‘ปอร์เช่ ศิวกร อดุลสุทธิกุล’ โปรเพลเยอร์เวลตันตระเวนเก็บแต้มจากศิลปินสู่นักแสดง
ศิลปิน นักแสดง อะไรทำนองนั้นไม่ได้อยู่ในคำตอบแบบฟอร์มของเด็กชาย ‘ศิวกร อดุลสุทธิกุล’ ช่องที่ให้กรอกว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แต่วันนี้เขากลับยืดตัวแนะนำตัวอย่างมั่นใจว่า
“สวัสดีครับ ปอร์เช่ ศิวกร เป็นศิลปินครับ”
“สวัสดีค่ะ หล่อมากค่ะ”
หลังทักทาย อดไม่ได้ที่จะกล่าวชมเครื่องหน้าของชายหนุ่มชุดหนังสีดำตรงหน้า คาแรกเตอร์ความเท่ฟุ้งกระจายอบอวลไปทั่วห้องอย่างที่ใครเขาว่ากันจริงๆ หลังจากได้ยินเขายิ้มรับตอบคำชมด้วยท่ามือพนมเหนือหัว ทำเอาเราไหว้กลับแทบไม่ทัน
เบบี๋ T-Pop
หน้าอย่างเนี้ยะไม่รัก หน้าอย่างไหนเธอถึงจะรัก
โอ๊ยอย่ามัวแต่กั๊ก ราชรัก..มาเกย
หากย้อนไปเมื่อปี 2014 หน้ากระจกคงมีหลายคนแอบซ้อมเต้นเพลง ‘ปาว ปาว (Shout)’ ของวง V.R.P kamikaze อย่างแข็งขันรวมถึงหนุ่มน้อยผมฟ้าปาดเจลใส่หมวกกลับหลังในยุคสมัยนั้นใครเห็นก็ว่าโคตรเท่ เด็กชายคนนั้นนั่งอมยิ้มอยู่ตอนนี้
“โอโห อันนี้ OG ปีลึก”
ถ้านับตั้งแต่สมัยช่วงผมฟ้าตอนนี้ปอร์เช่เติบโตมากี่ปีแล้วในวงการ
“ถ้าเป็นผลงานเพลง ผมเทรนตั้งแต่ช่วงอายุ 13 – 14 (ยกนิ้วขึ้นมานับ) ประมาณนั้น ดูเป็นผู้เฒ่ามากครับ”
อยู่มานานขนาดนี้เพราะสิ่งนี้นับเป็นความฝันในวัยเด็กเลยไหมนะ
“ที่จริงไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมาแนวทางนี้ ตอนเป็นเด็กเราก็แนวเด็กผู้ชาย โตมาอยากเป็นนักกีฬา โตมาอยากเป็นนักบินอวกาศ โตมาอยากจะทำอะไรสักอย่างที่มันเกี่ยวกับการใช้กำลัง ตอนเด็กๆ เราสายกีฬา แต่ก่อนเป็นทีมฟุตบอลโรงเรียน ก่อนเป็นศิลปินก็เคยแข่งเต้นมาก่อน พวกประกวดเต้น cover”
ชายหนุ่มเริ่มสาธยายถึงสิ่งที่เริ่มสรรค์สร้างความเป็นศิลปินในตัวเขา หลังจากประกวดเต้นก็เริ่มหัดเรียนร้องเพลง ก้าวเท้าเข้าสู่การออดิชั่นจนผ่านเข้ารอบ ระหว่างนั้นก็เริ่มค้นพบตัวตนของตัวเองมากขึ้นหลังจากได้ชิมบทบาทของศิลปิน นักแสดงก็ได้รู้ตัวว่าอะไรที่ชอบหรือไม่ชอบจนกลั่นกรองมาเรื่อยๆ ถึงทุกวันนี้ที่พูดได้เต็มปากว่าตกหลุมรักในอาชีพปัจจุบันเข้าซะแล้ว
คิดว่าเสน่ห์ของตัวเองที่ไม่ว่าจะผ่านไปใครมา ก็มักจะแวะหลงเสน่ห์เป็นประจำคืออะไร
ถามไม่ทันจบปอร์เช่รีบสวนตลบหลังทันทีว่า “ไม่มี จริงๆ ไม่มีนะ”
หากเป็นตอนเด็กๆ เขาคงขำแล้วตอบตามสเต็ปว่าคงเป็นไฝที่คอ แต่พอโตมาเอาเข้าจริงๆ มองไปมองมาก็ยังยืนยันว่าตนนั้นไม่ได้เป็นบุคคลประเภทที่มีเสน่ห์ พอความเงียบเข้าปกคลุมชายหนุ่มก็ยิ่งพยักหน้าเพิ่มความน่าเชื่อถือ หากมีธงขาวในมือคงยกมาโบกไปมาแล้วยืนยันว่านั่นเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับคำถามนี้
แต่หากลงมือค้น ‘ปอร์เช่ ศิวกร’ หลักฐานก็กระแทกตาเกือบบอดว่าเขานั้นมีคนชื่นชอบไม่ใช่น้อยเลย
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอบไม่ได้เพราะว่ามันมีทั้งคนชอบ คนไม่ชอบก็มี สมมติว่ามีคนชมว่าสีหน้าการแสดงทั้งบนสเตจกับในจอออกมาดี แต่ก็จะมีคนที่บอกว่าไม่ชอบเลย ทำหน้าแบบนี้ทำไม ก็มีเหมือนกัน”
“มันคือความรู้สึกของคนที่ชอบและไม่ชอบ บางทีเราก็ไม่ได้ตรงกับ Beauty Standard ที่เขาชอบ ก็ว่าไม่ได้ เราเลยไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วคนเขาชอบกันไหม ซึ่งก็แล้วแต่การชอบของแต่ละคนเลยว่าคิดยังไงกับผม ไม่ได้อยากไปบังคับเขาหรอก (ขำ)”
น้องปอร์เช่น่ะเหรอ เขาเป็นเด็กดี ชอบช่วยเหลือไม่อยากให้คนอื่นเครียด แล้วตอนนี้ตัวเองเครียดหรือเปล่า
“พื้นฐานที่มองโลกในแง่ดีแบบไม่อยากให้คนอื่นเครียด มันน่าจะเกิดขึ้นจากตัวผมเองที่เป็นคนเครียดและคิดมากอยู่แล้วด้วยแหละ แต่ไม่อยากให้ทุกคนเป็นตาม เพราะมันจะกัดกินสุขภาพจิตใจไปเยอะเลย ทุกคนมีความสุขอย่างนี้ดีแล้วครับ (ยิ้ม)”
มีคติประจำใจมั้ย
“ไม่มีเลยครับ ไม่มีคติอะไรเลย แต่เราจะคิดตลอดว่า ทำดีแล้วหรือยัง เต็มที่แล้วหรือยัง”
งั้นขอถามอีกครั้งว่าสรุป ปอร์เช่ ศิวกร เป็นคนยังไง
“เอ่อ เป็นคำถามที่ตอบยากมากครับ ถ้าให้นิยามตัวเอง ผมคิดว่าผมเป็นคนที่ใช้สื่อศิลปะในการเปิดเผยอารมณ์ตัวเองแล้วกันครับ แต่ถ้าเรื่องคาแรกเตอร์ เท่ น่ารัก ตามที่เขาพูดกันนี่อาจจะยากหน่อยแล้วแต่มุมมอง มันพูดเองไม่ได้ แล้วทุกคนรู้สึกยังไงครับ (ย้อนถาม)”
“แต่ถ้าเอาจากที่คนอื่นพูดกันแล้วอธิบายมาอ่าน ก็อาจจะสรุปได้ว่าเราเป็นคนไนซ์กับเจนเทิล ซึ่งสำหรับผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ามันจริงหรือเปล่า”
แบบฝึกหัดชีวิต
การแสดงไม่ใช่ทาง นั่นเป็นคำตอบสมัยก่อนของ ‘ปอร์เช่ ศิวกร’ ดังนั้นเราขอชวนมาย้อนถามอีกครั้งในฐานะนักแสดงนำหนังเรื่องล่าสุด ‘เลือดรัก นักฆ่า’ ว่าเขาจะอธิบายอย่างไร
“คือต้องอธิบายอย่างนี้ก่อนครับ ผมจะเรียกสองทางนี้ว่าศิลปะทางด้านเพลงกับการแสดงแล้วกัน ทั้งสองอย่างคือศิลปะเหมือนกัน แต่ผมจะถนัดทางด้านเพลงมากกว่า ส่วนการแสดงจะไม่ค่อย จะไม่ค่อยยย เข้าถึงลึกขนาดนั้นเพราะว่าศาสตร์มันค่อนข้างต่างกันมาก การที่เราเป็นตัวเองได้เต็มที่กับการที่สร้างคาแรกเตอร์มา แล้วให้คาแรกเตอร์นี้ใช้ร่างกายเราแทน”
“พอเรามีการเป็นตัวเองในการใช้อารมณ์ด้านเพอร์ฟอร์มมากๆ การสลับมาทางด้านการแสดงมันจะพลิกแบบแตกต่างกันเลยครับ ยกตัวอย่างเช่น สมมติผมเป็นคนชอบอย่างนี้ แต่ว่าตัวละครที่ผมสร้างขึ้นมาเขาไม่ได้ชอบกินแบบที่เรากิน เขาไม่ได้หายใจแบบที่เราหายใจ เขาไม่ได้กระพริบตาจังหวะตรงกับเรา จังหวะพูดก็ไม่ใช่อย่างนี้ มันเลยทำให้พอทำงานควบคู่กันเราต้องมีความแยกประสาทยากนิดนึง”
“เพราะตัวละครเราเป็นแบบนี้ แต่เราไม่ใช่แบบนั้น แต่พอเราขึ้นสเตจเราต้องเป็นตัวเราจริงๆ ผมเลยชอบทางเพอร์ฟอร์มมากกว่า ผมไม่ได้ต่อต้านการแสดง ผมอยากพัฒนาด้านการแสดงด้วย แค่ว่าจะเป็นคนที่เรื่องมาก มากๆ เกี่ยวกับเรื่องบท ถ้าบทไหนคล้ายเดิม คาแรกเตอร์คล้ายกับที่เคยเล่นไปแล้วจะไม่ค่อยสนใจมาก เพราะผมอยากท้าทายตัวเองกับบทบาทใหม่ๆ มากขึ้น”
การพลิกบทบาทไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วอะไรที่สามารถช่วยให้การแสดงเราดีได้ยิ่งขึ้น
“ผมขออธิบายในสิ่งที่โตมาแล้วรู้สึกได้แล้วกัน ผมรู้สึกว่ายิ่งเรารู้จักความรู้สึกตัวเองมากขึ้นเท่าไหร่ เราจะใช้มันเป็นเครื่องมือได้มากกว่าเดิม แต่ก่อนผมเป็นคนที่ไม่รู้จักความรู้สึกตัวเองเลยมั้ง เราจะจับไม่ค่อยได้ว่าตัวละครรู้สึกอะไรอยู่ แต่ตอนนี้พอเริ่มเวิร์กช็อปบ่อยขึ้น เริ่มเทรน เราเห็นแล้วว่าตอนเราเล่น ตัวละคร เรารู้สึกแบบไหน แล้วเราจะให้ความรู้สึกตัวละครไปต่อได้ยังไงบ้าง”
หลังจากพยายามคิดตาม คิ้วก็ถูกดึงมาขมวดโดยอัตโนมัติจนชายหนุ่มเสื้อหนังมองหน้าสวมบทอาจารย์ไล่ถามเชิงว่าเข้าใจใช่ไหม
“จะเข้าใจยากนิดนึงนะ มัน abstract ครับ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน มันเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความรู้สึกมากๆ”
หลังจากพยักหน้ารับสารอาจารย์เสื้อหนังก็ขอตอบคำถามข้อต่อไป
ศิลปินก็ชัวร์ นักแสดงก็ใช่ อยากรู้ว่าแต่ละบทบาทชอบพาร์ตไหนที่สุด
“พาร์ตศิลปินผมชอบในการที่เราใช้อารมณ์ตัวเองได้เต็มที่ เราเป็นตัวเราได้เต็มที่ในการ explore การถ่ายทอดศิลปะการพูดตัวเอง หรือสกิลตัวเอง ส่วนพาร์ตนักแสดงผมชอบในการที่ผมได้รู้จักตัวละครตัวนี้ที่มาใช้ร่างผม เรารู้สึกสนิทกับเขามาก แต่ว่าสักวันก็ต้องปล่อยเขาไปถ้าเรื่องที่ผมแสดงมันจบลง เสน่ห์ของสองอย่างมันเลยต่างกัน มันคือการที่เราได้รู้จักตัวเองกับการที่เราได้รู้จักตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมา”
มีคนบอกว่าปอร์เช่ไปสุดทุกทาง ทั้งบนเวที ทั้งในหน้าจอ รู้สึกยังไงกับประโยคนี้
“รู้สึกขอบคุณ ขอบคุณที่ appreciate ผมแบบนั้น ผมไม่รู้หรอกว่า เราดีเท่ากับมาตรฐานที่เขาตั้งไว้หรือเปล่า แต่เราก็เต็มที่กับทุกๆ อย่างที่เราทำ เราให้เกียรติคนทำงาน เราให้เกียรติกับหลายอย่างที่มันเกิดขึ้น เราเห็นพี่ช่างไฟ พี่ทำอาหาร พี่คนทำงานเบื้องหลังเขาตั้งใจกันมาก เราไม่สามารถดูถูกความตั้งใจเขาได้โดยการที่เราทำชุ่ยๆ ใส่เขา ดังนั้นผมเลยอยากทำให้มันเต็มที่ในทุกๆ ครั้ง ทุกๆ งานเพื่อทำให้สิ่งที่เราตั้งใจมันจะสื่อสารถึงคนดู”
ลูกศิษย์ยิปมัน
2.14 นาที ตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง ‘เลือดรัก นักฆ่า’ ถูกปล่อยอย่างเป็นทางการจาก Netflix ตัวละครที่โผล่มาเตะต่อยจนต้องกดหยุดเพื่อวนดูซ้ำเพราะติดใจลีลาต่อสู้นั้นมีนามว่า ‘เอ็ม’ แห่งบ้าน 89
“หนังแอกชันเรื่องแรกเลยครับ เรื่องแรกแล้วก็หวังว่าอนาคตจะมีอีกครับ ติดใจ”
ชายหนุ่มเสื้อหนังคุมโทนดำยิ้มแนะนำว่าคนในภาพยนตร์นั่นเป็นภาพจริง ถ่ายทำจริง คนที่เห็นก็เป็นคนจริงๆ ที่เขารับบทแสดง
ความรู้สึกแรกหลังจากได้รับบทเป็นยังไงบ้าง
“ตื่นเต้นครับ ตื่นเต้นอย่างแรก เป็นคำตอบที่ธรรมดามากจริงๆ แต่ผมไม่ค่อยได้รับการแสดงแบบการไปแคสอะไรอย่างนี้ จะมีไปแคสเพราะอยากลอง แต่เรื่องนี้แคสเพราะสนใจจริงๆ มีคนรู้จักผมเขาเป็นแคสติงแล้วเรียกไปให้ลองแคส เราก็ เฮ้ย! เขายังนึกถึงเราอยู่ก็ดีใจ พอลองไปแคสปุ๊บ ยากว่ะ (ขำ) เหนื่อยว่ะ (ขำต่อ) ตื่นเต้น ดีใจ แล้วก็อยากทำให้มันออกมาดีครับ”
สะใจสมกับที่ไปแคสมาไหม
“เหนื่อยกว่าที่คิดไว้เยอะเลยครับ เพราะว่ามูฟเมนต์มันต่างกับการเต้นที่เราทำมากกว่า อ่อ ลืมบอก ผมว่าบางอย่างที่ผมกับตัวละครเหมือนกันคือความยืดหยุ่นครับ อันนี้คือสิ่งที่ได้ใช้เยอะมากพวกท่าเตะ ขาหรือแขน หรือพวกการฉีกขา หรือการเคลื่อนไหวที่บางครั้งต้องใช้กับสลิงนี่มันช่วยมาก มันจะมีพวกท่าที่ผมจะต้องไต่กำแพงถ้าเกิดผม flexibility น้อยขาผมจะก้าวไปไม่ได้เลยเพราะว่ามันต้องเป็นมุมองศาพอดีแต่พอเรามี flexibility เราเลยทำได้”
กลับมาตอนเวิร์กช็อป แอกชันปุ๊บ เหนื่อยกว่าที่คิดไว้ ถามว่าสะใจไหม สะใจมากๆ และอยากเล่นต่อ ติดแค่ว่ามันเจ็บตัวครับ ช้ำหมดเลย ช้ำทั้งตัว เพราะมันจะมีท่าทั้งการชกต่อยปกติรวมถึงมีการดึง เหวี่ยง ทุ่ม มันจะมีจังหวะดึงบางอย่างที่ต้องโดนตัวแล้วกระแทกบ้าง มันก็เลยจะมีแผลช้ำเป็นปกติครับ”
บทบาทครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ยังไง
“ตัวละคร เอ็ม กับตัวละครที่ผมเคยเล่นมาแล้ว ด้านคาแรกเตอร์หรือ personality ต่างๆ ผมว่ามีความต่าง แต่ยังไม่ฉีกมาก ผมว่าฉีกจริงๆ คือการใช้ร่างกาย มูฟเมนต์ อันนี้คือฉีกจริง เพราะปกติเราไม่ใช่คนที่ต้องฝึกศิลปะการต่อสู้ ที่ต้องคอยมองทุกอย่างว่าเป็นอาวุธได้ตลอดเวลา เราไม่ได้ต้องการการป้องกันตัวตลอดเวลาอะไรขนาดนั้น”
“ตัวละครเอ็มในเรื่อง ถูกเลี้ยงมาโดยนักฆ่า เพราะฉะนั้นจะต้องซ้อมมวยหลายๆ ประเภท มวยผสม มวยนู่นมวยนี่ ต้องฝึกใช้อาวุธ ต้องฝึกมองว่า ณ ห้องนี้ถ้าเกิดผมจะโดนพี่ตากล้องทำร้าย หรือโดนคนสัมภาษณ์ทำร้ายผมจะใช้อะไรได้บ้างเป็นอาวุธ หรือว่าผมจะต้องป้องกันตัวเองยังไง มันเลยค่อนข้างจะแตกต่างมุมมองจากผม”
“สมมติว่าผมตัวจริงนั่งแบบนี้ ผมก็จะนั่งสัมภาษณ์เลยครับว่าผมโดนทำร้ายไม่ทันได้คิดป้องกันตัวหรอก แต่ถ้าเป็นเอ็มเข้ามาในห้องต้องดูแล้วว่าอะไรใช้ป้องกันตัวได้บ้าง หนีทางไหนถึงจะดีที่สุด”
เราชอบหนังประเภทนี้อยู่แล้วด้วยเหรอ
“ผมดูอยู่แล้วครับ ผมชอบพวกหนังแอกชัน แฟนตาซี ชอบพวกต่อสู้ เอาจริงผมชอบดูยิปมัน”
แล้วแอบเลียนแบบท่าตามด้วยไหม
“(ขำ) ไม่ๆๆๆ ที่จริงเคยเรียนมวยหย่งชุนจริงๆ สมัยก่อน”
มวยอะไรนะ
“มวยหย่งชุนครับ ที่ยิปมันใช้”
เขาทำท่าแบบไหนนะ มวยหย่งชุน
“ปกติมวยเวลาต่อยมันจะต่อยอย่างนี้ใช่ไหมครับ (ทำท่าประกอบ) แต่หย่งชุนจริงๆ มันคือมวยที่ใช้ให้แม่ชีป้องกันตัว เพราะฉะนั้นจะเป็นมวยที่ใช้ในที่แคบๆ ได้ การตั้งการ์ดของหย่งชุนจะขึ้นมาเป็นสามเหลี่ยมแบบนี้ เวลาต่อยก็จะต่อยเป็นเส้นตรงสามเหลี่ยม ทุกอย่างจะเป็นสามเหลี่ยมตลอดเวลา ซึ่งจะต่างกับมวยที่เน้นคล่องแคล่วว่องไว ชก ชก ชก ของหย่งชุนจะขยับ ขยับ ขยับแค่นี้ จะไม่ค่อยมีกระโดดไปมา”
ลูกศิษย์ยิปมันออกลวดลายร่ายรำโชว์วิธีการต่อสู้ราวกับตรงนี้มีศัตรูตัวฉกาจคอยเล่นงานเขาอยู่ แต่ลองมาคิดๆ ฉากบู๊ในหนังไม่เห็นวิชายิปมันสอดแทรกอยู่นะจึงถามออกไปว่า
แต่ไม่ได้ใช้?
“ใช่ครับ มันคนละแบบกันเลย…”
หนังแอกชันเรื่องแรก ทีเซอร์ 2.14 นาทีก็รู้แล้วว่าเข้มข้น แล้วในมุมนักแสดงกลับบ้านมา ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง
“อย่างแรกเลยคือสมัครเทรนฟิตเนสครับ คุยกับพี่เขียนบท ผู้กำกับว่าอยากให้หุ่นมันเป็นประมาณไหน แล้วเราก็มาดูว่าในระยะเวลาที่เราทำได้ทันประมาณไหนครับ เพราะเรามีเวลาเตรียมตัวร่างกายประมาณ 1 เดือน ซึ่งสำหรับการปั้นหุ่นผมรู้สึกว่าน้อยมาก”
“สิ่งที่เตรียมตัวคือเล่น ฮิต (HIIT) ครับ มันคือการ High-Intensity Interval Training การที่หัวใจเราจะอยู่โซน 3 โซน 4 ตลอดเวลาในระยะเวลา 1 ชั่วโมง เวลาพักจะน้อยมาก สมมติว่าเราตั้งโปรแกรมว่าเราจะวิ่ง 1 กิโล เอ้ย! ไม่ถึงนี่หว่า มันมี 1 กิโลนะครับ แต่เราเริ่มต้น 300 – 400 เมตรสลับกับยกเวต สลับกับโรลที่มันเป็นเครื่องดึง สลับกับพูลอัป สลับกับสกี สลับกันอย่างนี้ทั้งหมด 7 – 8 อย่าง ทำทั้งหมด 3 เซต ต้องทำเสร็จภายใน 1 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นถ้าบางทีเราเกิดฟิตมาก เราก็เสร็จภาย 40 – 50 นาทีได้ เล่นไปแบบนี้เรื่อยๆ จนหัวใจเราแข็งแรงมากขึ้น การฝึกอย่างนี้มันช่วยให้หัวใจเราฟื้นตัวเร็วครับ”
อาจารย์คลาสการแสดงเมื่อแรกเริ่มบทสนทนาลอกคราบออกมากลายเป็นเทรนเนอร์เต็มตัวแล้วตอนนี้ หากไม่ติดว่าพื้นที่ที่เราสัมภาษณ์ถูกเซตฉากไว้ ดาราหนุ่มคงได้ลงไปนอนกลิ้งสาธิตวิธีปั้นหุ่นเป็นแน่
“เวลาเราเล่นฉากแอกชันมันไม่ได้เล่นแล้วเสร็จทันที แต่มีเปลี่ยนมุมกล้องด้วย เพราะฉะนั้นมันต้องหายเหนื่อยเร็วเพื่อที่จะต่อสู้ต่อได้ไว โดยที่ไม่พัก อารมณ์ของตัวละครต้องต่อเนื่องเราจำเป็นต้องฝึกร่างกายนี้ไว้ก่อน และเป็นการบิลด์ให้ร่างกายของตัวละคร ตัวใหญ่ขึ้นตามที่ควรจะเป็นด้วย”
ปอร์เช่ยืดตัวให้เห็นภาพพร้อมยกตัวอย่างว่า หากเทียบกับตอนนั้นเขาตัวใหญ่มากๆ พอต้องเจอแรงปะทะเยอะๆ มันต้องใช้ร่างกายเป็นตัวซับแรงแล้วก็ช่วยเซฟร่างกายด้วยในฐานะนักแสดง แต่ตอนนี้ปรับหุ่นให้ลดลงมาบ้างแล้วเพราะหากไม่ปรับหุ่นกลับคืน คงมีคนปวดคอก่อนนั่งคุยจบแน่นอน
แล้วซีนอารมณ์ล่ะ ยากไหม หรือระดับเราแล้วแค่นี้สบายบรื๋อ
“ศูนย์ครับ (พูดเสียงดัง) บอกไว้ก่อนว่าผมเป็นคนที่ไม่รู้จักอารมณ์ตัวเอง ไม่ใช่อารมณ์ตัวเองสิ ต้องบอกว่าเป็นอารมณ์ของตัวละครแล้วกัน จากที่เคยแสดงมา เหมือนเป็นจุดกังวลของผมที่คิดกับตัวเองว่า ถ้าเรากลับมาแสดงเราจะทำได้ป่าววะ รู้สึกเราอ่อนเรื่องนี้มาก แต่พอเราโตขึ้นเราเริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้น แล้วสิ่งนั้นทำให้ผมรู้จักตัวละครมากขึ้นเหมือนกัน”
หมายถึงการเติบโตหรอ
“ใช่ ผมว่าการเติบโตนี่แหละ น่าจะรู้จักตัวเองมากขึ้นมั้ง พอเราได้ลองค้นหาความรู้สึก อารมณ์ตัวเองมันเลยทำให้เรารู้จักอารมณ์ตัวละครได้เหมือนกัน ทำให้เข้าถึงตัวละครได้มากขึ้น”
หนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกอย่างไรในมุมมองของปอร์เช่ ศิวกร
“โอออ หนังเรื่องนี้รู้สึกเหมือนกินอาหารที่มี Before taste แล้วก็มี Aftertaste ครับ หมายความว่าพอเราเห็น เรารู้สึกอย่างหนึ่ง แต่พอเราเริ่มเสพ เรารู้สึกอีกอย่างหนึ่ง หลังจากนั้นเราก็จะรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง มันมีหลายอารมณ์อยู่ในหนังเรื่องนี้ที่ผมรู้สึกนะ”
มีอุปสรรคอะไรที่ท้าทายจนถึงขั้นกลับไปนอนเครียดที่บ้านไหม
“ผู้กำกับ คนเขียนบท และนักแสดงรุ่นใหญ่ครับ รู้สึกยากมากเพราะทุกคนเก่งกันหมดเลย เล่นกับพี่ต่อ (ธนภพ ลีรัตนขจร) พี่ใบเฟิร์น (พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์) พี่คุ้ย (ทวีวัฒน์ วันทา) กำกับ พี่เจี๊ยบ (วรรธนา วีรยวรรธน) เขียนบท แล้วก็เจอ พี่ชาย (ชาตโยดม หิรัณยัษฐิติ) แล้วก็ไม่รู้ว่าดวงเป็นไรเวลาเล่นจะเจอนักแสดงรุ่นใหญ่ตลอด แล้วเราก็จะกดดันตลอด เพราะเรารู้ว่าเขามีศักยภาพอะไรบ้าง มีสกิลอะไรบ้าง เราต้องพัฒนาตัวเองยังไงบ้างให้สิ่งที่ทุกคนตั้งใจทำไม่ดร็อป ก็เลยกดดันว่าเราจะทำได้ดีไหม เราจะทำงานเขาเสียหรือเปล่า ถ้าเราเข้าไปเราจะทำให้มีสีสันอะไรที่มันดีขึ้นได้บ้าง”
แต่มันไม่ถึงขั้นคิดมากจนยอมแพ้ใช่ไหม
“ไม่ๆๆๆ ไม่ยอมแพ้ ผมจะยอมแพ้ยากถ้าเรายังไม่เคยลอง ถ้าลองยังไม่สุดก็ยังไม่ยอมแพ้ ต้องลองสุดไปก่อน แต่สุดของผมก็อาจจะมีสุด สุดแล้ว สุดอีก แต่ปกติเราจะไม่ค่อยยอมแพ้กับอะไรง่ายๆ ครับ! ”
มีช่วงไหนไหมที่ตัวละครในเรื่องมันรีเลตกับเรา
“ไม่ค่อยเท่าไหร่ครับ เพราะแบ็กกราวนด์ตัวละครก็ไม่เหมือนกัน ฉากอารมณ์บางอย่างที่เกิดขึ้น เหตการณ์ที่ตัวละครเจอไม่รีเลตกับผมเลย เราเลยจะไม่ได้รีเลตกันขนาดนั้น แต่ว่าเรารู้จักตัวละครเลยทำมันออกมาได้ในระดับหนึ่ง”
ไม่เหมือนกันเลย แปลว่าต้องทำความรู้จักกันมาก
“ใช่ๆ บางอย่างมันไม่ได้ถูกเล่าในหนัง เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างแบ็กกราวนด์ของตัวละครเอง บรรยากาศการโตมาเป็นยังไง มีเพื่อนไหม ชอบกินอะไร หายใจยังไง โดดเดี่ยวรู้สึกยังไง ตอนคลอดถูกรับมาเลี้ยงรู้สึกยังไง เราต้องเริ่มทำแบ็กกราวนด์ตัวละครให้แน่นก่อน เพื่อที่จะได้รู้ว่าจุดประสงค์ของการพูดของตัวละคร การปฏิบัติตัวของตัวละครว่ามันทำเพราะอะไร”
คิดว่าบทบาทของตัวเองมีส่วนสำคัญอะไรต่อเรื่องนี้
“อื้มมม เป็นคำถามที่ลึกซึ้งมากครับ ตอบยังไงให้ไม่สปอยล์ดี (ขำ) ผมว่าตัวละครนี้เป็นตัวละครที่เป็นเหมือนกาวแล้วกัน เป็นกาวที่คอยเชื่อมความสัมพันธ์ของครอบครัวกับเพื่อน เป็นตัวละครที่มอบ energy ที่ดีให้กับความสัมพันธ์และสมการของบ้าน 89 หลังนี้ครับ”
บทแอกชันได้ลองแล้วตอนนี้อยากลองบทอะไรต่อ
“ฆาตกรครับ” อืม เหมาะจริงกับรอยยิ้มที่ฉีกให้ชม
โปรเพลเยอร์เวลตัน
การที่เราเป็นทั้งศิลปินและนักแสดงบาลานซ์ชีวิตยังไง ยุ่งขนาดไหน
“ไม่ยุ่งหรอกครับ เพราะผมไม่ค่อยรับงานแสดง ผมทำเพลงเป็นหลักมากกว่า ถ้าทำควบคู่กันต้องบาลานซ์ให้ดีสำหรับตัวผมมันยากตรงที่ว่าถ้าเราทำเพลงแล้ว อยากให้ลุคเป็นอย่างนี้ แต่บทบาทตัวละครต้องเป็นอีกแบบหนึ่ง มันค่อนข้างจะตีกัน เราไม่สามารถทำพร้อมกันได้ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะไม่งั้นภาพตัวละครกับภาพศิลปินเราทรงจะคล้ายๆ กัน”
“แต่ผมไม่ค่อยยุ่งหรอกอย่างที่บอกผมเรื่องมากเรื่องบทครับ ถ้าเจอบทที่ใช่ก็จะรับ”
นิสัยเรื่องมากที่พูดถึง เป็นเฉพาะเรื่องบทหรือในชีวิตจริงด้วย
“ (ขำ) เรื่องมากในชีวิตจริงด้วย อย่างที่บอกว่าผมเรื่องมากกับบท เพราะอยากพัฒนาด้านการแสดง เราอยากได้บทที่ต่างจากที่เราเคยเล่น สมมุติเรื่องหน้ามีบทที่ติดต่อเข้ามาคล้ายๆ เอ็ม จะเริ่มชั่งใจ แล้วก็จะไม่ได้กระโจนเข้าไปแบบครั้งแรก”
แปลว่าชอบลองอะไรใหม่ๆ อะไรที่ท้าทายตื่นเต้น
“ใช่ๆ ด้วยความที่เราอยากทำความรู้จักกับตัวละครด้วยแหละ เหมือนเราได้รู้จักกับคนและมุมมองใหม่ๆ แต่ความชอบลองอะไรใหม่ๆ ก็เป็นแค่เรื่องงาน กับเรื่องที่สนใจ เรามองว่าศิลปะการแสดงมัน abstract มันไม่เหมือนกับสิ่งที่เราเจอในชีวิตประจำวัน มันจะมีศาสตร์ไหนวะที่เราสร้างตัวละครขึ้นมา แล้วให้ตัวละครมาใช้ร่างกายเรา ในสมองเรารู้แหละว่าเนี่ยตัวละคร เราคิดและรู้สึกอยู่แต่ก็มีอีกซีกที่รู้ว่า อ๋อ เห็นว่าตัวละครกำลังคิดอยู่ แล้วตัวละครกำลังใช้ร่างกายเราที่แสดงอยู่”
คิดว่าหมุดหมายชีวิตในตอนนี้คืออะไร
“น่าจะคล้ายๆ กับตอนที่พูดไปว่าไม่รู้ว่าคติคืออะไร น่าจะเป็นคำที่บอกว่าทำทุกวันให้ดีที่สุดเพราะเราไม่รู้ว่าจะมีพรุ่งนี้อีกกี่วัน”
แล้วในการทำงานล่ะ เป้าหมายคืออะไร มีชัยชนะที่เราอยากจะไปคว้ามันมาไหม
“ไม่มีหรอก ผมอยากชนะตัวเองมากกว่า อยากให้อนาคตที่เกิดขึ้นภายภาคหน้ามองย้อนกลับมาแล้วภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่อยากให้มองกลับมาแล้ว เอ้ย! เสียดายว่ะงานนี้น่าจะอย่างนี้ดีกว่า เลยอยากให้มันเต็มที่ทุกอย่างเพื่ออนาคตตัวเองที่มองกลับมาแล้วดีแล้วไม่เสียดาย”
แล้วตอนนี้มองกลับไปแล้วยิ้มได้ไหม
“โมโหมากกว่าครับ มองกลับไปและอยากไปแก้หลายอย่างเลย แต่เราก็มองว่ามันเป็นช่วงเวลาหลายอย่างที่ผ่านมา บางอันที่เราไม่ชอบที่เราคิดว่าทำแบบนี้ไปทำไมวะ แต่อย่างน้อยมันก็เป็น journey ที่ทำให้เรารู้ว่าเราชอบหรือไม่ชอบจนมาถึงเราในวันนี้”
เคยทำมาหลายอย่างมาก มีอะไรที่อยากลองทำต่อหลังจากนี้ไหม
“หลังจากนี้เหรอครับ ลองสลับกันสัมภาษณ์ไหมเดี๋ยวผมสัมภาษณ์บ้างตอนนี้เลย หรือไม่ก็สลับกับพี่ตากล้องก็ได้เดี๋ยวผมถ่ายให้ครับ”
หลังขำกันยกใหญ่ขอย้อนกลับไปเมื่อกี้ที่พูดว่าตั้งใจทำทุกอย่าง อยากให้อนาคตมองกลับไปแล้วไม่เสียดาย แล้ว ถ้าถามอีกทีมีอะไรที่อยากกลับไปแก้ไขในชีวิตไหม
“ทุกอย่างเลยครับ (ขำ) ย้อนแย้งไหมๆ อธิบายง่ายๆ อย่างนี้ดีกว่า ผมมองว่าผมเกิดการผิดหวังมาเยอะมากหลังๆ เลยอยากให้ทำทุกวันให้มันเต็มที่ไม่อยากผิดหวังหรือเสียดายกับบางอย่างที่ไม่ได้ทำลงไป ถ้ามองแยกเป็นเรื่องน่าจะดีปเกินไป งั้นเรามาพูดรวมๆ กันดีกว่า ผมแค่ไม่อยากเสียดายหรือเสียใจบางอย่างที่เราเคยพลาดไป”
10 กว่าปีที่ผ่านมานี้คิดว่าความตั้งใจของตัวเองคุ้มค่าหรือยัง
“เป็นคำถามที่ลึกซึ้งมากครับ คิดว่าความพยายามของผมมันคุ้มค่าหรือยัง (นิ่งคิด) เอาเป็นว่าคุ้มค่าหรือเปล่าไม่รู้ แต่ว่าทำให้ผม ณ เวลานี้ ณ ตอนนี้ ณ ตอนที่สัมภาษณ์อยู่แฮปปี้ได้ก็ถือว่าโอเคครับ”
ในปีที่ผ่าน 27 จะก้าวเข้า 28 มีอะไรที่เราค้นพบไหม
“ถ้าในวัย 27 ที่ค้นพบด้านความคิด ความหวังคือสิ่งที่อันตรายการมองโลกในแง่ดีบางอย่างคือสิ่งที่อันตราย กับสุขภาพจิตเรามาก ถ้าเกิดผลลัพธ์มันไม่ได้ออกมาอย่างที่เราคาดหวังมันไว้ มันคือสิ่งที่สามารถทำให้เราดิ่งได้เลย”
ได้ข่าวเป็นคนติดเกมมาตั้งแต่เด็ก ถ้าให้เทียบชีวิตตอนนี้คิดว่าถึงเลเวลไหนแล้ว
“มันตันกี่เลเวลครับ”
เอาเป็นว่าใกล้เจอบอสยัง
“อาจจะใกล้แล้วแต่ยังไม่ใช่ลาสบอสครับ :)”
“เมื่อกี้ดาราเหรอ เขาหล่อนะ หน้าใสกริ๊งเลย”
สงสัยปอร์เช่ ศิวกรจะหอบความหล่อเหลากลับไม่หมดคุณรปภ. เลยเผลอลื่นตกหลุมรักไปอีกคนซะแล้ว