรด้านสิ่งแวดล้อมระบุว่า จำนวนแมลงผสมเกสรทั่วโลกลดลงต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการอนุรักษ์ธรรมชาติร่วมแห่งสหราชอาณาจักร (JNCC) รายงานว่า ตั้งแต่ปี 1987 จำนวนแมลงผสมเกสรลดลงเกือบ 25% ขณะที่พื้นที่ธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของผึ้งถูกแทนที่ด้วยเมือง ถนน และพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยวมากขึ้นเรื่อย ๆ

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า ผึ้งถือเป็นหนึ่งในนักผสมเกสรที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในธรรมชาติ โดยเฉพาะผึ้งน้ำผึ้ง ซึ่งทำหน้าที่ถ่ายละอองเกสรจากดอกหนึ่งไปสู่อีกดอก ช่วยให้พืชสามารถสร้างเมล็ดและผลผลิตได้ กระบวนการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตผัก ผลไม้ และพืชอาหารจำนวนมากทั่วโลก

แม้คนส่วนใหญ่มักจดจำผึ้งในฐานะผู้ผลิตน้ำผึ้ง แต่แท้จริงแล้ว ผึ้งคือฟันเฟืองสำคัญของห่วงโซ่อาหารโลก เพราะพืชที่ได้รับการผสมเกสรจากผึ้งไม่เพียงกลายเป็นอาหารของมนุษย์ แต่ยังเป็นอาหารสัตว์และช่วยค้ำจุนระบบนิเวศทั้งระบบ

อย่างไรก็ตาม ภาคเกษตรกรรมในปัจจุบันกลับกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงสำหรับผึ้งมากขึ้น จากการใช้สารกำจัดศัตรูพืชและสารเคมีทางการเกษตรจำนวนมาก รวมถึงเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ทำลายแหล่งอาศัยตามธรรมชาติของแมลงผสมเกสร นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ความต้องการผลผลิตที่เติบโตเร็ว รูปลักษณ์สวยงาม และเก็บได้นาน กำลังผลักดันให้ผึ้งเผชิญภัยคุกคามหนักขึ้นเรื่อย ๆ

หากประชากรผึ้งยังคงลดลงต่อเนื่อง ผลกระทบจะลุกลามไปสู่การผลิตอาหารทั่วโลก โดยในยุโรป พืชดอกและพืชเกษตรราว 80% ต้องพึ่งพาการผสมเกสรจากผึ้ง ขณะที่พืชอาหารเกือบ 90% ของโลกต้องอาศัยแมลงผสมเกสรในการขยายพันธุ์ หากไม่มีผึ้ง มนุษย์อาจต้องใช้วิธีผสมเกสรด้วยมือหรือใช้โดรนแทน ซึ่งมีต้นทุนสูงและประสิทธิภาพต่ำกว่าธรรมชาติอย่างมาก

ตัวอย่างในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ พบว่า ระหว่างปี 2024-2025 จำนวนผึ้งลดลงเฉลี่ยถึง 60% ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนรังผึ้งกว่า 500,000 รังที่จำเป็นต่อการผสมเกสรอัลมอนด์ ซึ่งกระทบต่อผลผลิตและราคาสินค้าเกษตรโดยตรง

นอกจากความมั่นคงทางอาหารแล้ว การหายไปของผึ้งยังส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะพืชหลายชนิดไม่สามารถขยายพันธุ์ได้หากไม่มีแมลงผสมเกสร โดยเฉพาะกล้วยไม้ป่าบางชนิดที่ต้องพึ่งพาผึ้งโดยเฉพาะ นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากพืชลดลง สัตว์กินพืชก็จะลดลงตามไปด้วย ก่อนส่งผลกระทบต่อสัตว์นักล่าและห่วงโซ่อาหารทั้งระบบ

ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ว่า พืชมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพของระบบนิเวศ ทั้งช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน ลดการพังทลายของหน้าดิน กักเก็บความชื้น และช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วม ดังนั้น การลดลงของผึ้งจึงอาจส่งผลทางอ้อมต่อสมดุลของธรรมชาติในวงกว้าง

ด้านเศรษฐกิจ ผึ้งมีมูลค่ามหาศาลต่อภาคเกษตรและระบบอาหารโลก โดยมีการประเมินว่า การผลิตอาหารทั่วโลกมูลค่ากว่า 577,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นอยู่กับการผสมเกสรของผึ้ง ขณะที่ตลาดน้ำผึ้งโลกมีมูลค่าราว 8,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2022

นักวิจัยย้ำว่า แม้จะมีแมลงชนิดอื่น เช่น ผีเสื้อ แมลงปีกแข็ง นก หรือค้างคาว ที่สามารถช่วยผสมเกสรได้ แต่ประสิทธิภาพยังไม่สามารถทดแทนผึ้งได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากผึ้งมีวิวัฒนาการเฉพาะด้านในการเก็บและกระจายละอองเกสรอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า หากโลกสูญเสียผึ้ง มนุษย์จะไม่ได้สูญเสียเพียงน้ำผึ้ง แต่จะสูญเสียทั้งความมั่นคงทางอาหาร ความสมดุลของระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกประเทศต้องเร่งอนุรักษ์แมลงผสมเกสร ลดการใช้สารเคมีอันตราย และฟื้นฟูแหล่งอาศัยทางธรรมชาติ ก่อนที่วิกฤตนี้จะรุนแรงเกินแก้ไข

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...