โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก "โรคเกลียดเสียง" ทำไมแค่เสียงเคี้ยวอาหาร เสียงกดปากกา ก็ทำให้อารมณ์เสียได้

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ทำความรู้จัก "โรคเกลียดเสียง" นั่งกินข้าวอยู่ดีๆ แต่กลับรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้ยินเสียงคนข้างๆ เคี้ยวอาหารดังจั๊บๆ หรือระหว่างทำงานในออฟฟิศ เสียงกดปากกาซ้ำๆ ของเพื่อนร่วมงานกลับทำให้คุณเสียสมาธิจนแทบอยากลุกหนีออกจากห้อง

หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงอาการ "ขี้รำคาญ" หรืออารมณ์ไม่ดีชั่วคราว แต่ความเป็นจริงแล้ว ความรู้สึกหงุดหงิดที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงจากเสียงบางประเภท อาจเกี่ยวข้องกับภาวะที่เรียกว่า "Misophonia" หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ "โรคเกลียดเสียง"

แม้เสียงเหล่านี้จะเป็นเรื่องปกติสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะ Misophonia เสียงเล็กๆ ในชีวิตประจำวันอาจกลายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความเครียด ความโกรธ หรือความอึดอัดใจได้อย่างรวดเร็ว จนส่งผลต่อการทำงาน การเรียน และความสัมพันธ์กับคนรอบตัวได้

รู้จัก "โรคเกลียดเสียง" (Misophonia) คืออะไร

โรคเกลียดเสียง (ภาษาอังกฤษ: Misophonia) คือ ภาวะที่สมองตอบสนองต่อเสียงบางประเภทมากกว่าปกติ ทำให้ผู้ที่มีภาวะนี้เกิดอารมณ์ด้านลบอย่างรุนแรงเมื่อได้ยินเสียงที่เป็นตัวกระตุ้น แม้เสียงนั้นจะไม่ได้ดังหรือรบกวนคนอื่นเลยก็ตาม

คำว่า Misophonia มาจากภาษากรีก โดยคำว่า Miso หมายถึง "ความเกลียดชัง" และ Phonia หมายถึง "เสียง" จึงแปลได้ว่า "ความไม่ชอบหรือเกลียดเสียงบางประเภท" ภาวะนี้ไม่ได้เกี่ยวกับระดับความดังของเสียง แต่เกี่ยวข้องกับ "ประเภทของเสียง" ที่แต่ละคนไวต่อการรับรู้แตกต่างกัน

โรคเกลียดเสียง (Misophonia) เกิดจากอะไร?

โรคเกลียดเสียง เป็นภาวะที่ผู้ป่วยมีปฏิกิริยาทางอารมณ์รุนแรงต่อเสียงบางประเภท แม้จะเป็นเสียงธรรมดาที่คนทั่วไปไม่ได้รู้สึกรำคาญ แม้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ได้แก่

1. ความผิดปกติในการประมวลผลเสียงของสมอง

สมองของผู้ที่มีภาวะโรคเกลียดเสียง อาจตอบสนองต่อเสียงบางชนิดมากกว่าปกติ ทำให้เกิดความรู้สึกหงุดหงิด โกรธ วิตกกังวล หรือเครียดทันทีเมื่อได้ยินเสียงกระตุ้น

2. ความเชื่อมโยงระหว่างเสียงกับอารมณ์

สมองอาจสร้างการเชื่อมโยงระหว่างเสียงบางอย่างกับประสบการณ์หรืออารมณ์ด้านลบในอดีต ส่งผลให้เมื่อได้ยินเสียงเดิมอีกครั้ง จะเกิดปฏิกิริยาทางอารมณ์อย่างรุนแรง

3. ปัจจัยทางพันธุกรรม

มีการพบว่าบางครอบครัวมีสมาชิกหลายคนที่มีอาการคล้ายกัน จึงเป็นไปได้ว่าอาจมีปัจจัยทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง แม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน

4. เกี่ยวข้องกับภาวะทางจิตใจบางประเภท

โรคเกลียดเสียง อาจพบร่วมกับภาวะอื่น เช่น โรควิตกกังวล ภาวะย้ำคิดย้ำทำ (OCD) หรือโรคสมาธิสั้น (ADHD) แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีภาวะโรคเกลียดเสียงจะต้องเป็นโรคเหล่านี้เสมอไป

เสียงแบบไหนกระตุ้นให้มีอาการ "ภาวะโรคเกลียดเสียง"

บางคนเพียงได้ยินเสียงเหล่านี้ไม่กี่วินาที ก็อาจรู้สึกหงุดหงิดจนเสียสมาธิ หรือรู้สึกอยากหลีกหนีจากสถานการณ์นั้นทันที โดยเสียงที่เป็นตัวกระตุ้นของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน แต่เสียงที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • เสียงเคี้ยวอาหาร
  • เสียงดูดน้ำหรือจิบเครื่องดื่ม
  • เสียงกลืนน้ำลาย
  • เสียงหายใจดัง
  • เสียงคลิกปากกา
  • เสียงเคาะโต๊ะ
  • เสียงพิมพ์คีย์บอร์ด
  • เสียงสั่นขาหรือกระดิกเท้า
  • เสียงขยับถุงพลาสติก

ทำไมสมองถึงตอบสนองกับ "บางเสียง" มากเป็นพิเศษ?

เชื่อว่าภาวะโรคเกลียดเสียงเกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกันของสมองส่วนที่ประมวลผลเสียง และสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ เมื่อได้ยินเสียงที่เป็นตัวกระตุ้น สมองอาจตีความเสียงนั้นเป็นสิ่งรบกวนหรือภัยคุกคาม ส่งผลให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาคล้ายภาวะตื่นตัว เช่น หัวใจเต้นเร็ว เครียด หรือรู้สึกโกรธ นอกจากนี้ ความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือความเหนื่อยล้าทางจิตใจ ยังอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้อีกด้วย

สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณอาจมีภาวะโรคเกลียดเสียง (Misophonia)

หากมีอาการเหล่านี้เป็นประจำเมื่อได้ยินเสียงบางประเภท อาจเข้าข่ายภาวะโรคเกลียดเสียงได้ เช่น

  • หงุดหงิดหรือโมโหทันทีเมื่อได้ยินเสียงบางอย่าง
  • รู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือกระสับกระส่าย
  • เสียสมาธิจากการเรียนหรือการทำงาน
  • พยายามหลีกเลี่ยงสถานที่หรือบุคคลที่ทำให้เกิดเสียงดังกล่าว
  • มีปัญหาความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัวจากเรื่องเสียงเล็กๆ น้อยๆ
  • รู้สึกผิดหลังจากแสดงอารมณ์รุนแรงออกไป

ทั้งนี้ หากอาการเกิดขึ้นบ่อยจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม

วิธีรับมือเมื่อเสียงรอบตัวเริ่มทำให้รู้สึกเครียด

แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีวิธีรักษาเฉพาะสำหรับ Misophonia แต่สามารถลดผลกระทบจากอาการได้ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

1. ใช้เสียงอื่นช่วยกลบเสียงรบกวน ลองเปิดเพลงเบาๆ เสียงธรรมชาติ หรือใช้หูฟังตัดเสียงรบกวน เพื่อช่วยลดการรับรู้เสียงที่เป็นตัวกระตุ้น

2. ดูแลสุขภาพกายและใจ การนอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และลดความเครียด สามารถช่วยให้สมองตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นได้ดีขึ้น

3. สื่อสารกับคนใกล้ชิด การอธิบายให้คนรอบตัวเข้าใจว่าเสียงบางอย่างส่งผลต่ออารมณ์ของคุณ อาจช่วยลดความเข้าใจผิดและหาทางออกร่วมกันได้

4. ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ หากอาการเริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน การพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาสามารถช่วยประเมินและแนะนำแนวทางจัดการอาการได้อย่างเหมาะสม

"โรคเกลียดเสียง" หรือ Misophonia ไม่ใช่แค่การไม่ชอบเสียงบางอย่าง แต่เป็นภาวะที่ทำให้สมองตอบสนองต่อเสียงเฉพาะด้วยอารมณ์ที่รุนแรงกว่าปกติ จนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้ แม้เสียงเคี้ยวอาหาร เสียงกดปากกา หรือเสียงเล็กๆ รอบตัวจะดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับบางคน เสียงเหล่านี้อาจสร้างความเครียดได้มากกว่าที่คิด การทำความเข้าใจภาวะนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของตนเอง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รู้จัก "โรคเกลียดเสียง" ทำไมแค่เสียงเคี้ยวอาหาร เสียงกดปากกา ก็ทำให้อารมณ์เสียได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...