วัคซีนพระราชทาน
ไหน "นิติสงคราม"…
วานนี้ (๒๘ พฤษภาคม) คำพิพากษาศาลชั้นต้น "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" ไม่มีความผิดตาม ม.๑๑๒ จากคดี "วัคซีนพระราชทาน"
เหล่ามวลชนพรรคส้มยกย่องศาลกันยกใหญ่ว่า บริสุทธิ์ ยุติธรรม
นี่ถ้าพิพากษาว่า "ธนาธร" มีความผิด คงจะแสดงท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังเท้า
นิติสงคราม กระบวนการยุติธรรมพังทั้งระบบ
แต่เมื่อคำพิพากษาเป็นคุณ ก็ลืมไปหมดแล้วว่า "นิติสงคราม" คืออะไร
ครับ…ศาลพิพากษาออกมาอย่างไรก็เป็นไปตามนั้นครับ หากอัยการยังข้องใจก็ยื่นอุทธรณ์กันต่อไป หรืออาจต้องถึงฎีกา
ไปดูคำพิพากษาของศาลกันหน่อยครับ
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การไลฟ์สดดังกล่าวเป็นการพาดพิง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการบริหารจัดการวัคซีนรักษาโควิด ไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์ดูหมิ่นสถาบันตามฟ้อง
ส่วนเรื่องการพาดพิงถึงบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ เป็นข้อเท็จจริงตามที่นายธนาธรพูด และไม่ได้เป็นการหมิ่นประมาท
ส่วนกรณีที่พาดพิงถึงนายกรัฐมนตรีจะรับผิดชอบไหวหรือไม่ ในเรื่องของการบริหารจัดการวัคซีน เพราะหากบริหารผิดพลาด ผู้เสียประโยชน์คือประชาชน
การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พิพากษายกฟ้อง
สรุปคือ เป็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลลุงตู่
ไม่ใช่สถาบันพระมหากษัตริย์
จากนี้เป็นหน้าที่อัยการต้องตัดสินใจว่าจะยื่นอุทธรณ์ หรือพอแค่นี้
ระหว่างทางของคดีนี้ยังมีกรณี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ใช้อำนาจตามมาตรา ๒๐ ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาขอให้สั่งปิดกั้นการเข้าถึงคลิป “วัคซีนพระราชทาน ใครได้ใครเสีย?” ของ "ธนาธร"
มกราคม ๒๕๖๔ ศาลมีคำสั่งตามคำร้องของกระทรวงดีอี ให้ระงับการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่ว่านี้
แต่ "ธนาธร" ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งระงับการเผยแพร่ ศาลอาญาจึงได้ให้มีการไต่สวนคดีใหม่ โดยให้ "ธนาธร" มีโอกาสเข้าร่วมไต่สวนด้วย
กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ศาลอาญาได้มีคำสั่งให้เพิกถอนการปิดกั้น ระบุเหตุผลว่า การตีความคำว่า “อาจกระทบต่อความมั่นคง” ต้องตีความอย่างเคร่งครัดและเป็นภาวะวิสัย
ข้อเท็จจริงเท่าที่ "ธนาธร" พูดถึงเพียงว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงถือหุ้นบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ มิได้ทำให้พระองค์ทรงเสื่อมเสีย ถูกดูหมิ่นหรือเกลียดชัง หรือไม่เป็นที่เคารพสักการะแต่อย่างใด
ต่อมา ตุลาคม ๒๕๖๔ ศาลอุทธรณ์ได้กลับคำสั่งของศาลชั้นต้น
ศาลวินิจฉัยความผิดจากข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของราชอาณาจักร ตามที่ได้กำหนดไว้ในภาค ๒ ลักษณะ ๑ หรือลักษณะ ๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งในกำหนดดังกล่าวได้มีมาตรา ๑๑๒ อยู่ด้วย
ดังนั้นหากศาลจะมีคำสั่งระงับการเผยแพร่ก็ย่อมสามารถทำได้ หากการเผยแพร่มีการปรากฏข้อมูลหรือการวิพากษ์วิจารณ์จากที่เข้าข่ายลักษณะดังกล่าวปรากฏอยู่ด้วย โดยไม่จำเป็นต้องให้โอกาสเจ้าของข้อมูลเข้ามาชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานโต้แย้ง
จากนั้นศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์
คำพิพากษาของศาลฎีกาน่าศึกษามากครับ
"…ศาลฎีกาเห็นว่าคำร้องคัดค้านมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า มีเหตุสมควรให้ปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลคลิปวิดีโอดังกล่าวหรือไม่ ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ใช้อำนาจตามมาตรา ๒๐ ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้สั่งปิดกั้นการเข้าถึง โดยอ้างว่าคลิปวิดีโอดังกล่าวมีเนื้อหาเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา ๑๔ (๓)
เมื่อได้ความปรากฏว่า หลังมีการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวมาแล้ว มีผู้แสดงความเห็นทางอินเทอร์เน็ตใต้คลิปวิดีโอดังกล่าว โดยตามเอกสารของผู้ร้องได้ปรากฏข้อความว่า
“ธนาธรลั่น ยอมติดโควิดตายดีกว่า ไม่ใช้วัคซีนพระราชทาน”
“วัคซีนไพร่ แจกจ่ายในนามเจ้า”
ผลประโยชน์นี้จะเพื่อใคร ก็เพื่อคนถือหุ้น ๑๐๐% ของ Siam Bioscience วัคซีนพระราชทาน”
รวมไปถึงข้อความที่กล่าวถึงในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ และการใช้ภาษีประชาชน
เมื่อแสดงว่ามีผู้เห็นถ้อยคำดังกล่าวของผู้คัดค้านแล้ว ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ในทำนองว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเข้าไปบริหารวัคซีนกับรัฐบาล ซึ่งการกระทำของผู้ที่แสดงความคิดเห็นอาจเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรแห่งประมวลกฎหมายอาญาได้
ดังนั้นข้อมูลจากคลิปดังกล่าวที่แพร่หลาย จึงอาจทำให้มีผู้มาแสดงความคิดเห็นที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของราชอาณาจักรได้
กรณีจึงมีเหตุให้ระงับการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าถ้อยคำที่ใช้ในไลฟ์วิดีโอดังกล่าวของผู้คัดค้าน จะเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลโดยสุจริตตามรัฐธรรมนูญไทยหรือไม่
และหากให้ไลฟ์ดังกล่าวแพร่หลายออกไป อาจทำให้มีผู้มาแสดงความเห็นอย่างอื่นได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ระงับและปิดกั้น
ศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ จึงมีคำสั่งยืนตามศาลอุทธรณ์
ครับ…คงจำบรรยากาศบ้านเมืองหลัง "ธนาธร" วิพากษ์วิจารณ์การจัดหาวัคซีนของรัฐบาลประยุทธ์ ในหัวข้อ "วัคซีนพระราชทาน ใครได้-ใครเสีย" กันได้นะครับ
มวลชนส้มเอาไปต่อยอดกันมากมาย
ใช้สื่อโซเชียลโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์โดยไร้ข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง
กรณีนี้ถือว่าร้ายแรง
เพราะเป็นการกล่าวหาว่าสถาบันและรัฐบาลร่วมกันคอร์รัปชัน โดยไม่สนใจสุขภาพของประชาชน
ในแง่ของความเสียหาย มันมากกว่าการแต่งกายล้อเลียนหรือพ้นสีกำแพงวัดพระแก้วอย่างมาก
ซึ่งก็ตรงกับคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีระงับการเผยแพร่คลิป เพราะ ข้อมูลจากคลิปดังกล่าวที่แพร่หลายอาจทำให้มีผู้มาแสดงความคิดเห็นที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของราชอาณาจักรได้
คือตัดไฟแต่ต้นลม
วัคซีนพระราชทานนั้นมีจริงครับ
ช่วงปี ๒๕๐๑ ถึง ๒๕๐๒ ประเทศไทยเกิดอหิวาตกโรคระบาดอย่างหนัก กินพื้นที่ทั้งหมดทั่วประเทศ ๓๘ จังหวัด มีผู้ป่วยทั้งสิ้น ๑๙,๓๕๙ ราย เสียชีวิตไป ๒,๓๗๒ ราย
ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งหน่วยฉีดวัคซีนพระราชทานสำหรับบริการแก่ประชาชนขึ้นในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และตามพื้นที่ต่างๆ เช่นที่บริเวณพระตำหนักไกลกังวล ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และตลอดไปจนถึงจังหวัดอื่นในภูมิภาคต่างๆ อีกมากมาย
คนรุ่นหลังที่บรรพบุรุษรอดจากเงื้อมมือมัจจุราชเพราะวัคซีนพระราชทานในครั้งนั้น ลืม หรือไม่เคยรู้เรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ.