ญาติรุดตรวจ DNA ลุ้นผลเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ หวั่นป้าวัย 66 ปีดับ
(17 พ.ค. 69) ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ นางสาวศิริลักษณ์ หรือ ต๋อม พร้อมครอบครัว เดินทางเข้าตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอเพื่อเปรียบเทียบกับร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 8 ราย จากอุบัติเหตุสะเทือนขวัญ รถไฟพุ่งชนรถโดยสารประจำทาง บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน ถนนอโศก-ดินแดง ช่วงแยกพระราม 9 มุ่งหน้าแยกอโศก-เพชรบุรี เมื่อคืนที่ผ่านมา
นางสาวศิริลักษณ์ เปิดเผยว่า ผู้ที่คาดว่าอาจอยู่บนรถโดยสารคันเกิดเหตุคือ "ป้าเอี้ยง" อายุ 66 ปี ซึ่งเป็นป้าของตน โดยป้าทำงานเป็นแม่บ้านอยู่ย่านโรงพยาบาลแถวจุฬาฯ
หลังทราบข่าวอุบัติเหตุ ตอนแรกครอบครัวยังไม่ได้คิดว่าป้าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว กระทั่งพี่สาวส่งภาพจากกล้องวงจรปิดและภาพจากที่เกิดเหตุมาให้ดู จึงพบว่ามีหญิงสูงอายุที่นั่งอยู่ใกล้ประตูกลางรถ สวมเสื้อสีชมพู มีลักษณะคล้ายกับป้าของตนเป็นอย่างมาก ทั้งสีเสื้อ รูปร่าง และโครงหน้า
ต่อมาครอบครัวได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่บ้านพักย่านจังหวัดสมุทรปราการ พบว่าป้าเดินทางออกจากบ้านตั้งแต่ช่วงเวลา 08.00 น. เศษของเมื่อวานนี้ ก่อนจะหายตัวไป และเมื่อตรวจสอบภาพหลักฐานจากเหตุการณ์เพิ่มเติม ก็ยิ่งมั่นใจว่าหญิงที่อยู่บนรถมีลักษณะคล้ายป้ามากขึ้น
นางสาวศิริลักษณ์ กล่าวต่อว่า ก่อนเกิดเหตุ ป้าได้โทรศัพท์พูดคุยกับเพื่อนอยู่ แต่จู่ ๆ ปลายสายก็ได้ยินเสียงร้องลั่น ก่อนที่สายจะตัดไป หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย อีกทั้งเฟซบุ๊กของป้าก็หยุดเคลื่อนไหวในเวลาเดียวกับที่เกิดเหตุ และขณะนี้โทรศัพท์มือถือก็ปิดเครื่องไปแล้ว
ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวจึงตัดสินใจเดินทางมายังสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ว่าหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุรถไฟชนรถเมล์เมื่อคืนที่ผ่านมา จะมีป้าของตนรวมอยู่ด้วยหรือไม่
นางสาวศิริลักษณ์ ยอมรับว่า ครอบครัวรู้สึกกังวลใจและเครียดอย่างมาก เพราะป้าเป็นเสาหลักสำคัญของครอบครัว หากต้องสูญเสียไปจากเหตุการณ์นี้จริง จะถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของทุกคนในบ้าน ที่ผ่านมาป้าเป็นคนชอบเดินทางด้วยรถเมล์เป็นประจำ บางครั้งก็นั่งรถออกไปเที่ยวหรือไปนวดไกล ๆ โดยไม่ได้แจ้งให้คนในบ้านทราบล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม ครอบครัวยังคงมีความหวัง และพยายามภาวนาขอให้หนึ่งในร่างผู้เสียชีวิตบนรถโดยสารคันดังกล่าว ไม่ใช่ป้าของตนเอง
.
#ข่าวเวิร์คพอยท์23 #ข่าวเวิร์คพอยท์23ออนไลน์ #WorkpointNews