โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เจาะลึก “FDI” ในไทย จับตาจีนมาแรง

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เจาะลึก

“การลงทุน” ถือเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมีศักยภาพและยั่งยืน โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI (Foreign Direct Investment) ที่มีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน โดยมีจำนวน 3,370 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 และมีเงินลงทุน 1,876,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 67 นับเป็นยอดเงินลงทุนและจำนวนโครงการ ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมที่สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบีโอไอ

สอดคล้องกับข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าในระยะหลังประเทศไทยสามารถดึงดูด FDI ได้มากขึ้น โดยมูลค่า FDI ในปี 2568 สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 18,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการลงทุนในภาคบริการ รวมถึงภาคอุตสาหกรรมสาขาคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร

โดยมูลค่า FDI ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สูงกว่าช่วง 5 ปีก่อนโควิดราว 1.8 เท่า ส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนในภาคบริการสาขาสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึง data center ซึ่งเติบโตราว 50 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด

สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนในอาเซียน โดยกลุ่มสาขาที่ได้รับประโยชน์จาก FDI ในไทยใกล้เคียงกับมาเลเซีย สะท้อนจากข้อมูลการส่งเสริมการลงทุน ที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และภาคบริการเหมือนกัน ขณะที่การลงทุนในอินโดนีเซีย การลงทุนส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวในอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรในประเทศโดยเฉพาะโลหะ

ในเชิงปริมาณการเพิ่มขึ้นของ FDI ดังกล่าวส่งผลให้สัดส่วน FDI ต่อ GDP ของไทย ปรับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.7 ในช่วงก่อนโควิด (ปี 2558 – 2562) เป็นร้อยละ 2.7 ในช่วงปี 2564 – 2568

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับอาเซียน ความสามารถในการแข่งขันและดึงดูด FDI ของไทยยังเป็นรองประเทศเพื่อนบ้าน สะท้อนจากสัดส่วน FDI ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ในอันดับที่ 4 ของอาเซียน ตามหลังสิงคโปร์ (ร้อยละ 27.0) เวียดนาม (ร้อยละ 4.3) และมาเลเซีย (ร้อยละ 3.9)

โดยสัดส่วน FDI ต่อ GDP ของสิงคโปร์ที่อยู่ในระดับสูงมาก ส่วนหนึ่งสะท้อนบทบาทของ สิงคโปร์ในฐานะ financial hub ทั้งนี้ สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย ยังมีปัจจัยพื้นฐานที่เอื้อต่อการลงทุนมากกว่าไทย โดยเฉพาะด้านต้นทุนหรือคุณภาพแรงงาน กฎหมายที่เอื้ออำนวย และคุณภาพสถาบัน

การได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้ไทย มีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานโลกมากขึ้นจากร้อยละ 44.1 ของมูลค่าส่งออกโดยรวมในปี 2558 เป็นร้อยละ 50.01 ในปี 2567 อย่างไรก็ตาม “ในเชิงคุณภาพ” FDI ที่เพิ่มขึ้นในระยะหลังที่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และยานยนต์ มีแนวโน้มสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้ลดลง

เนื่องจากธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ (import content) ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องพึ่งพาชิ้นส่วนจากต่างประเทศเกินกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าสินค้า

นอกจากนี้ สัญชาตินักลงทุนมีผลต่อมูลค่าเพิ่มที่ประเทศได้รับ โดยที่ผ่านมาโครงสร้างนักลงทุนจากต่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ในช่วง 5 ปีก่อนโควิด มูลค่าการลงทุนกว่าครึ่งมาจากญี่ปุ่น แต่ในช่วง 5 ปีหลังโควิดสัดส่วนดังกล่าวลดลงเหลือเพียงร้อยละ 12 ขณะที่สัดส่วนการลงทุนจากจีนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 16 ในช่วงเวลาเดียวกัน

การลงทุนของนักลงทุนจีนส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า ที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสูง และเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศจำกัด เพราะยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ประกอบกับผู้ประกอบการไทยยังมีข้อจำกัดในการจัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วนเฉพาะทาง

ดังนั้น ที่น่าจับตามองคือ “ไทย” เคยเป็นและจะยังคงเป็นหนึ่งในปลายทางการลงทุนที่สำคัญของจีนหรือไม่ จากมุมมองศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC วิเคราะห์ว่า มี 3 เหตุผลที่ไทยจะยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญของจีน

ประการแรก ไทยตอบโจทย์ Dual demand strategy ของจีนได้พร้อมกัน บริษัทจีนไม่ได้มองไทยเป็นแค่ตลาดปลายทาง แต่ใช้เป็นทั้งฐานผลิตและศูนย์กลางส่งออกกระจายสินค้าไปทั่วอาเซียน ตำแหน่งที่ตั้งไทยเชื่อมกับ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม) อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ทำให้บริษัทจีนสามารถผลิตเพื่อขายในไทยและส่งออกไปยังภูมิภาคจากโรงงานเดียวกัน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่ประเทศอื่นไม่สามารถทดแทนได้ง่ายในระยะสั้น

ประการที่สองคือ ศักยภาพอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานที่สะสมมายาวนาน ไทยมีระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ครบวงจร ทั้งห่วงโซ่อุปทาน แรงงาน นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ต้นทุนการตั้งฐานการผลิตในไทยต่ำกว่าและเกิดขึ้นได้เร็วกว่าประเทศที่ไม่มีฐานเดิม

ประการที่สามคือ มาตรการส่งเสริมการลงทุนของ Thailand Board of Investment (BOI) ซึ่งช่วยดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ และมาตรการ Thailand FastPass ที่ช่วยเร่งรัดการอนุมัติโครงการและปลดล็อกการลงทุนที่ค้างอยู่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย เช่น พลังงานสะอาด เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า ดิจิทัล และ AI

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้การลงทุนจากจีนในไทยที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI เติบโตดีต่อเนื่อง แตะ 984 โครงการ มูลค่ารวม 198,158 ล้านบาทในปี 2568 เติบโตร้อยละ 13.6 เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนของบริษัทจีนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร โลหะและวัสดุพื้นฐานยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

และในระยะหลังการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้าและ Data center ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าการลงทุนของบริษัทจีนในไทยสอดคล้องกับทิศทางการยกระดับอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของรัฐบาลจีนภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของจีน ฉบับที่ 15 (ปี 2569–2573)

อย่างไรก็ดี การลงทุนต่างประเทศของจีนภายใต้แผนฯ 15 SCB EIC ประเมินว่าจะยังมีต่อเนื่อง แต่เจาะจง และมีข้อจำกัดมากขึ้น เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจจีนยังไม่มีสัญญาณคลี่คลายในระยะสั้น หากกำลังการผลิตส่วนเกินยังสูง แต่อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ และนโยบายกีดกันการค้ายังเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกโดยตรง การออกไปลงทุนเพื่อตั้งฐานการผลิตในต่างประเทศยังเป็นทางเลือกสำคัญของบริษัทจีน

นอกจากนี้ แผนฯ15 ยังส่งเสริมให้บริษัทจีนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตขยายการลงทุนสู่ตลาดต่างประเทศ สะท้อนว่าการลงทุนของจีนจะยังมีต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี รูปแบบการลงทุนของจีนในต่างประเทศส่วนใหญ่ยังพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานของจีนเป็นหลัก ทั้งวัตถุดิบ เครื่องจักร และแรงงานเฉพาะทางจากบริษัทแม่ ผลประโยชน์ส่วนหนึ่งจึงไหลกลับสู่เศรษฐกิจจีนโดยตรง อาจสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจจีนมากกว่าประเทศผู้รับการลงทุน

ภายใต้แผนฯ 15 นี้ จีนให้น้ำหนักกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI ดิจิทัล พลังงานทดแทน อวกาศ และเทคโนโลยีชีวภาพ ไทยจำเป็นต้องประเมินว่าโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะแรงงาน และนโยบายส่งเสริมการลงทุนพร้อมรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้มากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ดี ไทยอาจเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นจากแนวทางของจีนที่พยายามรักษาเทคโนโลยีขั้นสูงไว้ภายในประเทศ ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ เมื่อปลายปี 2567 กระทรวงพาณิชย์จีนได้แนะนำให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนเก็บเทคโนโลยีการผลิตชิ้นส่วนขั้นสูงไว้ในประเทศ และให้โรงงานต่างประเทศทำหน้าที่หลักในการประกอบชิ้นส่วน หากแนวทางนี้ถูกนำมาปฏิบัติในวงกว้าง ไทยอาจเป็นฐานการผลิตปลายน้ำที่ได้รับการถ่ายทอดเฉพาะเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน ทำให้การยกระดับไปสู่การออกแบบหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นทำได้จำกัด

ท่ามกลางกระแสการลงทุนจากจีนที่เติบโตต่อเนื่อง คำถามสำคัญคือไทยได้ประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนของจีนมากน้อยเพียงใด หากไทยเปิดรับการลงทุนโดยไม่กำหนดเงื่อนไขและการผลิตยังพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วน วัตถุดิบ และเทคโนโลยีจากจีนเป็นหลัก ผลที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงตัวเลขการลงทุนที่โตดีขึ้น ขณะที่มูลค่าเพิ่มและผลประโยชน์ที่กระจายสู่เศรษฐกิจไทยมีจำกัด

แต่หากไทยสามารถใช้อำนาจต่อรองที่มีอยู่จากการเป็นฐานผลิตและตลาดที่จีนต้องการในการออกแบบเงื่อนไขการลงทุนที่ผูกสิทธิประโยชน์กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบ แรงงาน และชิ้นส่วนในประเทศอย่างเป็นระบบ โอกาสที่กระแสการลงทุนนี้จะยกระดับความสามารถของอุตสาหกรรมไทยได้จริงยังคงมีอยู่

โจทย์สำคัญของไทยในวันนี้จึงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการเปิดรับการลงทุนเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ กับการปกป้องและยกระดับภาคอุตสาหกรรมในประเทศ เพราะหากตอบโจทย์นี้ได้ จะช่วยทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในอนาคต

สอดคล้องกับมุมมองของธปท. ที่ระบุว่า FDI เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในระยะสั้นผ่านการลงทุน และในระยะยาวผ่านการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดี โจทย์เชิงนโยบายไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่การยกระดับ “คุณภาพ” ของ FDI เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ทั้งการยกระดับทักษะแรงงานไทยให้รองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่และเพิ่มการจ้างงาน รวมถึงการเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศผ่านการยกระดับขีดความสามารถของ SMEs และการสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน เพื่อขยับตำแหน่งของไทยในห่วงโซ่การผลิต โลกไปสู่กิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...