การทำประชามติครั้งที่สอง : เหตุผลเบื้องหลังประชามติเลือกระบอบการปกครองและการคงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1905 อันนำไปสู่กำเนิดใหม่ของระบอบพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญนอร์เวย์ (ตอนจบ)
หัสนัย สุขเจริญ
ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่มีการทำประชามติครั้งของนอร์เวย์เพื่อออกจากสหภาพร่วมสวีเดนนอร์เวย์ นอกจากทำให้นอร์เวย์เป็นอิสระจากสวีเดนแล้ว กระแสธารความคิดในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่สำคัญคือในสังคมนอร์เวย์ก็เฉกเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในที่อื่น ๆ ในยุโรป คือกระแสแนวคิดที่สนับสนุนเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐที่เป็นประชาธิปไตยโดยไม่มีองค์ประกอบของสถาบันพระมหากษัตริย์
แต่ถึงแม้จะมีกระแสนิยมระบอบสาธารณรัฐในพรรคเสรีนิยม (Venstre) และพรรคแรงงาน (Arbeiderpartiet) รัฐบาลนำโดยคริสเตียน มิเคลเซน (Christian Michelsen) มองว่า การคงไว้ซึ่งระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับนอร์เวย์ในขณะนั้น ที่จะทำให้ได้การยอมรับจากจากนานาชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยุโรปต้นศตวรรษที่ 20 มหาอำนาจส่วนใหญ่ที่รายล้อมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ เยอรมนี รัสเซีย ก็ล้วนปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย การที่ประเทศเกิดใหม่อย่างนอร์เวย์จะเป็นสาธารณรัฐ อาจถูกมองด้วยสายตาหวาดระแวงว่าเป็นพวกหัวก้าวหน้าที่สนับสนุนเปลี่ยนแปลงฉับพลัน
แต่ก็อย่างที่ทราบกันมาแล้วในตอนก่อน ๆ ว่า ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 นอร์เวย์อยู่ภายใต้สหภาพกับสวีเดนโดยมีพระมหากษัตริย์จากสวีเดนเป็นประมุขร่วมกัน แต่ในทางปฏิบัติชาวนอร์เวย์รู้สึกว่าตนเองอยู่ในฐานะที่ด้อยกว่าอีกทั้งเหตุการณ์ในช่วงศตวรรษที่ 19 ก็เป็นประจักษ์พยานว่ากษัตริย์สวีเดนไม่สามารถสร้างความไว้วางใจให้กับชาวนอร์เวย์ได้ ดังนั้นสำหรับชาวนอร์เวย์ พระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นกษัตริย์สวีเดนก่อนที่จะเป็นกษัตริย์นอร์เวย์ หรือให้ความสำคัญแก่สวีเดนมาก่อนนอร์เวย์ โจทย์ปัญหาสำคัญของนอร์เวย์คือ จะทำอย่างไรที่จะทำให้นอร์เวย์รอดพ้นจากภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยด้านประเทศมหาอำนาจ ขณะเดียวกัน ถ้าจะคงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ จะต้องเลือกพระมหากษัตริย์จากราชวงศ์ใดที่ชาวนอร์เวย์น่าจะยอมรับได้ด้วย
แทร์เยอ อีวาน ลายเริน (Terje Ivan Leiren) ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติการเมืองการปกครองนอร์เวย์ และผู้เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขาชื่อ “National Monarchy and Norway, 1898-1905: a Study of the Establishment of the Modern Norwegian Monarchy” เห็นว่า นอกเหนือจากเหตุผลที่ว่า นอร์เวย์จะได้รับการยอมรับจากยุโรปและจักรวรรดิอังกฤษแล้วนั้น การที่นอร์เวย์เลือกที่จะดำรงไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์ยังมาจากรากฐานแนวความคิดที่สำคัญที่เอื้อต่อการปกครองในระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญของนอร์เวย์ในช่วง ปี ค.ศ. 1905 คือ แนวความคิดเรื่อง “ความเป็นสถาบันกษัตริย์แห่งชาติ “(National Monarchy) ของนอร์เวย์ แนวคิดว่าด้วยความเป็นสถาบันกษัตริย์แห่งชาตินี้จะเป็นแก่นแนวคิดใจกลางสำคัญทางวัฒนธรรมที่จะทำให้ชาวนอร์เวย์ มิเพียงยอมรับในจำเป็นของการมีสถาบันพระมหากษัตริย์ในช่วงสถานการณ์ทางการเมืองสำคัญที่นอร์เวย์กำลังเผชิญ แต่จะทำให้ชาวนอร์เวย์มองว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นนอร์เวย์ด้วย
แนวคิด “สถาบันกษัตริย์แห่งชาติ” (National Monarchy) ดังกล่าว มาจากการนำเสนอของซิเกิร์ด อิบเซน (Sigurd Ibsen) บุตรชายของเฮนริก อิบเซน (Henrik Ibsen) นักเขียนชื่อดัง โดยอิบเซนได้ยกร่างข้อเสนออย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1898 เพื่อหาทางออกให้กับความขัดแย้งในสหภาพระหว่างนอร์เวย์และสวีเดนที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน ผ่านบทความชื่อ “Nationalt kongedømme” ในวารสาร Ringeren เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1898 เพื่อสร้างฐานความเชื่อทางทฤษฎีในการแยกตัวเป็นเอกราช อิบเซนเห็นว่า การมีกษัตริย์ต่อไปของนอร์เวย์นั้นจะคงความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของชาติ แนวคิดนี้สร้างขึ้นบนฐานของประเพณีดั้งเดิมและความรู้สึกร่วมทางประวัติศาสตร์ของชาวนอร์เวย์ โดยเฉพาะความทรงจำเกี่ยวกับยุคไวกิ้งและ นักบุญโอลาฟ (St. Olav) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการรวมชาติและความเป็นเอกราช การมีกษัตริย์เป็นของตนเองจะช่วยสร้างสัญลักษณ์แห่งเอกภาพที่เชื่อมโยงกับอดีตอันรุ่งเรือง (เช่นที่ปรากฏในตำนานหรือ Saga)
ประการต่อมา ซึ่งคล้ายกับข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีมิเคลเซนคือ การยอมรับจากนานาชาติซึ่งส่วนใหญ่ปกครองในราชาธิปไตย อิบเซนเห็นว่า ยุโรปในขณะนั้นมีระบอบการปกครองด้วยระบอบกษัตริย์เกือบทั้งหมด ดังนั้น ถ้าหากนอร์เวย์เปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐอาจถูกโดดเดี่ยวหรือถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของราชวงศ์ในยุโรป แต่การเป็น “สถาบันกษัตริย์แห่งชาติ” จะทำให้นานาชาติยอมรับเอกราชของนอร์เวย์ได้ง่ายขึ้น
นอกจากนั้นแล้ว ความมั่นคงทางการเมืองภายในและเสถียรภาพในระยะยาวของระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐสภามีอำนาจสูงสุดในการปกครอง ก็คือว่า แนวคิด “สถาบันกษัตริย์แห่งชาติ” จะทำหน้าที่เป็นจุดประนีประนอมที่ช่วยประสานรอยร้าวระหว่างกลุ่มการเมือง โดยช่วยให้กลุ่มอนุรักษนิยม (Høire) ยอมรับการยุติสหภาพได้ง่ายขึ้นหากยังมีสถาบันกษัตริย์อยู่ ขณะที่กลุ่มพรรคเสรีนิยม (Venstre) รวมถึงพรรคแรงงานที่นิยมแนวทางสาธารณรัฐนิยม ก็ได้บรรลุเป้าหมายการมีเอกราช และในขณะที่สถาบันกษัตริย์ทำหน้าที่เป็นจุดประนีประนอมเป็นหลัก ก็ส่งผลให้กษัตริย์จะต้องมีเป้าหมายเพื่อชาติ ทำให้กษัตริย์จะต้องไม่ได้ใช้อำนาจเหมือนกับกษัตริย์ตามระบอบเก่า แต่ต้องเป็นกษัตริย์ที่ปรับตัวและระบุตัวตนเข้ากับการพัฒนาระบบรัฐสภาและรัฐธรรมนูญในโลกสมัยใหม่ตามไปด้วย
จากข้อเสนอของอิบเซนนี้คือการเสนอให้เจ้าชายจากราชวงศ์เบอร์นาดอตต์ (Bernadotte Candidacy) มาดำรงตำแหน่งกษัตริย์นอร์เวย์ หลังจากที่นอร์เวย์แยกตัวเองออกจากสหภาพระหว่างสวีเดน-นอร์เวย์ อิบเซนมองว่าเป็นแนวทางที่จะช่วยลดความบาดหมางกับสวีเดน และทำให้การแยกตัวเองออกจากสหภาพของสองประเทศเป็นไปอย่างสันติ
อย่างไรก็ดี ข้อเสนอของอิบเซนนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะฝ่ายนอร์เวย์ไม่ยอมรับกษัตริย์จากราชวงศ์เบอร์นาดอตต์ แต่ข้อเสนอดังกล่าวก็ได้กลายมาเป็นฐานให้กับการที่คริสเตียน มิเคลเซน ผู้นำรัฐบาลได้มีการเสนอชื่อ เจ้าชายคาร์ลแห่งเดนมาร์ก (Prince Carl of Denmark) ผู้ซึ่งอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงมอด (Maud) พระราชธิดาของกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งสหราชอาณาจักร ให้ขึ้นครองราชย์ กล่าวอีกแบบก็คือว่า แม้ตัวกษัตริย์ราชวงศ์เบอร์นาดอตต์ของสวีเดนจะถูกปฏิเสธไป แต่กรอบแนวคิดเรื่องการมีกษัตริย์ที่เป็นอิสระและเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ชาตินั้น ก็ได้ถูกมิเคลเซนนำมาใช้สำหรับการเลือกเจ้าชายซึ่งมาจากเดนมาร์กแทน
ทั้งนี้ เจ้าชายคาร์ลทรงยืนกรานด้วยพระองค์เองว่า พระองค์จะยอมรับราชบัลลังก์ก็ต่อเมื่อ ได้รับความยินยอมจากประชาชนผ่านการลงประชามติเท่านั้น เพื่อยืนยันว่าอำนาจของพระองค์มาจากฉันทานุมัติของราษฎร (Popular Sovereignty) มิใช่เพียงการแต่งตั้งจากสภา ซึ่งผลการลงประชามติปรากฏว่าประชาชนเกือบร้อยละ 79 ลงคะแนนเห็นชอบ เจ้าชายคาร์ลจึงเสด็จขึ้นครองราชย์เป็น “กษัตริย์ฮอวกรุนที่ 7” (Haakon VII) ซึ่งเป็นการสืบต่อนามกษัตริย์นอร์เวย์จากยุคกลาง และทำให้ราชอาณาจักรนอร์เวย์เปลี่ยนผ่านมาสู่การปกครองระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญซึ่งกษัตริย์เป็นตัวแทนของชาติ
ส่วนในมุมมองของ ทอม กินสเบิร์ก (Tom Ginsburg) และเจมส์ เมลตัน (James Melton) ดูจะมีการวิเคราะห์คล้ายกันว่า การคงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์นอร์เวย์ท่ามกลางวิกฤตปี ค.ศ. 1905 มิใช่เรื่องบังเอิญหรือเป็นเพียงผลพวงของประเพณีปฏิบัติ แต่เกิดจากการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ผูกโยงสถาบันกษัตริย์เข้ากับหลักการประชาธิปไตยอย่างแนบแน่น ผ่านความผูกพันเชิงสัญลักษณ์ที่มีต่อรัฐธรรมนูญปี ค.ศ. 1814 ที่มีบทบัญญัติพิเศษที่กำหนดให้พระมหากษัตริย์ต้องมาจากการยอมรับของประชาชนเสียก่อน แล้วจึงตามด้วยการสืบสันตติวงศ์ สิ่งนี้ทำให้สถานะของพระมหากษัตริย์ในสายตาประชาชนมีลักษณะเป็นสัญญาประชาคมระหว่างประมุขกับราษฎรมากกว่าจะเป็นอำนาจที่ได้มาโดยสิทธิขาด และเนื่องด้วยเพราะว่ารัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1814 นั้น ถือเป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกร่างขึ้นมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการประกาศอิสรภาพและการมีตัวตนของรัฐนอร์เวย์ ดังนั้นการเลือกคงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ จึงเท่ากับว่าเป็นการรักษาความต่อเนื่องของจิตวิญญาณแห่งการก่อตั้งรัฐที่ประชาชนยึดถือมาโดยตลอด
กินสเบิร์กและเมลตัน ยังได้กล่าวถึงความมั่นใจของประชาชนต่อระบบการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจกษัตริย์ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วผ่านวิกฤตการณ์ทางการเมืองในช่วงทศวรรษ 1880 การที่รัฐสภานอร์เวย์สามารถเอาชนะการใช้อำนาจยับยั้ง (Veto) ของกษัตริย์ และสถาปนาระบบรัฐสภาที่รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อสภาได้สำเร็จ ทำให้ประชาชนตระหนักว่าอำนาจสูงสุดในทางปฏิบัติได้เปลี่ยนผ่านสู่มือของตัวแทนประชาชนอย่างสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ปี ค.ศ. 1905 ชาวนอร์เวย์จึงไม่ได้มองว่าสถาบันกษัตริย์เป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย แต่เป็นสถาบันเชิงสัญลักษณ์ที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง
มากกว่านั้น ท่าทีของเจ้าชายคาร์ลแห่งเดนมาร์ก ซึ่งต่อมาคือ กษัตริย์ฮอวกรุนที่ 7 (Haakon VII) เองก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยลดกระแสความต้องการระบอบสาธารณรัฐลง เพราะพระองค์ทรงแสดงความเคารพต่ออำนาจอธิปไตยของประชาชนอย่างสูงสุด โดยทรงปฏิเสธที่จะขึ้นครองราชย์หากปราศจากการยืนยันความต้องการของประชาชนผ่านการลงประชามติตามที่กล่าวมาแล้ว ในแง่นี้ การตัดสินใจลงประชามติในปี ค.ศ.1905 จึงกลายเป็นการสร้างสัญญาประชาคมใหม่ที่ประชาชนเป็นผู้กำหนดผู้ปกครองด้วยตนเอง ความยืดหยุ่นและการยอมรับข้อจำกัดทางอำนาจของสถาบันกษัตริย์นี้เองที่เป็นหัวใจสำคัญซึ่งเอกสารสรุปว่า คือปัจจัยที่ทำให้ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของนอร์เวย์สามารถอยู่รอดและได้รับความศรัทธาจากประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน
โดยสรุปแล้ว เหตุการณ์ปี ค.ศ. 1905 คือบทสรุปของการต่อสู้ทางรัฐธรรมนูญที่ยืดเยื้อมาเกือบศตวรรษ นอร์เวย์ประสบความสำเร็จในการแยกตัวอย่างสันติโดยใช้ช่องทางทางกฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญ และระบบใช้ประชาธิปไตยโดยผ่านการทำประชามติเป็นเกราะคุ้มกัน การยุบเลิกสหภาพมิได้หมายถึงการสิ้นสุดความสัมพันธ์ระหว่างนอร์เวย์กับสวีเดน แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านจากความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งไปสู่การแยกตัวเป็นอิสระบนพื้นฐานของความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง นอกจากนั้น การแยกตัวครั้งนี้จากสหภาพระหว่างสวีเดนกับนอร์เวย์ ยังถือเป็นชัยชนะของตัวแทนในรัฐสภาเหนืออำนาจกษัตริย์ในสวีเดน และเป็นการวางรากฐานให้สถาบันกษัตริย์นอร์เวย์ใหม่ อันนำไปสู่การปกครองของกษัตริย์ราชวงศ์กลึคส์บวร์ค (Glücksburg) ซึ่งมีลักษณะเป็น “Folk Monarchy” หรือ กษัตริย์ของประชาชนที่มีความผูกพันกับระบอบประชาธิปไตยอย่างแน่นแฟ้นมาจนถึงปัจจุบัน
(รายงานความก้าวหน้างานวิจัย โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษา ราชอาณาจักรนอร์เวย์: การเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรก (ค.ศ. 1814) ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)
อ้างอิง
Leiren, Terje Ivan. "National Monarchy and Norway, 1898–1905: A Study of the Establishment of the Modern Norwegian Monarchy". Ph.D. dissertation, University of North Texas, 1979.
Ginsburg, Tom, and James Melton. Norway’s Enduring Constitution: Implications for Countries in Transition. International Institute for Democracy and Electoral Assistance, 2014