โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การทำประชามติครั้งที่สอง : เหตุผลเบื้องหลังประชามติเลือกระบอบการปกครองและการคงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1905 อันนำไปสู่กำเนิดใหม่ของระบอบพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญนอร์เวย์ (ตอนจบ)

ไทยโพสต์

อัพเดต 18 มิถุนายน 2569 เวลา 17.46 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

หัสนัย สุขเจริญ

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่มีการทำประชามติครั้งของนอร์เวย์เพื่อออกจากสหภาพร่วมสวีเดนนอร์เวย์ นอกจากทำให้นอร์เวย์เป็นอิสระจากสวีเดนแล้ว กระแสธารความคิดในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่สำคัญคือในสังคมนอร์เวย์ก็เฉกเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในที่อื่น ๆ ในยุโรป คือกระแสแนวคิดที่สนับสนุนเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐที่เป็นประชาธิปไตยโดยไม่มีองค์ประกอบของสถาบันพระมหากษัตริย์

แต่ถึงแม้จะมีกระแสนิยมระบอบสาธารณรัฐในพรรคเสรีนิยม (Venstre) และพรรคแรงงาน (Arbeiderpartiet) รัฐบาลนำโดยคริสเตียน มิเคลเซน (Christian Michelsen) มองว่า การคงไว้ซึ่งระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับนอร์เวย์ในขณะนั้น ที่จะทำให้ได้การยอมรับจากจากนานาชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยุโรปต้นศตวรรษที่ 20 มหาอำนาจส่วนใหญ่ที่รายล้อมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ เยอรมนี รัสเซีย ก็ล้วนปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย การที่ประเทศเกิดใหม่อย่างนอร์เวย์จะเป็นสาธารณรัฐ อาจถูกมองด้วยสายตาหวาดระแวงว่าเป็นพวกหัวก้าวหน้าที่สนับสนุนเปลี่ยนแปลงฉับพลัน

แต่ก็อย่างที่ทราบกันมาแล้วในตอนก่อน ๆ ว่า ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 นอร์เวย์อยู่ภายใต้สหภาพกับสวีเดนโดยมีพระมหากษัตริย์จากสวีเดนเป็นประมุขร่วมกัน แต่ในทางปฏิบัติชาวนอร์เวย์รู้สึกว่าตนเองอยู่ในฐานะที่ด้อยกว่าอีกทั้งเหตุการณ์ในช่วงศตวรรษที่ 19 ก็เป็นประจักษ์พยานว่ากษัตริย์สวีเดนไม่สามารถสร้างความไว้วางใจให้กับชาวนอร์เวย์ได้ ดังนั้นสำหรับชาวนอร์เวย์ พระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นกษัตริย์สวีเดนก่อนที่จะเป็นกษัตริย์นอร์เวย์ หรือให้ความสำคัญแก่สวีเดนมาก่อนนอร์เวย์ โจทย์ปัญหาสำคัญของนอร์เวย์คือ จะทำอย่างไรที่จะทำให้นอร์เวย์รอดพ้นจากภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยด้านประเทศมหาอำนาจ ขณะเดียวกัน ถ้าจะคงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ จะต้องเลือกพระมหากษัตริย์จากราชวงศ์ใดที่ชาวนอร์เวย์น่าจะยอมรับได้ด้วย

แทร์เยอ อีวาน ลายเริน (Terje Ivan Leiren) ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติการเมืองการปกครองนอร์เวย์ และผู้เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขาชื่อ “National Monarchy and Norway, 1898-1905: a Study of the Establishment of the Modern Norwegian Monarchy” เห็นว่า นอกเหนือจากเหตุผลที่ว่า นอร์เวย์จะได้รับการยอมรับจากยุโรปและจักรวรรดิอังกฤษแล้วนั้น การที่นอร์เวย์เลือกที่จะดำรงไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์ยังมาจากรากฐานแนวความคิดที่สำคัญที่เอื้อต่อการปกครองในระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญของนอร์เวย์ในช่วง ปี ค.ศ. 1905 คือ แนวความคิดเรื่อง “ความเป็นสถาบันกษัตริย์แห่งชาติ “(National Monarchy) ของนอร์เวย์ แนวคิดว่าด้วยความเป็นสถาบันกษัตริย์แห่งชาตินี้จะเป็นแก่นแนวคิดใจกลางสำคัญทางวัฒนธรรมที่จะทำให้ชาวนอร์เวย์ มิเพียงยอมรับในจำเป็นของการมีสถาบันพระมหากษัตริย์ในช่วงสถานการณ์ทางการเมืองสำคัญที่นอร์เวย์กำลังเผชิญ แต่จะทำให้ชาวนอร์เวย์มองว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นนอร์เวย์ด้วย

แนวคิด “สถาบันกษัตริย์แห่งชาติ” (National Monarchy) ดังกล่าว มาจากการนำเสนอของซิเกิร์ด อิบเซน (Sigurd Ibsen) บุตรชายของเฮนริก อิบเซน (Henrik Ibsen) นักเขียนชื่อดัง โดยอิบเซนได้ยกร่างข้อเสนออย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1898 เพื่อหาทางออกให้กับความขัดแย้งในสหภาพระหว่างนอร์เวย์และสวีเดนที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน ผ่านบทความชื่อ “Nationalt kongedømme” ในวารสาร Ringeren เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1898 เพื่อสร้างฐานความเชื่อทางทฤษฎีในการแยกตัวเป็นเอกราช อิบเซนเห็นว่า การมีกษัตริย์ต่อไปของนอร์เวย์นั้นจะคงความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของชาติ แนวคิดนี้สร้างขึ้นบนฐานของประเพณีดั้งเดิมและความรู้สึกร่วมทางประวัติศาสตร์ของชาวนอร์เวย์ โดยเฉพาะความทรงจำเกี่ยวกับยุคไวกิ้งและ นักบุญโอลาฟ (St. Olav) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการรวมชาติและความเป็นเอกราช การมีกษัตริย์เป็นของตนเองจะช่วยสร้างสัญลักษณ์แห่งเอกภาพที่เชื่อมโยงกับอดีตอันรุ่งเรือง (เช่นที่ปรากฏในตำนานหรือ Saga)

ประการต่อมา ซึ่งคล้ายกับข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีมิเคลเซนคือ การยอมรับจากนานาชาติซึ่งส่วนใหญ่ปกครองในราชาธิปไตย อิบเซนเห็นว่า ยุโรปในขณะนั้นมีระบอบการปกครองด้วยระบอบกษัตริย์เกือบทั้งหมด ดังนั้น ถ้าหากนอร์เวย์เปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐอาจถูกโดดเดี่ยวหรือถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของราชวงศ์ในยุโรป แต่การเป็น “สถาบันกษัตริย์แห่งชาติ” จะทำให้นานาชาติยอมรับเอกราชของนอร์เวย์ได้ง่ายขึ้น

นอกจากนั้นแล้ว ความมั่นคงทางการเมืองภายในและเสถียรภาพในระยะยาวของระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐสภามีอำนาจสูงสุดในการปกครอง ก็คือว่า แนวคิด “สถาบันกษัตริย์แห่งชาติ” จะทำหน้าที่เป็นจุดประนีประนอมที่ช่วยประสานรอยร้าวระหว่างกลุ่มการเมือง โดยช่วยให้กลุ่มอนุรักษนิยม (Høire) ยอมรับการยุติสหภาพได้ง่ายขึ้นหากยังมีสถาบันกษัตริย์อยู่ ขณะที่กลุ่มพรรคเสรีนิยม (Venstre) รวมถึงพรรคแรงงานที่นิยมแนวทางสาธารณรัฐนิยม ก็ได้บรรลุเป้าหมายการมีเอกราช และในขณะที่สถาบันกษัตริย์ทำหน้าที่เป็นจุดประนีประนอมเป็นหลัก ก็ส่งผลให้กษัตริย์จะต้องมีเป้าหมายเพื่อชาติ ทำให้กษัตริย์จะต้องไม่ได้ใช้อำนาจเหมือนกับกษัตริย์ตามระบอบเก่า แต่ต้องเป็นกษัตริย์ที่ปรับตัวและระบุตัวตนเข้ากับการพัฒนาระบบรัฐสภาและรัฐธรรมนูญในโลกสมัยใหม่ตามไปด้วย

จากข้อเสนอของอิบเซนนี้คือการเสนอให้เจ้าชายจากราชวงศ์เบอร์นาดอตต์ (Bernadotte Candidacy) มาดำรงตำแหน่งกษัตริย์นอร์เวย์ หลังจากที่นอร์เวย์แยกตัวเองออกจากสหภาพระหว่างสวีเดน-นอร์เวย์ อิบเซนมองว่าเป็นแนวทางที่จะช่วยลดความบาดหมางกับสวีเดน และทำให้การแยกตัวเองออกจากสหภาพของสองประเทศเป็นไปอย่างสันติ

อย่างไรก็ดี ข้อเสนอของอิบเซนนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะฝ่ายนอร์เวย์ไม่ยอมรับกษัตริย์จากราชวงศ์เบอร์นาดอตต์ แต่ข้อเสนอดังกล่าวก็ได้กลายมาเป็นฐานให้กับการที่คริสเตียน มิเคลเซน ผู้นำรัฐบาลได้มีการเสนอชื่อ เจ้าชายคาร์ลแห่งเดนมาร์ก (Prince Carl of Denmark) ผู้ซึ่งอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงมอด (Maud) พระราชธิดาของกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งสหราชอาณาจักร ให้ขึ้นครองราชย์ กล่าวอีกแบบก็คือว่า แม้ตัวกษัตริย์ราชวงศ์เบอร์นาดอตต์ของสวีเดนจะถูกปฏิเสธไป แต่กรอบแนวคิดเรื่องการมีกษัตริย์ที่เป็นอิสระและเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ชาตินั้น ก็ได้ถูกมิเคลเซนนำมาใช้สำหรับการเลือกเจ้าชายซึ่งมาจากเดนมาร์กแทน

ทั้งนี้ เจ้าชายคาร์ลทรงยืนกรานด้วยพระองค์เองว่า พระองค์จะยอมรับราชบัลลังก์ก็ต่อเมื่อ ได้รับความยินยอมจากประชาชนผ่านการลงประชามติเท่านั้น เพื่อยืนยันว่าอำนาจของพระองค์มาจากฉันทานุมัติของราษฎร (Popular Sovereignty) มิใช่เพียงการแต่งตั้งจากสภา ซึ่งผลการลงประชามติปรากฏว่าประชาชนเกือบร้อยละ 79 ลงคะแนนเห็นชอบ เจ้าชายคาร์ลจึงเสด็จขึ้นครองราชย์เป็น “กษัตริย์ฮอวกรุนที่ 7” (Haakon VII) ซึ่งเป็นการสืบต่อนามกษัตริย์นอร์เวย์จากยุคกลาง และทำให้ราชอาณาจักรนอร์เวย์เปลี่ยนผ่านมาสู่การปกครองระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญซึ่งกษัตริย์เป็นตัวแทนของชาติ

ส่วนในมุมมองของ ทอม กินสเบิร์ก (Tom Ginsburg) และเจมส์ เมลตัน (James Melton) ดูจะมีการวิเคราะห์คล้ายกันว่า การคงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์นอร์เวย์ท่ามกลางวิกฤตปี ค.ศ. 1905 มิใช่เรื่องบังเอิญหรือเป็นเพียงผลพวงของประเพณีปฏิบัติ แต่เกิดจากการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ผูกโยงสถาบันกษัตริย์เข้ากับหลักการประชาธิปไตยอย่างแนบแน่น ผ่านความผูกพันเชิงสัญลักษณ์ที่มีต่อรัฐธรรมนูญปี ค.ศ. 1814 ที่มีบทบัญญัติพิเศษที่กำหนดให้พระมหากษัตริย์ต้องมาจากการยอมรับของประชาชนเสียก่อน แล้วจึงตามด้วยการสืบสันตติวงศ์ สิ่งนี้ทำให้สถานะของพระมหากษัตริย์ในสายตาประชาชนมีลักษณะเป็นสัญญาประชาคมระหว่างประมุขกับราษฎรมากกว่าจะเป็นอำนาจที่ได้มาโดยสิทธิขาด และเนื่องด้วยเพราะว่ารัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1814 นั้น ถือเป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกร่างขึ้นมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการประกาศอิสรภาพและการมีตัวตนของรัฐนอร์เวย์ ดังนั้นการเลือกคงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ จึงเท่ากับว่าเป็นการรักษาความต่อเนื่องของจิตวิญญาณแห่งการก่อตั้งรัฐที่ประชาชนยึดถือมาโดยตลอด

กินสเบิร์กและเมลตัน ยังได้กล่าวถึงความมั่นใจของประชาชนต่อระบบการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจกษัตริย์ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วผ่านวิกฤตการณ์ทางการเมืองในช่วงทศวรรษ 1880 การที่รัฐสภานอร์เวย์สามารถเอาชนะการใช้อำนาจยับยั้ง (Veto) ของกษัตริย์ และสถาปนาระบบรัฐสภาที่รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อสภาได้สำเร็จ ทำให้ประชาชนตระหนักว่าอำนาจสูงสุดในทางปฏิบัติได้เปลี่ยนผ่านสู่มือของตัวแทนประชาชนอย่างสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ปี ค.ศ. 1905 ชาวนอร์เวย์จึงไม่ได้มองว่าสถาบันกษัตริย์เป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย แต่เป็นสถาบันเชิงสัญลักษณ์ที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง

มากกว่านั้น ท่าทีของเจ้าชายคาร์ลแห่งเดนมาร์ก ซึ่งต่อมาคือ กษัตริย์ฮอวกรุนที่ 7 (Haakon VII) เองก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยลดกระแสความต้องการระบอบสาธารณรัฐลง เพราะพระองค์ทรงแสดงความเคารพต่ออำนาจอธิปไตยของประชาชนอย่างสูงสุด โดยทรงปฏิเสธที่จะขึ้นครองราชย์หากปราศจากการยืนยันความต้องการของประชาชนผ่านการลงประชามติตามที่กล่าวมาแล้ว ในแง่นี้ การตัดสินใจลงประชามติในปี ค.ศ.1905 จึงกลายเป็นการสร้างสัญญาประชาคมใหม่ที่ประชาชนเป็นผู้กำหนดผู้ปกครองด้วยตนเอง ความยืดหยุ่นและการยอมรับข้อจำกัดทางอำนาจของสถาบันกษัตริย์นี้เองที่เป็นหัวใจสำคัญซึ่งเอกสารสรุปว่า คือปัจจัยที่ทำให้ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของนอร์เวย์สามารถอยู่รอดและได้รับความศรัทธาจากประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน

โดยสรุปแล้ว เหตุการณ์ปี ค.ศ. 1905 คือบทสรุปของการต่อสู้ทางรัฐธรรมนูญที่ยืดเยื้อมาเกือบศตวรรษ นอร์เวย์ประสบความสำเร็จในการแยกตัวอย่างสันติโดยใช้ช่องทางทางกฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญ และระบบใช้ประชาธิปไตยโดยผ่านการทำประชามติเป็นเกราะคุ้มกัน การยุบเลิกสหภาพมิได้หมายถึงการสิ้นสุดความสัมพันธ์ระหว่างนอร์เวย์กับสวีเดน แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านจากความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งไปสู่การแยกตัวเป็นอิสระบนพื้นฐานของความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง นอกจากนั้น การแยกตัวครั้งนี้จากสหภาพระหว่างสวีเดนกับนอร์เวย์ ยังถือเป็นชัยชนะของตัวแทนในรัฐสภาเหนืออำนาจกษัตริย์ในสวีเดน และเป็นการวางรากฐานให้สถาบันกษัตริย์นอร์เวย์ใหม่ อันนำไปสู่การปกครองของกษัตริย์ราชวงศ์กลึคส์บวร์ค (Glücksburg) ซึ่งมีลักษณะเป็น “Folk Monarchy” หรือ กษัตริย์ของประชาชนที่มีความผูกพันกับระบอบประชาธิปไตยอย่างแน่นแฟ้นมาจนถึงปัจจุบัน

(รายงานความก้าวหน้างานวิจัย โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษา ราชอาณาจักรนอร์เวย์: การเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรก (ค.ศ. 1814) ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)

อ้างอิง

Leiren, Terje Ivan. "National Monarchy and Norway, 1898–1905: A Study of the Establishment of the Modern Norwegian Monarchy". Ph.D. dissertation, University of North Texas, 1979.

Ginsburg, Tom, and James Melton. Norway’s Enduring Constitution: Implications for Countries in Transition. International Institute for Democracy and Electoral Assistance, 2014

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...