โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พบเด็กไทย 0-2 ปี 72.6% ใช้จอเกิน 1 ชม.กระทบพัฒนาการ ?

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เป็นข้อมูลจาก สสส. ที่ดำเนินงานเพื่อป้องกันภัยออนไลน์ นอกจากนี้ ยังพบว่า เด็กไทยเผชิญความเสี่ยงต่อภัยออนไลน์ ทั้งการถูกกลั่นแกล้งออนไลน์ (Cyberbullying) ภัยคุกคามทางเพศ รวมถึงการติดพนันออนไลน์ จนเกิดผลกระทบทั้งด้านสุขภาพ จิตใจ และภาวะหนี้สิน อิทธิพลของการโฆษณาและการซื้อขายผ่านสื่อออนไลน์ ยังสร้างค่านิยมผิดทางสุขภาพ โดยเฉพาะพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ส่งผลให้เยาวชนสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น การป้องกันเด็กและเยาวชนจากภัยออนไลน์จึงเป็นเรื่องจำเป็นและเร่งด่วน

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการประชุมกรรมการกองทุนฯ ครั้งที่ 5/2569 ได้มอบหมายให้ สสส. สรุปประเด็นข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับการ “ลดเวลาหน้าจอ” ของเด็กและเยาวชน เพื่อบูรณาการงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และต้องพิจารณาว่าต้องมีประเด็นใดที่จำเป็นต้องออกข้อกำหนด หรือระเบียบเพิ่มเติมหรือไม่

สสส. จะศึกษาผลกระทบของการออกมาตรการ เรื่องการกำหนดเวลาการใช้หน้าจอสื่อออนไลน์ของเด็กและเยาวชนในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีหลายประเทศบังคับใช้ อาทิ ออสเตรเลีย บังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์โดยมีบทลงโทษบริษัทแพลตฟอร์มออนไลน์ ปรับสูงสุดถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือคิดเป็นเงินประมาณ 1,130 ล้านบาท หากพบว่า ละเมิดกฎและไม่คัดกรองการใช้งานของเด็ก

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว พร้อมระบุว่า ที่ผ่านมา สสส. มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมรับมือภัยออนไลน์ เปลี่ยนความตระหนักรู้เป็นเกราะป้องกันภัยสังคม โดยลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมผลักดันกฎหมาย และกลไกเชิงนโยบายคุ้มครองเด็กจากสื่อออนไลน์ให้สอดคล้องปัจจุบัน เฝ้าระวังภัยออนไลน์ที่ส่งผลต่อสุขภาวะ พัฒนาระบบแจ้งเบาะแสและติดตามเว็บผิดกฎหมาย กำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ในการปิดบล็อกเว็บไซต์อันตรายเชิงรุก พัฒนา "อาสาสมัครดิจิทัล" และขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้ รวมทั้งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเชิงบวกเพื่อสุขภาวะที่สมดุล โดยทำงานผ่านยุทธศาสตร์ 4 ด้าน

1. เสริมภูมิคุ้มกัน มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะเท่าทันสื่อและดิจิทัล และความรอบรู้ทางสุขภาพ 2. พัฒนาเครื่องมือและกระบวนการเรียนรู้ทั้งในโรงเรียนและชุมชน 3. สื่อสารเชิงรุกผ่านการรณรงค์ เพื่อสร้างค่านิยมในการใช้สื่อเพื่อสุขภาวะ และ 4. ผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนงานป้องกันภัยออนไลน์เชิงรุก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...