โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

KKP จับสัญญาณไทยเกิน"ดุลบัญชีเดินสะพัด"ลดลง

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
KKP จับสัญญาณไทยมีแนวโน้มเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง แนะการดำเนินนโยบายการเงินการคลังต้องมีความระมัดระวัง ให้ความสำคัญด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจมากขึ้น

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP ประเมินว่า การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยมีแนวโน้มลดลง จากช่วงก่อนโควิดที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึงร้อยละ 8-10 ของ GDP

โดยมีป 4 ประเด็นใหญ่ที่กดดันการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง ประการแรก การขาดดุลการค้า จากในอดีตดุลการค้าของไทยแม้จะรวมการนำเข้าน้ำมันก็ยังเกินดุล และถ้าไม่รวมการน้ำเข้าน้ำมันจะเกินดุลสูงมาก ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลต่อเนื่อง แต่ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาหากไม่รวมการนำเข้าน้ำมันเริ่มเห็นการขาดดุลการค้า อาจสะท้อนถึงขีดความสามารถแข่งของไทยเริ่มลดลง

โดยเริ่มเห็นการนำเข้าสินค้าทดแทนการผลิตในประเทศเช่น การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีการนำเข้าสูงขึ้นต่อเนื่อง และหลายอุตสาหกรรมมีการนำเข้าเพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับการผลิตในประเทศ เป็นต้น

ประการที่สอง มาจากกระแสการลงทุนที่มีมากขึ้น และส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในเทคโนโลยี และ ดาต้า เซ็นเตอร์ จึงมีการนำเข้าสินค้าทุนสูงขึ้น ส่งผลให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล แต่ไม่น่ากังวล เพราะเป็นการเข้ามาลงทุนโดยตรง

และประการที่สาม กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ช่วง 1 ปีที่ผ่านมามีการนำเข้าเร่งตัวขึ้นและสูงกว่าการส่งออก สะท้อนว่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เพื่อการส่งออก แต่อาจนำเข้าเพื่อลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีข้อดีคือทำให้การลงทุนเพิ่มมากขึ้น

และประการที่สี่ ขาดดุลบริการ แม้ตอนนี้ท่องเที่ยวไทยจะเริ่มฟื้นตัวกล้บมาดีขึ้น แต่ดุลบริการไม่ได้กลับมาเกินดุลเหมือนในอดีต เนื่องจากดุลบริการตัวอื่นๆ ที่ไทยต้องจ่ายออกให้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นมาก อาทิ ค่าขนส่งทางเรือ หรือค่าระวางเรือ และไทยนำเข้าบริการทรัพย์สินทางปัญญาเกือบมากที่สุดในอาเซียน รวมถึงการจ่ายเงินเพื่อซื้อบริการแพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น Netflix, YouTube, TikTok จึงส่งผลให้ดุลบริการสุทธิขาดดุล

ส่วนราคาน้ำมัน ถือเป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แต่ ดร.พิพัฒน์ระบุว่า เป็นปัจจัยชั่วคราว แต่บังเอิญมาพร้อมกันกับ 4 ปัจจัยเชิงโครงสร้างจึงทำให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดค่อนข้างสูง และคาดว่าในไตรมาส 2 ของปีนี้ไทยจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณร้อยละ 2 ของ GDP แต่เมื่อสถานการณ์สงครามคลี่คลาย ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง จะช่วยลดแรงกดดันขาดดุลการค้า ทำให้ดุลดุลบัญชีเดินสะพัดทั้งปีนี้ทรงๆ หรืออาจติดลบเล็กน้อย

ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่เคยเกินดุลบัญชีสะพัดมหาศาล ไปสู่การเกินดุลน้อยลง หรือขาดดุล จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจไทย ในด้านทิศทางค่าเงินบาท โดยค่าเงินบาทจะไม่มีลักษณะการแข็งค่าด้านเดียวเหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่จะส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ เสถียรภาพเศรษฐกิจที่เคยเป็นจุดแข็งจะลดลง เพราะนอกจากขาดดุลบัญชีเดินสะพัดแล้วยังขาดดุลงบประมาณด้วย แม้ในขณะนี้ยังไม่ได้น่ากังวลมาก และไม่ได้บอกว่าไทยหลุดจากการเป็น " Safe Haven" แต่การทำนโยบายการเงินการคลังต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ป้องกันเงินไหลออกรุนแรง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...