มากกว่า "โรคซึมเศร้า" คือ "โรควิตกกังวล" เจาะลึกโรคจิตเวชอันดับ 1 ในสังคมไทย
ทำไมโรควิตกกังวลถึงมีคนเป็นมากกว่าโรคซึมเศร้า?
หลายคนอาจแปลกใจ เพราะเมื่อพูดถึงโรคทางจิตเวช คนส่วนใหญ่มักนึกถึงโรคซึมเศร้าก่อน แต่ข้อมูลทั่วโลกพบว่า ประชากรราว 4% มีโรควิตกกังวล ขณะที่โรคซึมเศร้าอยู่ประมาณ 3–4%
เหตุผลสำคัญคือ สมองมนุษย์ถูกวิวัฒนาการมาให้ไวต่ออันตราย ระบบความกลัวจึงมักเลือก “เตือนเกินไว้ก่อน” เปรียบเหมือนเครื่องตรวจจับควันที่ร้องเตือนง่าย เพราะการเตือนเก้อหลายครั้ง ยังปลอดภัยกว่าพลาดไฟไหม้เพียงครั้งเดียว
ความกังวลยังเกิดได้กับแทบทุกด้านของชีวิต ทั้งงาน เงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ และอนาคต สมองจึงมีวัตถุดิบให้กังวลได้ตลอดเวลา ขณะที่โรคซึมเศร้ามักเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ แรงจูงใจ และการทำงานหลายระบบร่วมกัน
คนที่มีโรควิตกกังวลจำนวนมากยังทำงานหรือเรียนได้ พวกเขาอาจดูละเอียด รอบคอบ หรือเตรียมตัวเก่ง จนทั้งตัวเองและคนรอบข้างไม่รู้ว่า ภายในกำลังใช้พลังอย่างมากเพื่อควบคุมความกลัว
โลกยุคใหม่ยิ่งเร่งระบบนี้ เพราะสมองที่เคยรับมืออันตรายทีละเรื่อง ต้องเผชิญข่าวร้าย การแจ้งเตือน เศรษฐกิจ ความขัดแย้ง และการเปรียบเทียบตัวเองกับคนทั้งโลกตลอดวัน แม้ร่างกายจะนั่งอยู่บ้าน แต่สมองกลับเหมือนอยู่ในพื้นที่เสี่ยงตลอดเวลา
อัลกอริทึมก็มีส่วนโดยอ้อม เพราะเนื้อหาที่กระตุ้นความกลัวและความขัดแย้งมักดึงความสนใจได้ดี จนหลายคนได้รับอาหารของความกังวลซ้ำๆโดยไม่รู้ตัว
อย่างไรก็ตาม โรควิตกกังวลไม่ได้เบากว่าโรคซึมเศร้า และหากปล่อยไว้นาน ความเครียดเรื้อรังอาจบั่นทอนพลังใจจนเกิดโรคซึมเศร้าตามมาได้ *โรคทั้งสองจึงพบร่วมกันบ่อย* และควรได้รับการประเมินควบคู่กัน
กล่าวได้ว่า ระบบที่ครั้งหนึ่งช่วยให้มนุษย์รอดชีวิต กำลังถูกโลกยุคใหม่ใช้งานหนักเกินไป จนหลายคนต้องใช้ชีวิตราวกับมีสัญญาณเตือนภัยดังอยู่ในสมองตลอดเวลา
ข้อมูลจาก เพจ คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา https://www.facebook.com/D2JED
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- จิตแพทย์เคลียร์ชัด! เกณฑ์วัดความดิ่ง ต้อง"เศร้าขนาดไหน?" ถึงเรียกว่าเป็น "โรคซึมเศร้า"
- เดินผ่านพายุโศก เปลี่ยนรอยแผลจาก "โรคซึมเศร้า" เป็นพลังแห่งการเติบโต ก้าวต่อไปอย่างมั่นคง
- หยุดตีตราผู้ป่วย จิตแพทย์วอนสังคมเลิกใช้คำว่า "ซึมเศร้า" ในความหมายเชิงลบและคำด่าทอ
- "โรคซึมเศร้า" vs "โรคแพนิค" เปิดความต่างของ "ภัยเงียบ" ที่น่ากลัวคนละแบบ
- จิตแพทย์เผย เป็น "โรคซึมเศร้า" ไม่ต้องกินยาได้ไหม? เมื่อ "ยารักษา" เป็นแค่หนึ่งในทางเลือก