เดือด! “สว.พิสิษฐ์” ซัด “ลัทธิส้ม” หิวยอดไลก์ ปัดแก้ กม.สันติสุขเอื้อฮั้ว สว. ยัน ม.112 ไม่รอดทุกกรณี ท้า "เท้ง" แจงอย่าเงียบ
">
"พอกันทีพรรคพวก-กีฬาสี 20 ปี!" โฆษกวิปวุฒิสภาออกโรงแถลงโต้เพจพรรคประชาชน ยันไม่ได้นิรโทษกรรมคดีทุจริตเลือกตั้ง ลั่นแก้กฎหมายล้างผิดเฉพาะคดีการเมืองบริสุทธิ์ พร้อมหวดแรงพวกไม่เน้นข้อเท็จจริงแต่เน้นยอดแชร์ ท้า "ณัฐพงษ์" ออกมาชี้แจง อย่าเงียบ
วันที่ 9 ก.ค. 2569 เวลา 09.45 น. ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิ) แถลงตอบโต้กรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับ ร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข หลังสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบตามร่างที่วุฒิสภาแก้ไข โดยตำหนิเพจเฟซบุ๊กของพรรคประชาชนที่โพสต์ข้อมูลบิดเบือนข้อเท็จจริง (เฟคนิวส์) ว่า กฎหมายฉบับนี้มุ่งล้างผิดหรือนิรโทษกรรมให้กับคดีทุจริตเลือกตั้ง หรือคดี "ฮั้ว สว." ว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการนิรโทษกรรมคดีฮั้ว สว. ไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากฐานความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ปรากฏในร่างกฎหมายนี้ เป็นการเยียวยาเหตุการณ์ในอดีต เช่น การปิดหน่วยเลือกตั้ง หรือการฉีกบัตรเลือกตั้ง ซึ่งถูกเสนอเข้าสภาฯ ตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. 2567 ก่อนที่จะมีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาถึง 4 เดือน นอกจากนี้ ตนเป็นผู้ปรับปรุงแก้ไขถ้อยคำเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจน โดยระบุไว้ชัดว่า "ต้องไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยทุจริต ไม่เป็นธรรม และการแจ้งคุณสมบัติอันเป็นเท็จ" และยืนยันว่า สว. ทั้ง 138 ท่านที่ถูกกล่าวหา ยังปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย และ สว. ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับการแก้ไขกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองอย่างแน่นอน
“ผมเรียกว่า 'ลัทธิส้ม' ไม่เน้นข้อเท็จจริง ไม่เน้นข้อกฎหมาย แต่เน้นยอดไลก์ยอดแชร์ อยากเรียกร้องให้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาชี้แจงว่าเพจพรรคโพสต์ข้อมูลบิดเบือนแบบนี้มีเจตนาอย่างไร ท่านจะขอโทษก็ได้หรือไม่ขอโทษก็ได้ ผมไม่สนใจหรอก บอกตรง ๆ แต่ขอให้มาชี้แจง ไม่ใช่เงียบ" นายพิสิษฐ์ กล่าว
โฆษกวิปวุฒิ ยังได้หยิบยกเนื้อหาใน มาตรา 3 ของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวยืนยันหลักการสำคัญที่วุฒิสภายึดมั่นตามร่างเดิมของสภาผู้แทนราษฎร โดยกฎหมายฉบับนี้ไม่มีผลนิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดใน 4 กรณี 1.การกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ 2.การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 3.การกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือได้รับอันตรายสาหัส (ตามมาตรา 297) และ4.การกระทำความผิดต่อส่วนตัว หรือต้องรับผิดต่อบุคคลใดเป็นการเฉพาะรายที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ
สำหรับประเด็นร้อนใน มาตรา 11 นายพิสิษฐ์ กล่าวยอมรับว่า วุฒิสภาเป็นผู้ปรับปรุงถ้อยคำให้เกิดความชัดเจนว่า ไม่ยกเว้นความผิดมาตรา 112 แม้กระทั่งกับกลุ่มเยาวชน เหตุผลสำคัญคือความกังวลว่า หากมีการยกเว้น อาจกลายเป็นบรรทัดฐานให้กลุ่มคนบางกลุ่ม หรือบางลัทธิ นำช่องว่างทางกฎหมายนี้ไปเสี้ยมสอนและใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือในการต่อต้านหรือดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ "เราต้องแยกแยะ การเมืองคือการเมือง สถาบันการปกครองคือสถาบันการปกครอง ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่มีคนพยายามดึงให้เกี่ยวกัน ผมเสียดายอนาคตเยาวชนที่ต้องมาคดีความเพราะเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่ปี 2562"นายพิสิษฐ์ กล่าว
นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เป้าหมายหลักของร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า ประเทศไทยบอบช้ำจากความขัดแย้งและการแบ่งพรรคแบ่งพวกมานานกว่า 20 ปี ตั้งแต่ปี 2548 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ถึงเวลาแล้วที่ความขัดแย้งต้องจบในสภา ไม่ใช่บนท้องถนน "พอกันทีกับกีฬาสี 20 ปี เดี๋ยวแดง เดี๋ยวเหลือง เดี๋ยวหลากสี ต่างชาติไม่กล้าลงทุน เศรษฐกิจไม่ไปไหน ความขัดแย้งทางการเมืองขอให้จบในสภา ไม่ใช่บนท้องถนน วันนี้เราต้องจับมือกันเดินหน้าประเทศ"
นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนต่อไปหลังจากสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการรอลงพระปรมาภิไธยและประกาศใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งคาดว่าจะสามารถช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากคดีการเมืองได้ราว 6,000 คน ครอบคลุมข้อกล่าวหาประมาณ 4 ล้านกว่าข้อหา (รวมถึงคดีตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ราว 2 ล้านกว่าคดี ที่เกิดจากการปิดถนนชุมนุม) เพื่อให้ประเทศไทยได้เดินหน้าต่อเสียที