จอมพลิกเกม! ทำไมบราซิลถึงเชื่อมือ "คาร์โล อันเชลอตติ"
แรงกดดันในการเป็นกุนซือทีมชาติบราซิลนั้นมหาศาลเสมอ แต่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา อันเชลอตติ ซึ่งผ่านการคุมทีมระดับสโมสรมาแล้วมากมาย ยังคงเป็นคนที่นิ่งที่สุดในสนามเอ็นอาร์จี สเตเดี้ยม ที่เมืองฮุสตัน
ตลอด 45 นาทีแรก บราซิลตกเป็นรองในแดนกลางและถูกญี่ปุ่นกดดันอย่างหนัก เมื่อเห็นว่าทัพ "เซเลเซา" เสียเปรียบ "คาร์เล็ตโต้" กล้าปรับหมากด้วยการส่ง เอ็นดริค ซึ่งก่อนหน้านี้มีกระแสเรียกร้องอย่างหนักให้เขาลงตัวจริงตั้งแต่เริ่มฟุตบอลโลก แทน ลูคัส ปาเกต้า และเปลี่ยนมาใช้ระบบ 4-2-4 ซึ่งหลายคนมองว่าอาจยิ่งทำให้ทีมเสียสมดุล
ต้องยอมรับว่า อันเชลอตติ กล้าเดิมพันครั้งใหญ่ และการตัดสินใจครั้งนี้กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกม
นอกจากนี้ "อันเช่" สั่งให้ วินิซิอุส จูเนียร์ และ รายาน ขยับออกไปยืนเกือบชิดริมเส้นทั้งสองฝั่ง แม้ว่าทั้งคู่จะมีสไตล์ชอบลากบอลตัดเข้าด้านใน แต่การยืนกว้างช่วยดึงแนวรับญี่ปุ่นให้ออกห่าง ลดประสิทธิภาพของการเพรสซิ่งอันดุดัน และเปิดพื้นที่สำหรับการเปิดบอลจากริมเส้นมากขึ้น
จะเห็นได้ว่า บราซิล เกือบได้ประตูจากจังหวะชุลมุนหน้าปากประตู ก่อนจะมาตีเสมอได้จากลูกเปิดของ กาเบรียล มากัลเญส ซึ่งกลายเป็นคนเปิดบอลอย่างเหนือความคาดหมาย และ คาเซมิโร โหม่งเข้าประตูไปอย่างเด็ดขาด
เมื่อผสมกับการลากเลื้อยอันอันตรายและความสามารถเฉพาะตัวของ วินิซิอุส ทัพแซมบ้า จึงกลับมาควบคุมเกมและพลิกสถานการณ์ได้สำเร็จ
จริงๆ แล้ว นี่คือภาพที่แฟนบอลเคยเห็นมาแล้วกับ เรอัล มาดริด ในยุคของอันเชลอตติ หลายครั้งทีมของเขาอาจเล่นไม่ดีที่สุด บางช่วงอาจเป็นรองคู่แข่ง แต่สุดท้ายก็หาทางคว้าชัยชนะได้เสมอ ด้วยการปรับแท็กติกในจังหวะสำคัญ และการที่บรรดาผู้เล่นตัวหลักลุกขึ้นมาสร้างความแตกต่างในช่วงเวลาที่ทีมต้องการมากที่สุด