โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อการทุจริตในราชการ กลายเป็นหนึ่งใน ‘วัฒนธรรมไทย’

The Momentum

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

จ่ายเงินใต้โต๊ะหลักแสนแลกกับการได้เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น เหตุการณ์ที่เพิ่งจะถูกเปิดโปงเมื่อไม่กี่วันมานี้ กลายเป็นการทุจริตการสอบข้าราชการครั้งมโหฬาร เหตุผลก็เพราะว่า อาจมีผู้เกี่ยวข้องมากถึง 9,000 คน และมูลค่าความเสียหายอาจมากถึง 4,500 ล้านบาท

ที่สำคัญก็คือ ‘ข้าราชการส่วนท้องถิ่น’ ผู้ที่ต้องทำงานรับใช้ประชาชนกลับเป็นคนที่อยู่ใน ‘กลโกง’ นี้เสียเอง ซึ่งน่าตั้งคำถามว่า แล้วคนกลุ่มนี้จะเข้าไปทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนจริงๆ หรือ แม้แต่การเข้าไปยังใช้วิธีการที่อยู่นอกกฎหมายถึงเพียงนี้

อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแวดวงข้าราชการไม่ได้เป็นเรื่องที่สดใหม่ เพราะเคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มาแล้ว เช่น การโกงข้อสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่จังหวัดมหาสารคามในปี 2557 ไม่นับรวมกับคำเล่าลือที่มีมาตลอดเมื่อมีการเปิดสอบข้าราชการ จนกระทั่งมีการดึงอำนาจการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่แต่เดิมท้องถิ่นจัดกันเองเข้าสู่ส่วนกลาง

ปัญหาการทุจริตการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นกำลังบอกอะไรเรา เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล 9,000 คนที่อาจจะโกงสอบ หรือเป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง คนที่โกงไปแล้วจะได้รับผลประโยชน์ที่คุ้มค่าเงินแสนบาทที่จ่ายไปหรือไม่ และผลกระทบของการคอร์รัปชันครั้งนี้หยุดอยู่แค่ในประเทศหรือไปไกลกว่านั้น

The Momentum พูดคุยกับ ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา (สว.), โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อหาคำตอบในประเด็นนี้

ดึงอำนาจสอบท้องถิ่นเข้าส่วนกลาง ปัญหาเดิมไม่แก้ ซ้ำทำปัญหาใหญ่ขึ้น

หากย้อนกลับไปในปี 2557 ในช่วงนั้นมีข่าวโด่งดังเกี่ยวกับการทุจริตสอบบรรจุพนักงานส่วนตำบลในจังหวัดมหาสารคาม เพราะไปพบว่า มีการเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบตั้งแต่ 5-6 แสนบาท แลกกับตำแหน่งที่ผู้สมัครสอบต้องการบรรจุ พบการฝนคะแนนให้กับผู้เข้าสอบที่จ่ายเงิน เอาผลคะแนนสอบที่ตรวจด้วยคอมพิวเตอร์ทิ้งแล้วกรอกคะแนนใหม่ ทำคะแนนสอบความรู้ทั่วไป (สอบภาค ก.) และสอบความรู้เฉพาะตำแหน่ง (สอบภาค ข.) เท็จ ทั้งยังปลอมแปลงเอกสารที่มีคะแนน รวมทั้งปลอมลายเซ็นและตราประทับมหาวิทยาลัย ซึ่งมีผู้ร่วมขบวนการนี้ตั้งแต่ผู้สมัครสอบ ผู้จัดทำผลคะแนน คณะกรรมการจัดสอบ กรรมการพนักงานส่วนตำบล ไปจนถึงผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล

ประภาสชี้ว่า เหตุการณ์ซึ่งถูกเรียกในเวลาต่อมาว่า ‘มหาสารคามโมเดล’ ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ขณะนั้นอยู่ในฐานะรัฐบาล ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 8/ 2560 เรื่องการปฏิรูปการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีเป้าหมายคือการดึงอำนาจการคัดเลือกบุคลากรเข้าไปดำรงตำแหน่งภายในหน่วยงานส่วนท้องถิ่นกลับมาเป็นอำนาจของส่วนกลาง เพื่อแก้ปัญหาการใช้ระบบอุปถัมภ์ในการสอบแข่งขัน การเลื่อนตำแหน่ง การโอนและการย้าย

“ประเด็นที่คนยังพูดถึงกันน้อยหรืออาจจะไม่พูดถึงเลยคือ การสอบครั้งนี้จัดขึ้นโดยส่วนกลาง ไม่ใช่การจัดสอบโดยท้องถิ่น เพราะการสอบท้องถิ่นถูกยึดอำนาจคืนไปยังส่วนกลางแล้วในปี 2560 แต่ก็ยังเกิดการโกงข้อสอบกันอยู่ตามที่ปรากฏ” ประภาสกล่าว และเสริมว่า เหตุการณ์โกงการสอบข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ชี้ให้เห็นว่า การรวบอำนาจการจัดสอบไว้ที่ส่วนกลาง ไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตได้จริง ขณะเดียวกัน ความเชื่อที่ว่า ‘ท้องถิ่นโกง ส่วนกลางสะอาดกว่า’ อาจเป็นความคิดที่ผิด

ตามคำสั่ง 8/ 2560 คสช.กำหนดให้การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) โดยหน่วยงานนี้สามารถจัดสอบเองหรือ ‘จ้าง’ มหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานที่มีศักยภาพในการจัดสอบที่ผ่านการคัดเลือก มาดำเนินการจัดสอบแทนหน่วยงานได้ และการจัดสอบแต่ละครั้งจึงเป็นการจัดสอบในสนามใหญ่ระดับประเทศในมุมมองของณัฐกร การจัดสอบข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นในสนามใหญ่ไม่ได้แก้ปัญหาการทุจริตในการสอบ แต่เป็นการซ้ำเติมปัญหาเดิมให้ยิ่งหนักข้อขึ้น

“เราเห็นแล้วว่า พอรวบอำนาจก็เกิดปัญหามากกว่าเกิดผลดี อย่างเรื่องการทุจริตที่ใหญ่โตมโหฬารมากขึ้น และหนักกว่าที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นไปมาก”อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไม่ปฏิเสธว่า หากท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดสอบข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นด้วยตัวเองก็อาจเกิดการทุจริตได้ แต่รับประกันว่าจะไม่เกิดขึ้นกับทุกสนามที่จัดสอบ

“เพราะแต่ละท้องถิ่นไม่เหมือนกัน ท้องถิ่นที่จะทุจริตได้ คือท้องถิ่นที่ผู้มีอำนาจคุมทั้งหมด ข้าราชการหรือพนักงานในพื้นที่ไม่มีปากเสียง เพราะสภาท้องถิ่นเป็นคนในเครือข่ายของผู้มีอำนาจกันทั้งหมด ซึ่งจะเกิดการเอื้อผลประโยชน์ในลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นในตอนนี้ได้“แต่หากท้องถิ่นใดมีฝ่ายค้าน หรือปลัดท้องถิ่นที่แข็งๆ รักษากฎหมาย มีความตรงไปตรงมา ไม่มีทางที่จะเกิดการทุจริต เพราะระบบจะทำให้เกิดการคานอำนาจ และตรวจสอบกันเอง”

จากการโกงแบบรายบุคคล สู่ ‘วัฒนธรรมโกงสอบราชการ’

กลโกงการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นในรอบนี้ กระทำการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แทบทั้งหมด โดยหลังสอบเสร็จจะมีการประกาศคะแนนสอบของผู้เข้าสอบ ซึ่งผู้เข้าสอบที่จ่ายเงินใต้โต๊ะหลักแสนบาทให้กับข้าราชการที่อยู่ในขบวนการจะเป็นผู้ที่มีคะแนน ‘ผ่านเกณฑ์’ ประกาศอยู่บนหน้าเว็บไซต์ สิ่งที่ขบวนการโกงสอบทำคือ การดึงเอากระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบที่จ่ายเงินแล้วมาแก้ไขคำตอบให้ได้คะแนนตรงกับที่ประกาศไว้บนหน้าเว็บไซต์ จากนั้นจึงอัปโหลดกระดาษคำตอบที่แก้ไขเสร็จสิ้นขึ้นเว็บไซต์ประกาศผล เพื่อเป็นหลักฐานว่าผู้เข้าสอบทำคะแนนได้ตามที่ประกาศจริง

โอฬารชี้ว่า การทุจริตที่เกิดขึ้นในแวดวงราชการรอบนี้ ไม่ได้เป็นการทุจริตแบบปัจเจกบุคคล เช่น นาย ก.ช่วยนาย ข.ให้สอบผ่าน หากแต่เป็นการทุจริตที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างของรัฐที่มีการรวมศูนย์อำนาจไว้กับส่วนกลาง ซึ่งทำให้การทุจริตมีความรุนแรง อีกทั้งยังมีกฎหมายหรือระเบียบที่ปกป้องผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตด้วย

“อยากให้นึกภาพตอนเราเรียนหนังสือ การโกงสอบมักจะใช้แค่โพย หรือการลอกคำตอบ ซึ่งเป็นการทุจริตแบบปัจเจก แต่การโกงข้อสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นในรอบนี้ กลายเป็นเรื่องของระบบที่เกิดขึ้นเพราะรัฐเปลี่ยนกลไกจากรัฐประชาชนไปสู่รัฐอาชญากรรม มีการบริหารจัดการโดยข้าราชการที่เป็นอาชญากร ทำให้เกิดการทุจริตตั้งแต่ระดับนโยบาย ทั้งยังมีการรวมศูนย์อำนาจ ที่ทำให้ข้าราชการที่อยู่ในเครือข่ายเหล่านี้เชื่อมั่นว่าตนทำแบบนั้นได้ เพราะกลไกทั้งหมดถูกควบคุมเอาไว้แล้ว

“และหากเกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา ทุกคนก็มีทางหนีทีไล่ อยากให้สังเกตว่า ในช่วงที่การทำงานของข้าราชการทำให้เกิดปัญหาขึ้น เขาจะพยายามให้สัมภาษณ์ว่าเขาทำตามกระบวนการแล้ว ซึ่งมักใช้คำนี้เป็นหลังพิงในการตอบคำถามทั้งหมด พอฝ่ายการเมืองบอกว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้อง ข้าราชการประจำก็บอกว่าตนเองไม่เกี่ยวข้อง มหาวิทยาลัยก็บอกว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้อง คนที่ตกเป็นแพะรับบาปก็คือคนที่อยู่หน้างาน”

การทุจริตสอบข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นมีบริบทคล้ายโมเดลธุรกิจคือ มี ‘ผู้ค้า’ เป็นข้าราชการระดับต่าง ๆ ที่มีอำนาจในการจัดวางพนักงานส่วนท้องถิ่นหรือส่วนกลาง หรือมีเครือข่ายที่มีศักยภาพในการทุจริต เพื่อปูทางให้คนของตนเองเข้ามาดำรงตำแหน่งในหน่วยงานที่ตนต้องการ ขณะเดียวกันยังมี ‘ผู้ซื้อ’ คือประชาชนที่ต้องการเข้าสู่ตำแหน่งราชการ เนื่องจากเป็นงานที่มั่นคง และมีสวัสดิการมากมาย ข้าราชการที่มีอำนาจ จึงฉวยโอกาสนี้เรียกรับเงินเพื่อประกันตำแหน่งให้กับผู้ที่พร้อมจ่าย ขณะที่ประชาชนบางส่วนก็พร้อมจะจ่ายเพื่อเข้าสู่ตำแหน่ง จึงนับว่าเป็นการ ‘สมประโยชน์’ กันทั้ง 2 ฝ่าย

อย่างไรก็ตาม การทุจริตการสอบข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ทว่าการลงโทษทางกฎหมายมีเพียงไม่กี่กรณีเท่านั้น ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการเดินหน้าทางกฎหมายต่อผู้กระทำการทุจริตซึ่งโดยมากเป็นข้าราชการหรือผู้มีอำนาจทางสังคม ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อตัวเอง รวมทั้งความยากในการพิสูจน์ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริงในการสอบข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น เพราะส่วนใหญ่แล้ว การทุจริตมักสอดแทรกไปกับโครงสร้างและขั้นตอนปกติขององค์กร ที่สำคัญ คนบางกลุ่มซึ่งรวมถึงข้าราชการและผู้ที่ต้องการเข้าสู่อาชีพข้าราชการอาจเลือกที่จะเงียบ เพราะต้องการเก็บช่องทางนี้เอาไว้เผื่อจะสร้างประโยชน์ให้ตัวเองได้

เมื่อไม่มีผู้ท้วงติงกับความไม่ปกติของขั้นตอนที่ไม่เป็นทางการ การเข้าสู่เส้นทางข้าราชการโดยจ่ายเงินใต้โต๊ะจึงเริ่มกลายเป็น ‘ความปกติ’ ของสังคมไทย

บทความวิชาการ ความเป็นปกติของการคอร์รัปชันกับการเข้าสู่ตำแหน่งของพนักงานส่วนท้องถิ่น โดย รุ้งนภา ยรรยงเกษมสุข ชี้ว่า การจ่ายเงินเข้าสู่ตำแหน่งราชการจะฝังอยู่ในโครงสร้าง วิธีทำงาน และขั้นตอนปกติขององค์กร จนคนมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา และการทุจริตหรือการเรียกรับเงินจะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนคนไม่ตั้งคำถาม แม้ว่าจะเป็นผู้ที่เพิ่งเข้าสู่แวดวงราชการ มิหนำซ้ำยังอาจจะเลือกใช้วิธีการทุจริตเพื่อให้ประโยชน์แก่ตนเองแทนมากกว่าการทุจริตเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งข้าราชการส่วนท้องถิ่น สิ่งหนึ่งที่ผู้มีอำนาจในการจัดสอบพยายามทำคือ การทำให้การสอบดูมีความเป็นทางการมากที่สุด เพื่อตบตาประชาชนว่าการจัดสอบมีความโปร่งใส

“การทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นเป็นระบบที่ถูกเซ็ตขึ้นมาอย่างลงตัว โดยเฉพาะกระบวนการสอบต้องทำให้ดูดีมาก เช่น เวลาไปสอบต้องสวมชุดวอร์ม ถอดรองเท้า ทำให้เกิดความน่ายำเกรง มีความตรงไปตรงมา และดูมีความน่าเชื่อถือ เพื่อให้คนมองว่า การสอบครั้งนี้นั้นโปร่งใส เป็นกระบวนการสอบที่มีความยุติธรรมที่สุดในประวัติศาสตร์ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งล้วนเป็นการจัดวางที่เซ็ตขึ้นมาเพื่อตบตาลูกชาวบ้านหลานชาวนา อำพรางประชาชนคนที่ไม่รู้กระบวนการของรัฐ หรือกระบวนการขององค์กรอาชญากรรม” โอฬารกล่าว

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพาให้เหตุผลว่า การจัดฉากการสอบบรรจุข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นขึ้นนั้น เพื่อทำให้ผู้สมัครเข้าสอบคนอื่นๆ ที่ไม่ได้จ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อโกงสอบ รู้สึกว่าการสอบมีความยุติธรรมแล้ว ซึ่งหากผลลัพธ์การสอบประกาศออกมา คนกลุ่มนี้จะไม่ตั้งคำถามกับระบบการสอบว่าโปร่งใสและยุติธรรมหรือไม่ แต่จะตั้งคำถามกับตนเองว่าทำได้ไม่ดีพอแทน ซึ่งโอฬารยกตัวอย่างการสอบบรรจุพนักงานส่วนท้องถิ่นในครั้งนี้ที่มีผู้เข้าสอบมากถึง 213,030 คน แต่กลับมีผู้มาร้องเรียนหลักร้อยคน

“เอาง่ายๆ ในการทุจริตครั้งนี้ยังมีคนร้องเรียนกันน้อยมากๆ สัดส่วนการร้องเรียนมันน้อยมากจริงๆ แล้วสมควรจะมีการเรียกร้องกันมากกว่านี้ และนี่แหละคือผลพวงจากสภาวะของการเซ็ตขึ้นมา มันทำให้ผู้เข้าสอบสมยอมต่อองค์กรรัฐอาชญากรรมโดยสมบูรณ์แบบ

“และหากคนไม่สงสัย กระดาษคำตอบที่ถูกโกงจะถูกทำลายไปในระยะเวลา 2 ปี” โอฬารกล่าว

ผลประโยชน์ระยะยาวของผู้ทุจริต

การเข้าสู่ตำแหน่งข้าราชการด้วยการจ่ายเงินให้กับผู้มีอำนาจ หรือขบวนการทุจริตจำนวนหลักแสนบาท เพื่อแลกกับเงินเดือนเริ่มต้นหลักหมื่นบาท ทำให้หลายคนที่ติดตามข่าวนี้ตั้งคำถามถึงความ ‘คุ้มค่า’

ทั้งนี้ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าวว่า ความ ‘คุ้มค่า’ เป็นเรื่องของผลประโยชน์ในระยะยาวจากการเป็นข้าราชการ ทั้งนี้ เขาชี้ว่าการเป็นข้าราชการ นำมาซึ่งความมั่นคงมากกว่าอาชีพอื่น ๆ เป็นอาชีพที่เข้าง่ายแต่ออกยาก

“มีกรณีที่ผมเล่าให้นักศึกษาฟังบ่อยๆ เพื่อให้เห็นภาพว่า อาชีพข้าราชการกับอาชีพทั่วๆ ไปแตกต่างกันอย่างไร อย่างเคสของตำรวจคนหนึ่งไปแต่งงานซ้อน แล้วเป็นข่าวลงคลิปใหญ่โต ปรากฏว่าอีกวันหนึ่ง ผู้หญิงซึ่งทำงานเอกชนโดนไล่ออกทันที แต่ผ่านไปแล้วครึ่งปี ตำรวจคนนั้นโดนตัดสินกักขังแค่ไม่กี่วัน แต่ไม่ได้ให้ออกจากราชการ แค่ลงโทษเบาๆ”

ณัฐกรกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากความมั่นคง คนทำงานข้าราชการยังได้รับสิทธิประโยชน์ ทั้งการกู้ยืมซื้อบ้าน การรักษาพยาบาลที่ดูแลครอบคลุมถึง 3 ชั้นคือ พ่อแม่ คู่สมรส รวมทั้งบุตร ทั้งยังมีเงินบำนาญที่ทำให้มั่นใจว่า แก่ไป ต่อให้ไม่มีลูกหลาน ก็อยู่ได้ด้วยเงินบำนาญ นี่คือผลประโยชน์ที่คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ถ้าได้เป็นข้าราชการ

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพาชี้ให้เห็นผลประโยชน์อื่นๆ เพิ่มเติมคือ การเปลี่ยนสายงาน“สิ่งที่คนยังไม่ค่อยพูดถึงคือ คนจำนวนมากต้องการเข้าสู่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นเพื่อใช้เส้นทางนี้ในการเปลี่ยนสายงาน โดยเฉพาะบรรดาคนที่จบสาขารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ คนเหล่านี้หากเขาจ่ายเงินไปแล้ว อาจจะดำรงตำแหน่งข้าราชการส่วนท้องถิ่นสัก 2 ปี หลังจากนั้นจะมีการโอนย้ายไปเป็นข้าราชการส่วนภูมิภาค

“เมื่อมีโอกาสเปลี่ยนสายงาน จากเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ เจ้าหน้าที่แผน นิติกร เปลี่ยนไปเป็นปลัดอำเภอ พอเป็นปลัดอำเภอ เขาก็จะมีช่องทางที่จะเติบโตในแวดวงนายอำเภอ ปลัดจังหวัด รองผู้ว่าฯ ไปจนถึงระดับที่สูงกว่านั้น ถ้าไปตามดูดี ๆ จะมีรายชื่อบรรดาลูกหลานนักการเมืองหลายคน เขาก็เคยเป็นผู้ว่าฯ เคยเป็นนายอำเภอมาก่อน และจะใช้ช่องทางนี้เปลี่ยนสายงานให้ลูกของเขา”

สำหรับผลประโยชน์ของขบวนการทุจริต ซึ่งอาจเป็นข้าราชการระดับสูง ด้านหนึ่งเปิดทางให้ข้าราชการที่ตนไว้ใจเข้ามาบรรจุเพื่อสร้างเครือข่าย โดยเฉพาะกลุ่มที่บรรจุเข้ามาด้วยวิธีที่ไม่เป็นทางการ และไม่ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ เพราะคนกลุ่มนี้จะตกอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้มีอำนาจในฐานะของผู้ที่มีบุญคุณ

ณัฐกรชี้ว่า การทุจริตในการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่จัดขึ้นโดยส่วนกลางมี 2 รูปแบบคือ การจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อกันตำแหน่งเอาไว้ให้ และการล็อกที่เอาไว้ให้เครือข่ายของตัวเองโดยไม่ต้องจ่ายเงิน ซึ่งจะมีการจัดสรรโควตาเอาไว้ให้กับการทุจริตทั้ง 2 รูปแบบ

ขณะที่โอฬารชี้ว่า จากประสบการณ์ของตน การสร้างเครือข่ายมักจะเกิดขึ้นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่เท่านั้น “เพราะมีงบประมาณเยอะ หากเขาดึงข้าราชการประจำมาเป็นบุคลากรท้องถิ่นอยู่กับเขา มันก็จะสมประโยชน์กันทั้ง 2 ฝั่ง ด้านหนึ่งนักการเมืองจะมีโอกาส มีช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์จากข้าราชการเหล่านี้ ในขณะที่ข้าราชการเหล่านี้จะถูกหนุนเสริมจากฝ่ายการเมืองให้เติบโตในตำแหน่งหน้าที่ราชการที่สูงขึ้น จากหัวหน้ามาเป็นผู้อำนวยการ มาเป็นปลัด ซึ่งมันก็มีเกียรติ อำนาจ และผลประโยชน์ที่สูงขึ้น”

โอฬารกล่าวต่อไปว่า ข้าราชการระดับสูงในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาจใช้อำนาจปรับให้ข้าราชการของตัวเองมีตำแหน่งสูงขึ้น เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับฝ่ายการเมืองที่กว้างขวาง ผู้ที่อยากเลื่อนตำแหน่งเพื่อรับผลประโยชน์จากการเป็นข้าราชการมากขึ้น จึงต้องคอยเชื่อฟังและแก้ไขปัญหาให้กับผู้ที่มีอำนาจในการปรับตำแหน่งในองค์กร ทำให้เกิดการเกื้อกูลกัน ในขณะที่ข้าราชการระดับสูงบางแห่งแทบไม่ต้องทำงาน เพราะมีข้าราชการระดับต่ำกว่าทำงานแทนให้

ผลกระทบที่ไม่ได้หยุดแค่ในประเทศ

ตามรายงานของดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568 ประเทศไทยได้อันดับที่ 116 จากทั้งหมด 182 ประเทศ โดยมีคะแนน 33 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกซึ่งอยู่ที่ 42 คะแนน

โอฬารแสดงความกังวลว่า เหตุการณ์โกงข้อสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งตกเป็นข่าวในปีนี้ จะถูกนำไปร่วมประเมินเป็นดัชนีคอร์รัปชันระดับโลก ซึ่งปัจจุบันอันดับของไทยไม่ได้อยู่ในจุดที่ดีนัก เนื่องจากผลการจัดอันดับสามารถเข้าถึงได้โดยคนทั่วโลก จึงมีโอกาสที่จะกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ไปจนถึงกระทบรายได้มหาศาลจากการลงทุนที่จะน้อยลง

“การจัดอันดับดัชนีคอร์รัปชันระดับโลกอาจจะสัมพันธ์กับการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจที่เขาประกอบธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา หากเขารู้ว่ามาลงทุนในประเทศไทยแล้วมีต้นทุนที่ต้องจ่ายให้กับการทุจริต เขาคงไม่อยากมาลงทุน”โอฬารยังให้มุมมองที่น่าสนใจว่า หากการคอร์รัปชันไม่ได้รับการแก้ไข และถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่ปกติในสังคมไทย ท้ายที่สุด กลุ่มธุรกิจที่แต่เดิมประกอบกิจการอย่างตรงไปตรงมาและไม่ยอมรับการทุจริต จะถูกบีบบังคับจากระบบคอร์รัปชัน และยอมใช้ช่องทางที่ผิดกฎหมายเพื่อให้ธุรกิจของตัวเองเดินหน้าต่อไปได้

“ขณะเดียวกัน กลุ่มทุนที่รู้อยู่แล้วว่าตัวเองเป็นกลุ่มทุนสีเทาหรือสีดำ ซึ่งพร้อมจะจ่ายต้นทุนตรงนี้ เขาก็พร้อมที่จะจ่ายเพื่อเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ในประเทศนี้ระยะสั้น ประเทศเราก็อาจจะเต็มไปด้วยทุนสีเทา สแกมเมอร์ ขบวนการค้ายา และกลายเป็นประเทศที่โลกรู้จักในนามประเทศอาชญากรรมโดยสมบูรณ์”

หากมองให้ไกลกว่าแค่การลงทุน ในวันที่ประเทศไทยอยู่ในจุดที่ผลลัพธ์การจัดอันดับคอร์รัปชันต่ำกว่าเกณฑ์ คือภาพลักษณ์ของไทยบนเวทีโลก ซึ่งโอฬารชี้ว่า อำนาจการต่อรองของประเทศไทยในการเมืองโลกจะหายไป หากรัฐบาลปล่อยปละละเลย ไม่แก้ปัญหาการคอร์รัปชันอย่างตรงจุดและจริงจัง

“ปัญหานี้คงไม่กระทบเฉพาะแค่การลงทุนเท่านั้น แต่จะกระทบไปถึงสถานะทางการเมืองระหว่างประเทศของไทย อำนาจการต่อรองของไทยในการเมืองโลกจะหายไป หากคนระดับนายกรัฐมนตรีไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ การไปพบฝรั่งเศส พบจีน หรือสหรัฐอเมริกา อาจจะถูกตราหน้าว่าคุณคือประเทศคอร์รัปชัน เป็นประเทศอาชญากรรม วาทกรรมเหล่านี้จะทำให้เราไร้อำนาจในการต่อรอง

“เหมือนเวลาคนไทยมองประเทศเพื่อนบ้านของเราว่าไม่มีความก้าวหน้า เพราะรัฐบาลของเขาคอร์รัปชัน เป็นรัฐบาลทหารที่ไม่มีความเคารพต่อหลักการด้านสิทธิมนุษยชน กลับกัน สายตาของคนทั่วโลกเขาก็จะมองเราแบบนั้น มองว่าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่ชนชั้นนำและชนชั้นสูงได้ประโยชน์”สำหรับวิธีการแก้ปัญหา รวบรวมจาก สว.และอาจารย์คณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ สรุปได้ดังนี้

1. ให้อำนาจท้องถิ่นในการจัดสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อลดความเสียหายจากการทุจริต เนื่องจากการให้อำนาจท้องถิ่นในการจัดสอบ จะเป็นสนามสอบที่มีขนาดเล็กกว่าการสอบแข่งขันระดับประเทศ

2. กระบวนการสอบต้องเปิดเผยและตรวจสอบย้อนหลังได้ ตั้งแต่การออกข้อสอบ การสอบอัตนัย และการสอบสัมภาษณ์ รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักวิชาการ หรือกลไกอิสระ เข้ามาสังเกตการณ์การสอบ ลดการผูกขาดระบบการคัดเลือกไว้กับหน่วยงานข้าราชการเพียงฝ่ายเดียว

3. ประกาศผลเร็ว และมีสถาบันกลางในการทดสอบมาตรฐานการสอบแบบถาวร

4. ปฏิรูประบบข้าราชการ ลดบทบาทราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคที่มีความทับซ้อน กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น เปิดพื้นที่ให้ประชาชนตรวจสอบรัฐได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม โอฬารชี้ว่า การทุจริตในการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นครั้งนี้ จะเป็นวิกฤตที่วัดศักยภาพของรัฐบาลชุดปัจจุบันว่า จะแก้ไขปัญหาที่คาราคาซังในระบบราชการได้หรือไม่

“ถ้าคุณอนุทินทุบโต๊ะ ทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง และประกาศทุบระบบราชการ ประเทศไทยก็อาจจะดีขึ้น หรือคงที่ เพราะเห็นว่าปัญหามันเกิดขึ้น และปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน แต่พอปัญหาแตกขึ้นมา รัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉยดูดาย แต่เอาปัญหานี้เป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในแวดวงราชการอย่างเอาจริงเอาจั

“แต่ถ้าทำเพียงแค่กลบกระแส หรือทำเพียงแค่ลูบหน้าปะจมูก มันก็จะส่งผลทันที ไม่ใช่แค่ส่งผลต่ออันดับ แต่จะส่งผลต่อนักลงทุน ผู้ประกอบการ นักลงทุนที่คิดจะลงทุนในประเทศไทยก็เลิกคิดได้เลย เพราะรู้ว่าถ้ามาประเทศนี้มันไม่คุ้ม ได้ไม่คุ้มเสีย กำไรอาจได้น้อย ต้องเอากำไรส่วนหนึ่งมาจ่ายใต้โต๊ะ เอากำไรส่วนหนึ่งมาจ่ายให้นักการเมือง จ่ายให้ข้าราชการประจำ เขาไม่มาดีกว่า”

อ้างอิง:

- https://opac1.lib.buu.ac.th/medias3/huso25n47p19-41.pdf

- https://www.obtnongpan.go.th/index/load_data/?doc=9895

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...