ไฟไหม้ เลิกโทษ ไฟฟ้าลัดวงจร! ผู้เชี่ยวชาญ ชี้ อย่ามองข้าม ‘ไฟอาร์ก’ แนะรัฐเร่งแก้ กม.ป้องกันเหตุ
ทุกครั้งที่มีเหตุเพลิงไหม้สถานประกอบการ หรืออาคารสาธารณะ บทสรุปเบื้องต้นมักระบุสาเหตุเกิดจาก ‘ไฟฟ้าลัดวงจร’ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ตั้งข้อสังเกตถึงสาเหตุเพลิงไหม้หลาย ๆ เหตุการณ์ ว่าอาจไม่ได้เริ่มต้นจากไฟฟ้าลัดวงจรเสมอไป แต่เกิดจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘ไฟอาร์ก’ หรือ กระแสไฟฟ้ากระโดดข้ามอากาศ ซึ่งปรากฏการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดความร้อนสะสมที่สายไฟ จนหลอมละลายและลุกลามลุกติดไฟ และเป็นที่มาของเหตุการณ์ความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น
The Active ชวนทำความเข้าใจปรากฏการณ์ ไฟอาร์ก พร้อมกับข้อเสนอทางวิศวกรรมเพื่ออุดช่องโหว่มาตรฐานความปลอดภัยอาคารสาธารณะ
วสท. ชี้ 3 พบข้อบกพร่องกายภาพสถานบันเทิง
“ทางออกล็อก-ไร้ไฟฉุกเฉิน-วัสดุติดไฟง่าย”
สุรเชษฐ์ สีงาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยและอัคคีภัย ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพกายภาพของอาคารเกิดเหตุ พบข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยหลายประเด็น โดยเฉพาะเส้นทางอพยพและการใช้วัสดุตกแต่ง จากการสำรวจพื้นที่ พบข้อบกพร่องทางกายภาพที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเอาชีวิตรอดของผู้ใช้บริการ 3 ประเด็นหลัก
ประตูทางเข้า-ออกหลักผิดประเภท บริเวณด้านหน้าอาคารใช้ประตูไม้ทึบแบบ “บานเลื่อน” ซึ่งเปิด-ปิดได้ยาก ขัดกับหลักการออกแบบเส้นทางอพยพหนีไฟที่กำหนดให้ต้องเป็นประตูชนิด “ผลักออก” (Push-out) เพื่อให้ผู้คนสามารถดันตัวออกได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
การจัดผังที่นั่งกีดขวางเส้นทางอพยพ ภายในอาคารมีการจัดวางโต๊ะและเก้าอี้อย่างหนาแน่น ต่อเนื่องเป็นแนวยาวบริเวณหน้าเวทีโดยไม่มีช่องว่างหรือทางเดินสัญจรหลัก ทำให้เมื่อเกิดเหตุและระบบไฟฟ้าถูกตัดขาด ผู้ใช้บริการไม่สามารถขยับตัวหรือหาทิศทางหลบหนีได้
ทางหนีไฟไม่ได้มาตรฐานและถูกล็อก
ผู้เชี่ยวชาญ ระบุจากการตรวจสอบพื้นที่พบว่า ฝั่งซ้าย โซนห้องน้ำ เป็นจุดที่มีผู้เสียชีวิตรวมกลุ่มกันจำนวนมาก ประมาณ 8-10 คนลักษณะกายภาพเป็นทางตัน แต่บริเวณปลายสุดของห้องน้ำมีประตูทางออก ทว่าถูกล็อกด้วยกลอนจากด้านใน ทำให้ผู้ประสบเหตุไม่สามารถออกไปได้
ฝั่งขวา โซนห้องครัว ประตูด้านนี้ถูกเปิดทิ้งไว้เพื่อการสัญจรของพนักงาน ซึ่งผิดหลักการเส้นทางหนีไฟที่ห้ามตัดผ่านจุดเสี่ยงอันตราย เช่น ห้องครัว หรือจุดวางถังแก๊ส นอกจากนี้ การเปิดประตูทิ้งไว้ยังกลายเป็นช่องทางให้ลมพัดเข้ามาเติมออกซิเจน จนทำให้เปลวไฟพุ่งตัวแรงขึ้น
ปลายสุดของห้องน้ำมันถูกล็อก ถ้าเกิดเขาผลักออกไปได้ตรงนั้น เขาก็รอดกันหลายคนเลย แล้วก็ความมืด เมื่อมืดหนักมาก มองไม่เห็นเส้นทางในระยะ 5 เมตร 10 เมตร คือมองไม่เห็นเลย
วัสดุตกแต่งติดไฟง่าย
สุรเชษฐ์ ระบุว่า สถานที่แห่งนี้จดแจ้งเป็นร้านอาหาร จึงอาจมีช่องว่างในการควบคุมมาตรฐานวัสดุตกแต่งที่ใช้ซับเสียง เมื่อเกิดเพลิงไหม้ ความร้อนได้ลอยขึ้นไปสะสมบริเวณท้องพื้นและฝ้าเพดานอย่างมหาศาล จนวัสดุด้านบนติดไฟเกือบ 100% ก่อนจะหยดลงมาใส่ผู้คนด้านล่าง ในขณะที่สิ่งของที่อยู่ระดับพื้น เช่น โต๊ะ หรือขวดแก้ว กลับยังไม่ถูกเผาไหม้หรือเสียรูป
“ไฟมันพุ่งลงมาเป็นเจ็ต (Fire Jet) เปลวไฟพุ่งออกมาลักษณะนี้ วัสดุเชื้อเพลิงค่อนข้างจะเยอะ และพบว่ากลุ่มควันหนาแน่นเกิดขึ้น… ความร้อนไปสะสมที่ท้องพื้นหรือเพดานเยอะมากจนทำให้วัสดุติดไฟเกือบ 100% แล้วเกิดกลุ่มควันตกลงมารุกติดตัวคน”
“สถานประกอบการที่มีการรวมตัวของคนจำนวนมาก ไม่ว่าจะจดแจ้งในรูปแบบใด ต้องจัดให้มีอุปกรณ์ความปลอดภัยพื้นฐาน ได้แก่ ป้ายทางออก แผนผังทางหนีไฟ ไฟฉุกเฉิน และถังดับเพลิง นอกจากนี้ ควรสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยเชิงรุก โดยกำหนดให้พนักงานในร้านได้รับการฝึกซ้อมอพยพ ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือนำทางและควรมีการประกาศแจ้งเส้นทางหนีไฟให้ผู้ใช้บริการทราบก่อนเริ่มการแสดงดนตรี คล้ายกับมาตรฐานความปลอดภัยบนเครื่องบิน เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้ใช้บริการทุกคน”
สุรเชษฐ์ สีงาม
เหตุใด ? บทสรุปไฟไหม้อาคารส่วนใหญ่มักจบลงที่ “ไฟฟ้าลัดวงจร”
ผศ.ดุสิต สุขสวัสดิ์ นักวิจัย และอาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เปิดเผยกับ The Active ว่า จากเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงและอาคารหลายแห่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่เกิดขึ้นในไทยในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ต้นตอที่แท้จริงอาจไม่ใช่ไฟฟ้าลัดวงจร แต่คือปรากฏการณ์ “ไฟอาร์ก” (Arc Fault) หรือการที่กระแสไฟฟ้ากระโดดข้ามอากาศ ซึ่งสร้างความร้อนสูงจนหลอมละลายสายไฟและลุกไหม้ โดยที่เบรกเกอร์แบบเดิมไม่สามารถตัดไฟได้ทัน
“เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารสาธารณะหรือสถานบันเทิงหรือแม้แต่สถานที่ทั่วไป ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นที่สังคมมักได้ยินเสมอคือสาเหตุจาก ไฟฟ้าลัดวงจร แต่ในมุมมองของวิศวกรไฟฟ้า ข้อสรุปนี้อาจเป็นเพียง ปลายเหตุ ของปัญหา เพราะจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของไฟไหม้หลายครั้ง มาจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ไฟอาร์ก (Arc Fault)”
ผศ.ดุสิต สุขสวัสดิ์
“ไฟอาร์ก” ต้นตอไฟไหม้! ที่ถูกมองข้าม
ผศ.ดุสิต บอกอีกว่า ได้ให้ข้อมูลวิเคราะห์โครงสร้างระบบไฟฟ้าไว้อย่างน่าสนใจ โดยหากเราเข้าใจกลไกของไฟอาร์ก จะสามารถป้องกันไฟไหม้ได้ตั้งแต่ก่อนที่เปลวไฟจะปะทุ ไฟอาร์ก (Arc Fault) คือ ปรากฏการณ์ที่กระแสไฟฟ้าไม่สามารถเดินทางต่อเนื่องในสายไฟได้ตามปกติ อาจเกิดจากจุดต่อหลวม น็อตไม่แน่น หรือสายไฟเก่าเสื่อมสภาพ ไฟฟ้าจึงใช้วิธี “กระโดดข้ามอากาศ” เพื่อเดินทางต่อไป
เปรียบเทียบให้เห็นภาพคือ คล้ายกับเวลาที่เสียบปลั๊กไฟไม่แน่นแล้วเกิดเสียงดังแป๊ะ ๆ หรือเหมือนปรากฏการณ์ฟ้าผ่าขนาดเล็กเมื่อไฟฟ้าเดินทางผ่านอากาศ จะเกิดความร้อนสะสมมหาศาลบริเวณนั้น แม้ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ใช้จะเท่าเดิม แต่ความร้อนอาจพุ่งสูงจนทำให้ฉนวนพลาสติกที่หุ้มสายไฟหลอมละลายกลายเป็นน้ำหยดลงมา และเมื่อความร้อนถึงจุดหนึ่ง พลาสติกเหล่านั้นจะลุกติดไฟ
“กระแสไฟฟ้าที่เดินทางผ่านอากาศ จะทำให้สายไฟร้อนขึ้น ทั้งที่กระแสไม่ได้เพิ่มขึ้นสมมุติมันอาร์กอย่างนี้ประมาณสัก 100 ครั้ง มันทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นมา สาเหตุมันก็ทำให้สายไฟหลอมละลาย แล้วก็เกิดไฟช็อต แล้วก็เกิดไฟไหม้ หาก ลำดับเหตุการณ์เพลิงไหม้จากไฟอาร์กมักเริ่มจาก เห็นประกายไฟ ควันสีขาว (ฉนวนละลาย) ควันสีดำและไฟลุก ไฟฟ้าลัดวงจร (สายทองแดงแตะกัน) เบรกเกอร์ตัด (ไฟดับ)”
ผศ.ดุสิต สุขสวัสดิ์
นั่นหมายความว่า กว่าที่ไฟจะดับเพราะไฟฟ้าลัดวงจร เปลวไฟก็ได้ลุกลามไปติดวัสดุอื่น ๆ เช่น โฟมซับเสียงใต้ฝ้าเพดาน จนกลายเป็นทะเลเพลิงไปเรียบร้อยแล้ว
ช่องโหว่เบรกเกอร์แบบเดิม และมาตรฐานท่อร้อยสายไฟ
คำถามคือ ทำไม ? ระบบตัดไฟถึงไม่ทำงานตั้งแต่เกิดความร้อน คำตอบคือ เบรกเกอร์ทั่วไป (MCB) ที่ใช้ตามบ้านเรือนและอาคาร ถูกออกแบบมาให้ทำงานแค่ 2 กรณี คือ “ไฟเกิน” (ใช้ไฟมากไป) และ “ไฟช็อต” (ไฟฟ้าลัดวงจร) แต่มันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ตรวจจับ “ความร้อนหรือประกายไฟจากการอาร์ก”
นอกจากนี้ การเลือกใช้ท่อร้อยสายไฟก็มีผลสำคัญ แม้ปัจจุบันจะนิยมใช้ท่อพลาสติกสีเหลืองเพื่อกันหนูกัดและถือว่าถูกมาตรฐาน แต่ในสถานที่ที่มีความเสี่ยงและมีวัสดุติดไฟง่ายอยู่ใต้ฝ้าเพดาน เช่น ผับ บาร์ เมื่อเกิดไฟอาร์กจนสายไฟลุกไหม้ ท่อพลาสติกจะละลายและกลายเป็นเชื้อเพลิงไปด้วย ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ใช้ ท่อเหล็ก เพื่อกักเก็บความร้อนและประกายไฟให้อยู่แค่ภายในท่อ ไม่ลุกลามออกมาภายนอก
“ในพื้นที่ที่มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดวัตถุติดไฟได้ ควรใช้ท่อเหล็กถ้าเราเดินท่อเหล็ก มันก็ลดความเสี่ยงที่จะเกิดประกายไฟจากสายไฟหล่นลงมาที่ตัวฉนวนโฟมได้ดีกว่า”
ผศ.ดุสิต สุขสวัสดิ์
ถอดรหัส AFDD เทคโนโลยีความปลอดภัยที่ทั่วโลกบังคับใช้
เพื่ออุดช่องโหว่ของไฟอาร์ก ผศ.ดุสิต ย้ำว่า เทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล คือ อุปกรณ์ที่เรียกว่าAFDD (Arc Fault Detection Device)AFDD คือ เบรกเกอร์อัจฉริยะที่มีไมโครโปรเซสเซอร์อยู่ภายใน ทำหน้าที่เหมือน“หู” ที่คอยฟังความผิดปกติของกระแสไฟฟ้า หากพบสัญญาณคลื่นความถี่สูงที่เกิดจากการอาร์ก (ลักษณะเสียงแป๊ะๆ ทางไฟฟ้า) ระบบจะประมวลผลและสั่ง “ตัดไฟทันที” ภายในเวลาเสี้ยววินาที ก่อนที่สายไฟจะเกิดความร้อนสะสมจนลุกไหม้
ในหลายประเทศ เทคโนโลยี AFDD ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็น “กฎหมายบังคับ”
สหรัฐอเมริกา คณะกรรมการรหัสไฟฟ้าแห่งชาติ (NEC) บังคับใช้อุปกรณ์ตรวจจับอาร์ก (AFCI) ในห้องนอนมาตั้งแต่ปี 2002 และขยายครอบคลุมเกือบทุกห้องในบ้านตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งสถิติพบว่าช่วยลดเหตุเพลิงไหม้จากระบบไฟฟ้าในที่พักอาศัยได้อย่างมีนัยสำคัญ
ยุโรป (มาตรฐาน IEC) คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานสาขาอิเล็กทรอเทคนิค (IEC 62606 และ IEC 60364-4-42) แนะนำและกำหนดให้หลายประเทศ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ ต้องติดตั้ง AFDD ในอาคารที่พักอาศัย สถานที่ที่มีความเสี่ยงจากไฟไหม้สูง และอาคารสาธารณะ
ข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างสู่อนาคต
ผศ.ดุสิต ได้ฝากข้อเสนอแนะถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาครัฐ การแก้ไขปัญหาเหตุเพลิงไหม้อาคาร ไม่ควรหยุดอยู่แค่การเพิ่มถังดับเพลิงหรือป้ายทางหนีไฟ แต่ต้องป้องกันที่ต้นกำเนิดของไฟ
ยกระดับมาตรฐานอุปกรณ์ ภาครัฐ (เช่น สมอ. หรือ วสท.) ควรพิจารณากำหนดให้อุปกรณ์ AFDD เป็นมาตรฐานสากลที่อาคารสร้างใหม่ หรืออาคารสาธารณะต้องติดตั้ง เพื่อตัดวงจรความเสี่ยงเพลิงไหม้ตั้งแต่ต้นทาง
ปรับข้อกำหนดการใช้วัสดุ อาคารสาธารณะที่มีวัสดุติดไฟง่าย (เช่น โฟมซับเสียง) ควรมีข้อกำหนดหรือคำแนะนำให้ร้อยสายไฟใน “ท่อเหล็ก” อย่างเคร่งครัด
การตรวจสอบประจำปี กำหนดให้มีการตรวจสอบระบบไฟฟ้า ขันน็อตตามจุดต่อต่างๆ และทดสอบระบบความปลอดภัยในอาคารสาธารณะอย่างสม่ำเสมอทุกปี
อุปกรณ์ AFDD เป็นมาตรฐานสากลที่ต่างชาติใช้แล้ว ก็อยากให้ภาครัฐกำหนดอุปกรณ์ตัวนี้ให้เป็นมาตรฐานในการติดตั้งเพื่อป้องกันอัคคีภัยให้กับอาคารบ้านเรือนถ้าเรายอมรับมาตรฐานต่างประเทศ ภาวะการเกิดเพลิงไหม้มันจะลดลงแน่นอน
ความปลอดภัยสาธารณะคือต้นทุนที่คุ้มค่า การปรับปรุงข้อบัญญัติทางวิศวกรรมไฟฟ้าให้ทันต่อเทคโนโลยี จะช่วยปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน และป้องกันไม่ให้เราต้องสูญเสียจากคำว่า “ไฟฟ้าลัดวงจร” อีกต่อไป