โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"รสนา" จี้ "อนุทิน" หยุดทำตัวชิลๆ รับมือวิกฤติ ชี้ไม่ยอมลดภาษีน้ำมัน-คุมค่ากลั่น-ตัดกำไรส่วนเกิน สมคบคิดกลุ่มทุนขูดรีดประชาชนหรือไม่

Manager Online

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

"อดีต สว.รสนา" จี้รัฐบาล "อนุทิน" หยุดบริหารบ้านเมืองแบบชิลๆ เร่งปรับมาตรการรับมือสถานการณ์โลกที่ผันผวน หลังสหรัฐฯ กลับมาปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรืออิหร่าน ชี้หากยังไม่กำกับโรงกลั่น ไม่ดึงกำไรส่วนเกินมาลดราคาน้ำมัน ไม่ยอมลดภาษีมหาโหดลง จะถือว่ารัฐบาลสมรู้ร่วมคิดกับทุนพลังงานขูดรีดเอาเปรียบประชาชนผู้บริโภคหรือไม่

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "รสนา โตสิตระกูล" วิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการด้านพลังงานของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยตั้งคำถามว่าการดำเนินนโยบายในช่วงที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน เข้าข่ายเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนพลังงานและเอาเปรียบผู้บริโภคหรือไม่

น.ส.รสนา ระบุว่า หลังสหรัฐอเมริกากลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่านอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 79.29 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ ทั้งเบนซินและดีเซล ต่างปรับตัวสูงขึ้นตาม

พร้อมระบุว่า รัฐบาลได้ปรับเพิ่มการชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับน้ำมันผสมทุกชนิด ทั้งเบนซินและดีเซล ยกเว้นน้ำมันเบนซิน 95 ซึ่งยังคงเป็นชนิดเดียวที่ส่งเงินเข้ากองทุนในอัตรา 5.77 บาทต่อลิตร โดยไม่ได้รับการชดเชย ขณะที่ดีเซล B7 ได้รับการชดเชยเพิ่มเป็น 7.32 บาทต่อลิตร และดีเซล B20 เพิ่มเป็น 12.05 บาทต่อลิตร ซึ่งมองว่าการชดเชยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจะยิ่งสร้างภาระหนี้ให้กองทุนน้ำมัน และสุดท้ายตกเป็นภาระของประชาชน

อดีต สว. ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนแนวทางแก้ปัญหา โดยเสนอ 2 มาตรการสำคัญ ได้แก่

1.ให้นายกรัฐมนตรีสั่งการนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงในระดับที่เท่ากับภาระการชดเชยของกองทุนน้ำมัน พร้อมยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันผสมบางชนิดที่ต้องใช้งบชดเชยในอัตราสูง เช่น แก๊สโซฮอล์ E20, E85 และดีเซล B20 โดยเห็นว่าการนำน้ำมันชีวภาพที่มีต้นทุนสูงมาผสม เป็นการเพิ่มภาระหนี้ให้กองทุนน้ำมันและประชาชน

2.ให้นายกรัฐมนตรีสั่งการนายเอกนัส พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กำหนดเพดานค่าการกลั่นโดยเร็ว เพื่อดึงกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นกลับมาลดราคาน้ำมันให้ประชาชน แทนการใช้เงินกองทุนน้ำมันชดเชยราคา

น.ส.รสนา อ้างว่า ปัจจุบันโรงกลั่นน้ำมันมีกำไรส่วนเกินสูงถึง 132,925 ล้านบาท ในช่วงเวลา 137 วัน ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม-15 กรกฎาคม 2569 หรือเฉลี่ยวันละ 970.26 ล้านบาท พร้อมระบุว่าการที่รัฐบาลยังไม่กำหนดเพดานค่าการกลั่น เท่ากับเปิดโอกาสให้โรงกลั่นทำกำไรเกินสมควร และเป็นการผูกขาดเอาเปรียบผู้บริโภค

นอกจากนี้ ยังยกตัวอย่างรัฐบาลเกาหลีใต้ที่ดำเนินคดีบริษัทโรงกลั่นรายใหญ่ 4 แห่ง ในข้อหาร่วมกันฮั้วราคาหลังเกิดความขัดแย้งในอิหร่าน ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่ากว่า 565,000 ล้านบาท สะท้อนถึงความจริงจังในการปกป้องผู้บริโภคในตลาดพลังงาน

ช่วงท้ายของโพสต์ น.ส.รสนา ระบุว่า หากรัฐบาลยังไม่กำกับดูแลโรงกลั่น ไม่ดึงกำไรส่วนเกินมาช่วยลดราคาน้ำมัน และไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันให้เหมาะสม ก็อาจถูกมองว่ามีพฤติกรรม "สมรู้ร่วมคิด" กับกลุ่มทุนพลังงานในการเอาเปรียบผู้บริโภค.

รายละเอียดข้อความในเฟซบุ๊ก "รสนา โตสิตระกูล"

นายกฯ อนุทินหยุดบริหารบ้านเมืองแบบชิวๆ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน เข้าข่ายสมรู้ร่วมคิดร่วมกับทุนพลังงาน ในการเอาเปรียบผู้บริโภค ใช่หรือไม่ ?

สหรัฐอเมริกากลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรืออิหร่านอีกครั้ง ทำให้น้ำมันดิบดูไบวันที่ 15 ก.ค.ปรับขึ้นราคาเป็น 79.29 เหรียญต่อบาร์เรล ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์เพิ่มสูงขึ้นอีกแล้วทั้งเบนซิน ดีเซล

รัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันชดเชยเมื่อวันที่ 15 กค.2569 เพิ่มให้น้ำมันผสมทุกตัวทั้งเบนซินและดีเซล ยกเว้นเบนซิน95 ที่เป็นน้ำมันชนิดเดียวที่ส่งเงินเข้ากองทุน 5.77 บาท/ลิตร โดยไม่มีการชดเชย น้ำมันดีเซล บี 7 ชดเชยเพิ่มเป็น 7.32 บาท/ลิตร ดีเซลบี 20 ชดเชยเพิ่มเป็น 12.05 บาท/ลิตร การชดเชยจะเพิ่มขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ ในสถานการณ์ที่ความผันผวน ความไม่แน่นอนยังคงอยู่

การเอากองทุนน้ำมันชดเชยเพิ่มขึ้นทุกวัน ในขณะที่ดึงเงินจากโรงกลั่นมาลดราคาดีเซล บี7 บี20 อย่างละ 1.40 บาทต่อลิตร แต่เอากองทุนมาชดเชยเพิ่มทุกวัน ตามสถานการณ์น้ำมันที่ปรับขึ้น เป็นการเพิ่มหนี้ให้ประชาชน

จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดการสร้างหนี้ประชาชน โดยจัดการแก้ปัญหาวิธีที่ถูกต้องเสียใหม่ดังนี้

1)นายกฯอนุทินโปรดสั่งการรัฐมนตรีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประพาศ ลดภาษีสรรพสามิตลงไป ตามตัวเลขที่กองทุนน้ำมันต้องจ่ายชดเชย และควรยกเลิกน้ำมันผสมชนิดที่ต้องชดเชยสูงเกินกว่าภาษีสรรพสามิตที่เก็บ เช่น แก๊สโซฮอล์ อี 20 อี 85 ที่ต้องชดเชย ลิตรละ5.51 บาท และ 5.21 บาท ดีเซล บี20 ที่ ต้องชดเชยถึงลิตรละ 12.05 บาท เพื่อไม่เป็นการเอาน้ำมันชีวภาพที่แพงมาผสม นอกจากช่วยให้โรงกลั่นได้ขายน้ำมันแพงในภาวะที่ประชาชนเดือดร้อน และเป็นการสร้างหนี้เพิ่มในกองทุนน้ำมัน ซึ่งคือเพิ่มหนี้ให้ประชาชนอีก

2)นายกฯอนุทินโปรดสั่งการ รมว.เอกนัส พร้อมพันธุ์กำหนดเพดานค่าการกลั่นทันที เพราะตลาดโลกผันผวนทำให้โรงกลั่นได้กำไรส่วนเกินเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ที่ทำให้ราคาน้ำมันแพง การใช้กองทุนน้ำมันชดเชยยิ่งทำให้ประชาชนถูกขูดรีด ถูกเอาเปรียบมากขึ้น และไม่ใช่การแก้ปัญหาน้ำมันแพงที่ถูกต้อง

ควรดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นมาลดราคาน้ำมันแพง จะเป็นวิธีที่ถูกต้อง ไม่ปล่อยให้โรงกลั่นมีกำไรเกินสมควร ปัจจุบันตัวเลขกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นที่เกินจากกำไรปกติสูงถึง 132,925 ล้านบาท ในเวลา 137 วัน ตั้งแต่ 1 มีนาคม- 15 กรกฎาคม 2569 เฉลี่ยวันละ 970.26 ล้านบาท

การล่าช้าในการกำหนดเพดานค่าการกลั่นคือการเปิดโอกาสให้โรงกลั่นมีกำไรเกินไปทุกวัน เป็นการผูกขาดเอาเปรียบผู้บริโภค

ขอให้นายกฯอนุทินดูรัฐบาลเกาหลีใต้เป็นตัวอย่าง ที่รัฐบาลสั่งการอัยการเกาหลีใต้ฟ้อง 4 บริษัทโรงกลั่นยักษ์ใหญ่ข้อหาร่วมกันฮั้วราคา ทำให้เสียหายกว่า 5.65 แสนล้านบาท หลังเกิดเหตุความขัดแย้งในอิหร่าน สะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลในการกวาดล้างพฤติกรรมเอาเปรียบผู้บริโภคในตลาดพลังงานอย่างจริงจัง

รัฐบาลอนุทินหากยังบริหารบ้านเมืองในสถานการณ์โลกที่ผันผวนแบบชิวๆ เช่นนี้ต่อไป โดยไม่กำกับโรงกลั่น ไม่ดึงกำไรส่วนเกินมาลดราคาน้ำมัน และยังไม่ยอมลดภาษีมหาโหดลงไปบ้าง ควรถือว่ารัฐบาลนี้มีพฤติกรรมสมรู้ร่วมคิด และร่วมกับทุนพลังงาน ในการขูดรีดเอาเปรียบผู้บริโภค ใช่หรือไม่??!!

รสนา โตสิตระกูล

15 กค.2569

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...