โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คลอดลูก อุ้มชู และอาดูร: ว่าด้วยอำนาจของผู้หญิงและการบริบาลอาณาจักร ใน House of Dragon

The MATTER

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Entertainment

‘ราชินีเรนีร่า’ กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมกับความขัดแย้งและสงครามแห่งบัลลังก์เหล็ก การต่อสู้ที่เกิดขึ้นภายใน ‘ตระกูลแห่งมังกร (House of Dragon)’

ความน่าสนใจของซีรีส์ House of Dragon คือเรื่องราวนั้นว่าด้วยการต่อสู้ของผู้หญิง เล่าถึง ‘ผู้หญิง’ ภายใต้โครงข่ายของอำนาจและการเมือง ซึ่งถ้ามองเทียบกับซีรีส์ก่อนหน้าอย่าง Game of Thrones เราน่าจะพอสัมผัสได้ว่า เกมของอำนาจและราชบัลลังก์ในครั้งนี้ มันว่าด้วยผู้หญิงและการใช้อำนาจในฐานะกลไกสำคัญของเกมแห่งอำนาจ

คำว่า ‘House’ ในแง่นี้จึงอาจตีความได้ว่า ซีรีส์ตั้งใจเล่าเรื่องราวของตระกูลมังกรผ่าน 'บ้าน' หรือ ‘ครัวเรือน (household)’ พื้นที่เบื้องหลังที่มักมีผู้หญิงและกิจกรรมการดูแลครัวเรือนและครอบครัวเป็นศูนย์กลางของอำนาจ

ดังนั้น หากย้อนกลับไปดูตอนแรกของ House of Dragon เรื่องราวได้เริ่มต้นที่ห้องคลอด และการคลอดลูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือการเริ่มต้นของสงครามอันชอบธรรมจากความอาดูรของผู้เป็นแม่ที่สูญเสียลูก ความชอบธรรมในการปกครองและการทำสงคราม ล้วนพัวพันกับความพยายามในการอุ้มชูบริบาลครอบครัวและดูแลปกป้องความปลอดภัยลูกๆ

'การเมือง' ของ House of Dragon จึงเริ่มต้นจากบ้านและครอบครัว พื้นที่ที่ถูกเล่าในฐานะพื้นที่ทางอำนาจของผู้หญิง พื้นที่ที่ใช้ในการคลอดบุตร การดูแลบริบาลทายาท การค้ำจุนความพูนสุขของครอบครัว พื้นที่ที่เคยถูกมองว่าไร้อำนาจ ไร้พลัง แต่แท้ที่จริงแล้วการดูแลอภิบาลกลับเป็นหัวใจของอาณาจักร รวมถึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเรนีร่า ที่อาจตีความได้ว่าการกระทำของเธอไม่ว่าจะเป็นการมีลูกนอกสมรส การให้อำนาจทายาทนอกคอกขึ้นครองมังกร หรือแม้แต่ความโศกเศร้าของความเป็นแม่ ล้วนอาจเป็นการตอบโต้คัดง้างกับระบบอำนาจเดิม

‘นอกสมรส’ และ ‘สายเลือดที่ชอบธรรม’

นึกภาพย้อนไปในตอนเปิดของซีซั่นแรก เรื่องราวของผู้หญิงในอาณาจักรเวสเทอรอส แม้จะเป็นหญิงสูงศักดิ์และเป็นราชินี โดยเนื้อแท้แล้วพวกเธอแทบไม่มีอำนาจ ‘ราชินีเอมม่า’ ที่แลกชีวิตกับการมีทายาท ความกลัวของเรนีร่าที่ไม่อยากมีลูกเพราะความกลัวจากการสูญเสียแม่ รวมถึง ‘ราชินีเรนีส์ ทาร์แกเรียน’ ทายาทโดยชอบธรรมที่ไม่อาจครองอำนาจที่เธอพึงมี

สตรีที่แม้จะสูงส่งแค่ไหนในเจ็ดอาณาจักร แต่ตัวตนและการมีอยู่ในโครงข่ายของอำนาจของพวกเธอกลับแทบไม่มีความหมาย การเลือกจะอยู่หรือตาย การเสกสมรส ล้วนเป็นไปตามแต่ระบบจะอำนวยและผู้ชายจะจัดวางพวกเธอไป

ถ้าเราพูดอย่างวิชาการขึ้นมาหน่อย คือพวกเธอล้วนเป็น ‘Object (สิ่งของ)’ สิ่งที่ถูกจัดสรร จัดการ และจัดวาง ในโครงข่ายของอำนาจและความเป็นไป พวกเธอไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘Agency’ หรือเป็นผู้ที่เข้าจัดการกำหนดความเป็นไปของสิ่งต่างๆ (โดยเฉพาะชีวิตของพวกเธอเอง)

ทว่า พื้นที่ครัวเรือนซึ่งมักถูกนิยามในฐานะพื้นที่ที่ไม่สลักสำคัญ แต่ในเงื่อนไขของการสืบทอดอำนาจ พื้นที่ครัวเรือนนับรวมตั้งแต่ห้องคลอด บ้านที่ใช้อุ้มชูดูแล ไปจนถึงความสมัครสมานและความแข็งแรงของสมาชิกในครอบครัว กลายเป็นพื้นที่ขับเคลื่อนอำนาจ และพื้นที่ที่เราค่อยๆ เห็นว่าผู้หญิง ใช้อำนาจในพื้นที่บ้าน จนกลายส่งผลกลายเป็นการชี้นำอาณาจักรได้ในท้ายที่สุด

สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการนิยามสายเลือด การบอกว่าสายใดชอบธรรม หรือบอกว่าใครเป็นลูกอันถูกต้องตามกฎหมาย

อำนาจสุดโต่งของเรนีร่า

นอกจากการให้กำเนิดและอยู่รอดอันเป็นกระบวนการทางชีววิทยาแล้ว สิ่งที่เป็นปมและท้าทายศีลธรรมอย่างสำคัญ คือการที่เรนีร่า หญิงสูงศักดิ์ มีลูกกับชู้ อุ้มชูเลี้ยงดูอย่างเปิดเผยในราชสำนัก เป็นลูกที่ไม่มีผมสีเงินเหมือนกับทาร์แกเรียนทั่วไป แถมยังวางให้เป็นทายาทสืบทอดบัลลังก์ต่อจากตนด้วย

ถ้าเราเอาศีลธรรมเรื่องการเป็นชู้ออกไป สิ่งที่เรนีร่าทำถือว่ามีความซับซ้อนในฐานะผู้หญิง อย่างแรกการมีลูกนอกสมรสมักเป็นเรื่องของผู้ชาย พอเรนีร่าทำบ้าง การจะเรียกว่าลูกนอกสมรส นิยามก็ไม่เชิงเหมือนกับลูกนอกสมรสอื่นๆ ซึ่งมักนับสายเลือดจากฝ่ายพ่อ

โดยที่สำคัญคือ เธอใช้อำนาจในการเปลี่ยนความหมายของการเป็นทายาท คือบิดเงื่อนไขทางชีววิทยาจากการเป็นลูกชู้จริงๆ และให้นิยามใหม่ในฐานะทายาทที่แท้จริง

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในที่สุด สายเลือดของเธอก็ได้รับการพิสูจน์ในฐานะสายเลือดแวเลเรียน (Valyrian blood) หมายความว่าต่อให้เป็นลูกชู้ แต่ลูกๆ ของเธอก็สืบทอดสายเลือดแห่งมังกร คือการที่ทุกคนกลายเป็นผู้ขี่มังกรได้

ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรนีร่า จึงไม่ใช่แค่การแถ แต่โดยนัยคือการเปลี่ยนกระบวนการสืบทอดทายาทผ่านการสืบทอดสายเลือดจากฝ่ายพ่อ มายังการสืบทอดสายเลือดจากตนเองคือฝ่ายแม่

ในทำนองเดียวกัน เรนีร่าก็คัดง้างกับธรรมเนียมเรื่องสายเลือดบริสุทธิ์ ด้วยการเปิดให้ลูกนอกสมรส (dragonseeds) ทั้งหลายที่เคยอยู่นอกระบบการนับสายเลือด สามารถเข้าถึงการพิสูจน์ตัวตนและสายเลือกอย่างสำคัญได้ด้วยการเคลมและขึ้นขี่มังกร

ตรงนี้เองที่ถือว่าเรนีร่าก็ทำอย่างที่ผู้ชายทำ ซึ่งเธอเองนอกจากจะเป็นผู้ให้กำเนิดในฐานะแม่แล้ว เธอยังใช้อำนาจที่สัมบูรณ์ขึ้นอีกในการนิยาม ‘ความจริง’ ว่าลูกๆ ของเธอคือทายาทโดยชอบธรรมซึ่งไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม

อันที่จริงประเด็นเรื่องอำนาจของผู้หญิงไม่ใช่เรื่องใหม่ Game of Thrones ก็ว่าด้วย ‘แม่ใหญ่โอลีนน่าแห่งไทเรลล์’ ที่ฆ่าราชาวิปลาส เรื่องมารดามังกร กรณีของ House of Dragon ผู้หญิงเองก็ค่อยๆ ถูกผลักเข้าสู่พื้นที่ของอำนาจ

สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างปรากฏซ้ำคือการที่พวกเธอมักมีจุดหมายในการดูแลบริบาลลูกๆ ของพวกเธอ ต้องเข้าสู่พื้นที่ของอำนาจเพื่อการันตีชีวิตของลูกๆ แต่สิ่งที่ซีรีส์แสดงให้เราเห็นอย่างถี่ถ้วนคือเรื่องราวในการดูแลอภิบาลของพวกเธอนั่นแหละที่กลายเป็นชนวนอันพาพวกเธอและอาณาจักรเข้าสู่อำนาจและสงคราม

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ตัวเรื่องให้ความสำคัญกับการสูญเสียของเรนีร่า ทำให้ความตายของบุตรชายกลายเป็นความสูญเสียของแผ่นดิน

ท้ายที่สุด การให้กำเนิด การแต่งงาน การสืบทอดทายาท และความโศกาอาดูร จึงค่อยๆ กลายเป็นหัวใจของ ‘การเมือง’ กลายเป็นเรื่องของอำนาจและอาณาจักรในท้ายที่สุด

อ้างอิงจาก

businessinsider.com

researchgate.net 1, 2

Graphic Designer: Manita Boonyong (IG: mntttk)
Editorial Staff: Paranee Srikham

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...