บทเรียนราคาแพงลูกเรือไทย รับหิ้วของข้ามแดน คำว่า "ไม่รู้" ใช้สู้คดีไม่ได้
วันนี้ (30 มิ.ย.2569) จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ภาพจากกล้องวงจรปิด ณ คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านบางนา สามารถบันทึกภาพพนักงานขนส่งสินค้า (ไรเดอร์) นำกล่องพัสดุมาส่งมอบให้กับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงรายหนึ่ง โดยที่ตัวลูกเรือผู้นี้ไม่ได้เห็นขั้นตอนการบรรจุสิ่งของหรือตัวตนที่แท้จริงของผู้ส่ง
ต่อมาวันที่ 25 มิ.ย. หลังจากเที่ยวบินจากไทยเดินทางถึงท่าอากาศยานเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เจ้าหน้าที่ศุลกากรและกองกำลังพิทักษ์พรมแดน ได้นำสุนัขดมกลิ่นทำการสุ่มตรวจสัมภาระของลูกเรือ และพบความผิดปกติในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของแอร์สาวรายดังกล่าว
จากการนำสัมภาระเข้าเครื่องเอกซเรย์ เจ้าหน้าที่พบวัตถุต้องสงสัยภายใน "กระเป๋าผ้าลายช้าง" จำนวน 2 ใบ จากสัมภาระทั้งหมด 12 ใบ เมื่อทำการกรีดรอยเย็บซับในออก พบผงสีขาวบรรจุอยู่ภายใน ซึ่งผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าเป็นยาเสพติดประเภทเฮโรอีน น้ำหนักรวมกว่า 1 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าในตลาดมืดของประเทศออสเตรเลียสูงถึง 500,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 11 ล้านบาท
ส่งผลให้ในวันที่ 26 มิ.ย. ศาลออสเตรเลียมีคำสั่งคัดค้านการประกันตัว และส่งตัวเข้าควบคุมในเรือนจำทันที โดยอนุญาตให้ผู้ต้องหาติดต่อได้เพียงมารดาที่อาศัยอยู่ใน จ.พะเยา เท่านั้น
การตอบรับจากหน่วยงานภาครัฐของไทย
ระหว่างวันที่ 29-30 มิ.ย. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยได้ขยับขับเคลื่อนมาตรการอย่างเร่งด่วน เริ่มจากประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทย (ดีดีการบินไทย) ได้ออกมายอมรับว่าผู้ต้องหาเป็นพนักงานต้อนรับในสังกัดจริง พร้อมสั่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง สั่งพักงานทันที และเตรียมดำเนินการไล่ออก หากผลคดีสิ้นสุด โดยย้ำว่าเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับองค์กร
ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เข้าตรวจค้นห้องพักของผู้ต้องหา แม้ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายเพิ่มเติม แต่จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบข้อน่าสังเกตว่า มียอดเงินคงเหลือในบัญชีน้อยมาก และพบหลักฐานการติดต่อรับงานผ่านกลุ่มเฟซบุ๊กจากบัญชีอวตารชื่อ "โรส" โดยได้รับค่าตอบแทนการหิ้วของครั้งนี้เพียง 8,800 บาท
ทางด้าน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม ออกมาแถลงยอมรับถึงช่องโหว่ของระบบรักษาความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยระเบียบปฏิบัติขาออกที่ผ่านมาจะเน้นย้ำการตรวจค้นวัตถุระเบิดเป็นหลัก และมีแนวทางปฏิบัติในลักษณะ "ให้เกียรติลูกเรือ" จึงไม่ได้ใช้สุนัขดมกลิ่นตรวจตราอย่างเข้มงวดเท่ากับผู้โดยสารทั่วไป
ซึ่งจากเหตุการณ์นี้ กระทรวงคมนาคม สั่งการให้รื้อระบบรักษาความปลอดภัยใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ลูกเรือทุกคนต้องผ่านกระบวนการสแกน และตรวจสอบตามมาตรฐานสากลอย่างเท่าเทียมโดยไม่มีข้อยกเว้น จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวางว่า ในมิติของความปลอดภัยสากลนั้น ไม่ควรมีคำว่าสิทธิพิเศษหรือการให้เกียรติเหนือกว่ามาตรฐานความปลอดภัย
ธุรกิจรับหิ้ว รายได้เสริมที่มีความเสี่ยงสูง
เป็นที่รู้กันในวงการลูกเรือว่า ธุรกิจการรับฝากหิ้วสินค้าถือเป็นรายได้เสริมที่สำคัญในยุคค่าครองชีพสูง เนื่องจากสิทธิประโยชน์ด้านโควตาน้ำหนักกระเป๋าพิเศษและช่องทางเดินด่วนพิเศษ สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าแบรนด์เนม วิตามิน หรือครีมบำรุงผิว ซึ่งตอบโจทย์ผู้ซื้อที่ต้องการของแท้ในราคาถูก อย่างไรก็ตาม แม้กฎระเบียบของสายการบินจะห้ามรับฝากสิ่งของจากบุคคลภายนอก แต่ในทางปฏิบัติมักมีการอนุโลมตราบใดที่ไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย
สำหรับรูปแบบอาชญากรรมของเครือข่ายยาเสพติดในยุค พ.ศ.2569 มีการพัฒนารูปแบบที่แยบยลมากขึ้น โดยจะมุ่งคัดเลือกเหยื่อที่มีพฤติกรรมโพสต์รับงานหิ้วบ่อยครั้งในกลุ่มโซเชียลมีเดีย จากนั้นจะใช้วิธีการดัดแปลงสภาพยาเสพติด เย็บซ่อนในซับในของบรรจุภัณฑ์ทั่วไป เช่น กระเป๋า หรือเสื้อหนาว และใช้บริการไรเดอร์ในการส่งมอบเพื่อตัดตอนไม่ให้สาวถึงตัวการใหญ่
ยิ่งไปกว่านั้น เครือข่ายจะกำหนดเงื่อนไขจ่ายเงิน ค่านำส่งต่อเมื่อสินค้าถึงปลายทางสำเร็จเท่านั้น ส่งผลให้หากเกิดการจับกุม ขบวนการจะไม่สูญเสียเงินค่าจ้าง และเหยื่อจะต้องเป็นผู้รับโทษทัณฑ์แต่เพียงผู้เดียว
ทั้งนี้ มีกระแสข่าวขัดแย้งกันระหว่างข้อเท็จจริงของ ป.ป.ส. ที่พบว่าผู้ต้องหามีเงินในบัญชีน้อยและส่งเงินให้มารดาเพียงเดือนละ 10,000 บาท กับกระแสข่าวในกลุ่มลูกเรือที่ระบุว่าผู้ต้องหาอาจเคยทำพฤติกรรมนี้มาแล้วหลายครั้ง และได้รับค่าจ้างสูงถึงครั้งละ 1 ล้านบาท ซึ่งยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวนเชิงลึก
เหตุใดออสเตรเลียจึงมีมาตรการเข้มงวด
ประเทศออสเตรเลียได้รับการยอมรับว่า เป็นหนึ่งในประเทศที่มีด่านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรที่เข้มงวดที่สุดในโลก เนื่องจากเป็นประเทศเกาะที่มีระบบนิเวศจำเพาะ (Biosecurity) สูง การลักลอบนำเข้าสิ่งแปลกปลอม พืช หรือสัตว์ อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและการเกษตร
ทางการออสเตรเลียจึงใช้ระบบวิเคราะห์ข่าวกรอง ร่วมกับสุนัขดมกลิ่น และเครื่องเอกซเรย์ประสิทธิภาพสูงที่ตรวจละเอียดทุกชิ้นส่วน สอดคล้องกับท่าทีล่าสุดของทางการออสเตรเลียที่ระบุว่า กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติมักพุ่งเป้ามาที่บุคคลภายใน (Trusted Insiders) จึงประกาศจุดยืนไม่ยอมรับ และไม่มีข้อยกเว้นต่อการทุจริตในวิชาชีพทุกกรณี
เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลให้แก่ชุมชนคนไทยในนครเมลเบิร์น และซิดนีย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากคาดว่าหลังจากนี้ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยและเที่ยวบินที่เดินทางออกจากกรุงเทพฯ จะถูกเพ่งเล็งและตรวจสอบสัมภาระอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อความยากง่ายในการพิจารณาอนุมัติวีซาในอนาคต
เปรียบเทียบบทลงโทษไทยและออสเตรเลีย
เมื่อพิจารณาข้อกฎหมายของทั้ง 2 ประเทศสำหรับการครอบครองเฮโรอีนน้ำหนัก 1 กิโลกรัม
ในฐานความผิดของประเทศออสเตรเลีย ผู้ต้องหาจะถูกดำเนินคดีแยกเป็น 2 กระทงความผิด
- ข้อหานำเข้ายาเสพติดภายใต้การควบคุมพรมแดนในปริมาณเพื่อการค้า ตามมาตรา 307.2(1) แห่งประมวลกฎหมายอาญา โทษสูงสุดจำคุก 25 ปี
- ข้อหาครอบครองยาเสพติดภายใต้การควบคุมพรมแดนในปริมาณเพื่อการค้า ตามมาตรา 307.6(1) แห่งประมวลกฎหมายอาญา โทษสูงสุดจำคุก 25 ปี
รวมโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 50 ปี โดยที่ประเทศออสเตรเลียไม่มีการลงทัณฑ์ด้วยโทษประหารชีวิต
ขณะที่บทลงโทษตามกฎหมายไทย หากผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตมีบทลงโทษสูงสุดคือการจำคุกตลอดชีวิตไปจนถึงโทษประหารชีวิต
แม้ผู้ต้องหาจะรอดพ้นจากโทษประหารชีวิตตามกฎหมายออสเตรเลีย แต่การต้องโทษจำคุกในต่างแดนเป็นเวลานานตั้งแต่อายุ 26 ปี ถือเป็นบทเรียนและอุทาหรณ์ครั้งสำคัญว่า ในทางกฎหมาย คำว่า "รู้เท่าไม่ถึงการณ์" หรือ "ไม่รู้" ไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้อต่อสู้เพื่อพ้นผิด ได้ตราบใดที่วัตถุพยานกลางอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำความผิด
อ่านข่าวอื่น :
ครม.ขยายเวลาแก้ปัญหาสัญชาติ-สถานะบุคคลอีก 1 ปี ถึง 30 มิ.ย.70
เดินหน้าสกัดนอมินีต่างชาติ พณ.หารือสภาวิชาชีพ ตัดวงจรเอื้อธุรกิจผิดกม.
ศาลไม่ถอนประกัน "ทนายตั้ม" คดี "เจ๊อ้อย" เพิ่มเงื่อนไขห้ามยุ่งกับพยาน