ชาติพันธมิตรนาโตประกาศความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนมูลค่ารวมประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ประธานาธิบดีเซเลนสกีเข้าร่วมประชุมกลาโหมนาโตที่กรุงบรัสเซลส์ ยูเครนและพันธมิตรหารือเรื่องการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศและระบบป้องกันขีปนาวุธ โดยชาติพันธมิตรประกาศความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนมูลค่ารวมประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เดินทางเข้าร่วมการประชุมของกลุ่มประสานงานด้านกลาโหมยูเครน (Ukraine Defence Contact Group) ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กับการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมของนาโต ที่สำนักงานใหญ่นาโตในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียมเมื่อวันพฤหัสบดี
เซเลนสกีเปิดเผยว่า ที่ประชุมจะหารือเกี่ยวกับการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศให้แก่ยูเครนผ่านโครงการ "บัญชีความต้องการทางทหารเร่งด่วนของยูเครน” หรือ PURL (Prioritised Ukraine Requirements List) ของนาโต รวมถึงแผนการพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธพิสัยไกล (Anti-Ballistic Missile System) ร่วมกันระหว่างยูเครนและประเทศพันธมิตร
ในการประชุมครั้งนี้ เซเลนสกียังได้พบกับเลขาธิการนาโต มาร์ค รุตเต, บอริส พิสโตริอุส รัฐมนตรีกลาโหมเยอรมนี และแดน จาร์วิส รัฐมนตรีกลาโหมสหราชอาณาจักร
ภายหลังการประชุม มิไคโล เฟโดรอฟ รัฐมนตรีกลาโหมยูเครน เปิดเผยว่า ชาติพันธมิตรได้ให้คำมั่นสนับสนุนความช่วยเหลือทางทหารมูลค่าประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านโครงการ PURL ของนาโต
เขาระบุว่า นี่อาจเป็นเงินสนับสนุนก้อนใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการประกาศภายใต้กลไกดังกล่าว
นอกจากนี้ ประเทศพันธมิตรยังให้คำมั่นสนับสนุนเพิ่มเติมอีกประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับระบบปืนใหญ่พิสัยไกลที่สามารถยิงได้ไกลกว่า 30 กิโลเมตร
เฟโดรอฟกล่าวว่า ความช่วยเหลือรอบใหม่นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของประเทศพันธมิตรต่อยูเครน โดยอ้างถึงความคืบหน้าของกองทัพยูเครนทั้งในแนวรบและการโจมตีเป้าหมายภายในรัสเซีย
เขากล่าวว่า หลายประเทศมองว่านี่เป็น "ช่วงเวลาแห่งโอกาส" และต้องการมอบทรัพยากรที่จำเป็นให้ยูเครนใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีรูเมน ราเดฟ ของบัลแกเรีย เปิดเผยว่า รัฐบาลบัลแกเรียอาจใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียชุดใหม่ของสหภาพยุโรป หรืออียู หากมาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจของประเทศ
ราเดฟกล่าวกับผู้สื่อข่าวก่อนการประชุมสภาสหภาพยุโรปในกรุงบรัสเซลส์ ว่า "หากเราพบว่าการดำเนินงานของบริษัทลูคอยล์ เนฟโตฮิม เบอร์กาส (Lukoil Neftohim Burgas) มีความเสี่ยงต่อสาธารณะ เราก็ต้องการให้บริษัทนี้ถูกยกเว้นจากมาตรการคว่ำบาตร" โดยเขาอ้างถึงบริษัทน้ำมันของรัสเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงรายใหญ่ที่สุดในบัลแกเรียและดำเนินงานโรงกลั่นน้ำมันแห่งเดียวของประเทศคือโรงกลั่น เบอร์กาส
ก่อนหน้านี้ สหภาพยุโรปได้ขยายรายชื่อบุคคลและองค์กรที่ถูกคว่ำบาตร โดยเพิ่มบุคคล 34 ราย และองค์กร 47 แห่งที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมทางทหารของรัสเซีย รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซในเครือข่าย "กองเรือเงา" (Shadow Fleet) ตลอดจนผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งในรายชื่อดังกล่าวยังมีบุคคลระดับสูงของศาสนจักรออร์โธดอกซ์รัสเซียรวมอยู่ด้วย ซึ่งราเดฟแสดงความไม่เห็นด้วย
เขากล่าวว่า "ยุคสงครามครูเสดได้ผ่านพ้นไปนานแล้ว" พร้อมเตือนว่า ความขัดแย้งครั้งนี้ได้ขยายผลจากสนามรบและเศรษฐกิจไปสู่ด้านวัฒนธรรม กีฬา และกำลังลุกลามไปสู่ประเด็นทางศาสนา
อย่างไรก็ตาม ราเดฟยืนยันว่า บัลแกเรียจะไม่ขัดขวางการตัดสินใจร่วมของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับยูเครน และยังคงสนับสนุนกระบวนการเจรจาเพื่อให้ยูเครนเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ยูเครนส่งโดรนโจมตีมุ่งเป้ากรุงมอสโกครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 2 ปี ฝั่งรัสเซียโต้กลับ
- "ทรัมป์" ประกาศดีลอิหร่านสำเร็จ ยุติปิดล้อม น้ำมันดิ่ง 4%
- "อิหร่าน" ขู่ยิงเรือทุกลำ!น้ำมันพุ่ง ธุรกิจโลกสะเทือน
- สหรัฐฯ ถล่มอิหร่าน รอบใหม่ น้ำมันโลกผันผวน
- ยูเครนและลัตเวียลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านโดรน เสริมความมั่นคง การทหารร่วมกัน