โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จริงหรือไม่ที่ ‘การเปลี่ยนคำนำหน้านาม’ จะทำให้เกิดอุปสรรคต่อบุคลากรทางการแพทย์ ในการให้บริการสุขภาพหน้างาน

The Momentum

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • THE MOMENTUM

เปิดเดือนมิถุนายนมา คนจากทั่วทุกมุมโลกต่างหลั่งไหลเข้ามาร่วมไพรด์พาเหรดที่ใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองให้กับความหลากหลายของมนุษย์ สำหรับประเทศไทยเองนั้น เป็นประเทศแรกในอาเซียนและประเทศที่ 3 ของเอเชียที่มี ‘กฎหมายสมรสเท่าเทียม’ เปิดโอกาสให้คู่รักที่มีความหลากหลายทางเพศใช้ชีวิตคู่ได้ปกติเทียบเท่าคู่รักชายหญิง

แต่หากถามใครต่อใครว่าเส้นทางการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของเหล่าผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศนี้สิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ เชื่อว่าคำตอบของหลายคนคงหนีไม่พ้นคำว่า “ยังไม่จบ” เพราะการต่อสู้ไปสู่สิ่งที่เรียกว่า ‘ความเป็นธรรมทางเพศ’ (Gender Equality) ยังต้องเดินหน้ากันต่อไปในประเด็นที่หลากหลาย เช่น การขจัดการเลือกปฏิบัติทางเพศ รวมไปถึงการเข้าถึงโอกาสที่เท่าเทียมกันของมนุษย์ โดยไม่สนใจว่าเป็นเพศอะไร

ปัจจุบันมีหลายประเทศที่ให้สิทธิผู้มีความหลากหลายทางเพศมากกว่าแค่การสมรส แต่ประชาชนที่มีความหลากหลายทางเพศยังไปไกลได้มากกว่านั้นคือ สามารถใช้คำนำหน้าตามอัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Identity) ของตัวเองได้ เช่น ประเทศเดนมาร์ก ที่มีการประกาศใช้กฎหมาย Self-Identification Law (Self-ID) เมื่อปี 2014 ถือเป็นประเทศแรกของยุโรปที่มีการออกกฎหมายที่ก้าวหน้านี้ออกมา โดยมีกระบวนการสำคัญคือ Reflection Period ให้คนที่ประสงค์เปลี่ยนคำนำหน้านามต้องผ่านกระบวนการพิจารณาตนเองอย่างรอบคอบนี้เป็นเวลา 6 เดือนนอกจากนั้น ทั่วโลกยังมีอีก 23 ประเทศที่มีกฎหมายลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น มอลตา อาร์เจนตินา หรือเยอรมนี เป็นต้น

ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทยของเราเอง แม้ว่ากฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพโดยเจตจำนงของตัวบุคคลยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ก็มีความพยายามเดินหน้าขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น ทั้งจากภาคประชาสังคมและฝ่ายการเมือง ในชื่อของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รับรองอัตลักษณ์ทางเพศ ที่รวบรวมรายชื่อและยื่นต่อรัฐสภาจากหลายองค์กร ทั้งกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พรรคก้าวไกล (ณ เวลานั้น) เครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย (Thai Transgender Alliance: ThaiTGA) และกลุ่ม Intersex Thailand

อย่างไรก็ตามในประเด็น ‘คำนำหน้านาม’ ในสังคมไทยทุกวันนี้ นอกจากยังคงเป็นข้อถกเถียงของสังคมว่า ‘เห็นด้วย’ และ ‘ไม่เห็นด้วย’ กับการเปลี่ยนคำนำหน้านามของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งหลายครั้งมักมีข้อกังวลในด้านการบริการทางการแพทย์เป็นเหตุผลสำคัญในการต่อต้านสิทธิดังกล่าว

คอลัมน์ Gender สัปดาห์นี้ The Momentum มีโอกาสได้พูดคุยกับ เจี๊ยบ-กฤติมา สมิทธิ์พลนักวิจัยด้านนโยบายสุขภาพ และบรรณาธิการคู่มือการให้บริการสุขภาพคนข้ามเพศ ประเทศไทยโดยศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสุขภาพคนข้ามเพศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงประเด็นความท้าทายดังกล่าวในมุมมองเรื่องการบริการทางการแพทย์

กฤติมาเริ่มอธิบายให้ฟังว่า การเปลี่ยนคำนำหน้านามเป็นแนวคิดที่มาจากกรอบของสิทธิมนุษยชนสากลและถูกพัฒนาต่อมาเป็นกฎหมายรองรับ ซึ่งนอกจากประเด็นความกังวลในเชิงสังคม ยังมีความกังวลในแง่การนำกฎหมายมาใช้จริงที่อาจส่งผลกระทบต่อ ‘ระบบบริการสาธารณสุข’ ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่า หลังจากมีการเปลี่ยนคำนำหน้านามแล้ว อาจมีการปกปิดข้อมูลส่วนตัวโดยไม่แจ้งต่อบุคลากรสาธารณสุข หรือในกรณีที่เจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุฉุกเฉินทำให้ไม่สามารถสื่อสาร อาจเป็นอุปสรรคต่อบุคลากรทางสาธารณสุขในการประเมินและให้การรักษา

กฤติมาเล่าว่า จริงๆ แล้วปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่บุคลากรทางสาธารณสุขต้องเผชิญอยู่แล้วในการดูแลผู้มารับบริการ ไม่ว่าจะเป็นเพศใด การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนอาจเป็นการสร้างหรือพัฒนาระบบที่ช่วยสนับสนุนการเชื่อมโยงการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของผู้รับบริการสำหรับบุคลากรทางสาธารณสุข ที่นอกจากการซักประวัติ อาจจะดูประวัติของผู้มารับบริการได้จากระบบที่เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกัน ซึ่งการมีระบบที่สนับสนุนจะสามารถแก้ปัญหาได้สำหรับคนทุกเพศ

นอกจากแนวคิดในการสร้างระบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลที่บุคลากรทางสาธารณสุขจะสามารถเรียกดูข้อมูลเพศกำเนิดจากบัตรประชาชนได้ ปัจจุบันเริ่มมีการนำเทคโนโลยีสุขภาพแบบดิจิทัล (Digital Health) มาช่วยสนับสนุนระบบสาธารณสุขหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น โครงการ Health Link ที่เป็นโครงการเชื่อมโยงประวัติการรักษาข้ามโรงพยาบาล ที่ในอนาคตอาจมาช่วยแก้ปัญหาเรื่องข้อมูลสุขภาพของผู้รับบริการได้ในคนทุกๆ เพศ

หากมีการพัฒนาระบบที่ครอบคลุม บุคลากรสาธารณสุขจะสามารถดูประวัติหรือข้อมูลสุขภาพของผู้รับบริการได้ แม้จะมารับบริการเป็นครั้งแรก ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาที่เป็นความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนคำนำหน้านามได้ หากมีการบันทึกข้อมูลเพศกำเนิดในระบบ

ในประเด็นกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ฯ กฤติมาระบุว่า กฎหมายดังกล่าวไม่ใช่การเปลี่ยนความเป็นจริงทางการแพทย์ กล่าวคือ กฎหมายดังกล่าวนั้นไม่ได้เปลี่ยนหรือรับรองให้คนข้ามเพศกลายเป็นหญิงโดยเพศกำเนิด หรือชายโดยเพศกำเนิดในเชิงชีววิทยา เพียงแต่กฎหมายดังกล่าวจะรับรอง ‘อัตลักษณ์ทางเพศสภาพ’ ของบุคคล เพราะที่ผ่านมา บัตรประชาชนใช้คำนำหน้าแทน ‘เพศกำเนิด’ คือใช้ ‘นาย’ แทนเพศกำเนิดชาย และ ‘นาง/ นางสาว’ แทนเพศกำเนิดหญิง

“ตามความเป็นจริงและบริบทของโลกที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพศกำเนิดอาจจะไม่สามารถบอกอะไรได้ทุกอย่าง เพราะมนุษย์มีมิติทางเพศมากกว่าเพศกำเนิดที่กำหนดทางชีววิทยา เพราะมิติทางเพศนั้นเป็นตัวตน เป็นบทบาท เป็นการแสดงออกในชีวิตจริงของเขาจริงๆ

“ถ้าเราไปดูในแง่ฟังก์ชันของบัตรประชาชน ฟังก์ชันของมันคือเอาไว้ยืนยันตัวตนว่า คนคนนี้เป็นใคร ซึ่งถ้าบัตรประชาชนที่ต้องใช้ยืนยันตัวตนกลับระบุคำว่านาย แทนเพศชาย หรือนางสาว แทนเพศหญิง กลายเป็นว่า มันบอกแต่เพศกำเนิดอย่างเดียว และอาจระบุตัวตนในชีวิตจริงไม่ได้

“นั่นจึงทำให้กลายเป็นสิ่งที่เป็นปัญหาอุปสรรคของหลายๆ คน ไม่ใช่แค่คนข้ามเพศ แต่รวมถึง LGBTQ หรือ Non-binary ที่อัตลักษณ์หรือการแสดงออกของเขาไม่เหมือนกับเพศกำเนิด เพราะฉะนั้น ฟังก์ชันที่เอาเพศกำเนิดมายืนยันตัวตนอาจจะใช้ไม่ได้ในบริบทสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางเพศแล้ว” กฤติมากล่าว

ตัวเลขล่าสุดจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่า ในปี 2567 มีกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศอยู่ประมาณ 1.58 ล้านคน ขณะที่ปี 2572 คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 1.63 ล้านคน และปี 2582 จะอยู่ที่ 1.7 ล้านคน ตัวเลขดังกล่าวเป็นสิ่งสะท้อนว่า เรากำลังอยู่ในสังคมที่มีความหลากหลายทางเพศที่จะขยายมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เพียงแค่บุคลากรทางสาธารณสุขจะต้องปรับตัว แต่ประชาชน รวมถึงภาครัฐและเอกชนก็ต้องปรับตัวเช่นกัน

“หมายความว่า แม้ตอนนี้เราจะยังไม่มีกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า สุดท้ายทุกคน ทุกอาชีพในสังคมต้องปรับตัวหมดเลย เพราะว่าภาพรวมมันเป็นอย่างนั้น ระบบเองก็ต้องปรับให้ทัน ให้มันสอดรับกับสิ่งที่เป็น

“ในประเด็นทางการแพทย์ เราคิดว่าสายงานนี้จะต้องปรับตัวเพื่อให้มันตอบโจทย์เรื่องพวกนี้เหมือนกัน ในเรื่องผลกระทบในระยะสั้นๆ อาจจะต้องปรับตัวบ้าง ปรับวิธีคิด ปรับวิธีการบันทึกข้อมูล ปรับวิธีการในการทำงาน รวมถึงอาจจะต้องมีการลงทุนในเรื่องเวลาและเทคโนโลยีด้วย เพราะว่าปัจจุบันระบบสาธารณสุขบ้านเรายังเป็นระบบทวิลักษณ์ (ชาย-หญิง) อยู่” กฤติมากล่าว

เพื่อให้เห็นภาพ เธอเล่าต่อว่า ปัจจุบันสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้บรรจุสิทธิการบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันยันเพศสภาพให้กับบุคคลข้ามเพศและเพศหลากหลายเป็นที่เรียบร้อยเมื่อปี 2568 ซึ่งจริงๆ การให้บริการสาธารณสุขให้กับคนที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทยมีมาอยู่นานแล้วก่อนหน้านั้น ทั้งในคลินิกเฉพาะทางในโรงเรียนแพทย์ คลินิกชุมชน และคลินิกเอกชน

สะท้อนให้เห็นว่า การบริการด้านสาธารณสุขมีการปรับตัวมาตลอด สถานบริการหลายแห่งมีพัฒนาการด้านการเก็บข้อมูล รวมถึงปรับสภาพแวดล้อมในการให้บริการให้ครอบคลุมกลุ่มผู้มีความหลากหลายมากขึ้น

กฤติมาย้ำกับ The Momentum ว่า “ที่ผ่านมาระบบอยู่ภายใต้กรอบชายหญิง แต่ในความเป็นจริงคือ เพศมีมิติมากกว่านั้น และตัวเลขสถิติต่างๆ มันบอกชัดว่า กลุ่มความหลากหลายมีแนวโน้มจะสูงขึ้นตามบริบทของยุคปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการสาธารณสุขหรือสายงานอื่นๆ การทำงานหน้างานจริง ถ้าไม่ปรับ คนที่ทำงานยากคือตัวบุคลากรเอง เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่ามีการปรับตรงนี้ขึ้นจริงๆ จะทำให้การเก็บข้อมูลในเชิงประชากรศาสตร์และสาธารณสุขดีขึ้นด้วย”

กฤติมายังบอกอีกว่า ความรู้ความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศนั้นยังค่อนข้างจำกัด ดังนั้นคนที่จะผลักดันในประเด็นนี้ให้เกิดขึ้น จะต้องสื่อสารกับสังคมอย่างต่อเนื่องต่อไป และต้องเตรียมความพร้อมของระบบ ทั้งระบบสาธารณสุขและระบบทะเบียนราษฎรให้มีข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน

การขับเคลื่อนยังรวมไปถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจคนระดับผู้นำที่อยู่ในภาคส่วนต่างๆ ทั้งฝ่ายการเมืองและปกครองให้มีความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้มากขึ้นด้วย

“สุดท้าย ความรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศคือ ถ้าคนยังไม่เข้าใจมิติทางเพศในเรื่องของอัตลักษณ์ทางเพศสภาพก็จะยาก เพราะคนยังมีความคิดว่า โลกนี้มีแค่ชายหญิง เป็นกรอบความคิดเชิงทวิลักษณ์ มันเป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันมากๆ ว่า โลกหรือมนุษย์มีความหลากหลาย ไม่ได้มีแค่กรอบชายหญิง แต่มิติทางเพศเองมีมากกว่านั้น

“คือโลกเปลี่ยนไปทุกวัน วิธีการปฏิบัติงานต่างๆ ก็ต้องปรับตาม ถ้าเราไม่ปรับตามก็จะเป็นปัญหา และกฎหมายรับรองอัตลักษณ์นี้ ไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริงทางเพศกำเนิดแต่อย่างใด”

อ้างอิง

- https://ipsr.mahidol.ac.th/wp-content/uploads/2025/05/Report-file-20250526_001-full.pdf

- https://theactive.thaipbs.or.th/data/gender-recognition-act

- https://www.context.news/socioeconomic-inclusion/denmarks-decade-of-self-id-cools-debate-on-trans-rights

- https://lgbt.dk/en/10-years-of-self-id-in-denmark-congratulations-on-a-world-class-law/

- https://themomentum.co/gender-gender-affirming-id/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...