‘เมอร์เซเดส-เบนซ์’ ลูกค้า คือ ผู้กำหนดตลาด
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซอร์เดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดเวทีเล็ก ๆ เนื่องในโอกาสงานเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ (140 Years of Innovation) ภายใต้แคมเปญ “140 Years. 140 Places.” ที่ประเทศไทยได้ต้อนรับการมาเยือนของคาราวานระดับโลกที่ The new S-Class ได้เดินทางมาจัดแสดงในประเทศไทยเป็นครั้งแรก
หลังจากเริ่มออกเดินทางจาก Mercedes-Benz Museum ในเมือง Stuttgart เยอรมนี ไปยังจุดหมายที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญกว่า 140 แห่ง ด้วยระยะทางรวมกว่า 50,000 กิโลเมตร ผ่าน 6 ทวีปทั่วโลก และไทยเป็นหนึ่งในหมุดหมายของเส้นทางนี้
ไม่รอช้า “คริสเตียน” และ “เมอร์เซเดส-ไทยแลนด์” ใช้เวทีนี้อัพเดต และตอกย้ำแผนธุรกิจในประเทศอีกครั้ง จะเป็นอย่างไรไปติดตามกัน
ความสำเร็จไตรมาสแรก
ไตรมาสแรกเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั่วโลกมียอดขายรถยนต์และรถแวนรวม 499,700 คัน โดยหลักใหญ่ใจความกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) มีการเติบโตแบบเลขสองหลัก เป็นผลมาจากความต้องการของผู้บริโภคที่มีต่อรถยนต์รุ่นใหม่ ส่งผลให้เบนซ์มียอดขายโต 5% (ไม่รวมจีน)
ขณะที่ตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ มียอดขาย BEV เพิ่มขึ้น 11% โดยเฉพาะรถยนต์ BEV ในตลาดยุโรปโตถึง 107% เป็นผลมาจาก The all-new electric CLA, GLC และ GLB
รถยนต์ในกลุ่ม Top-End Luxury (TEV+) โตต่อเนื่อง มียอดขายคิดเป็น 14.7% ของยอดขายรวมทั่วโลก
ทัพรถใหม่เปิดตัวกว่า 40 รุ่น
ระหว่างปี 2568-2570 เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีแผนเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ กว่า 40 รุ่น เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ครบทุกกลุ่มความต้องการของลูกค้า ทั้ง Entry Luxury, Core Luxury และ Top-End Luxury และครอบคลุมทุกพลังงาน ตั้งแต่ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% (BEV), ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) และไฮบริด (HEV)
ที่ผ่านมามีการเปิดตัวรถยนต์ The new S-Class,VLE, Mercedes-Maybach S-Class, GLE, GLS และ The all-new electric C-Class
ยอดขายโตยกแผง
ส่วนประเทศไทย ไตรมาสแรกที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ มียอดจดทะเบียนอยู่ที่ 1,949 คัน
ขณะที่ยอดจำหน่ายรถยนต์รวม 1,304 คัน ถือเป็นความสำเร็จ และเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในงาน Motor Show 2026 ที่เบนซ์มียอดขายโตแบบก้าวกระโดดมากกว่า 140% จาก 870 คัน เป็น 2,111 คัน ทุบสถิติยอดจองสูงสุดในรอบ 7 ปี และทะลุหลัก 2,000 คัน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2562
โดยเฉพาะรถยนต์กลุ่ม Top-End Luxury หรือ TEV+ โต 8% เนื่องจากลูกค้าชาวไทยให้การตอบรับ รถในกลุ่ม G-Class, AMG CLE 53 และ EQS SUV และหากลงรายละเอียดจะพบว่า Mercedes-Maybach โตขึ้น 23.5%, Mercedes-AMG โต 9.8%
ขณะที่รถยนต์ในกลุ่มรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) โต 22.5% ส่วนรถ BEV โต 175% ทำให้บริษัทมั่นใจว่า การเปิดตัว The all-new electric CLA น่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเซ็กเมนต์ BEV ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป
กลุ่มรถแวน โตอย่างก้าวกระโดด โดยรุ่น V-Class เติบโตขึ้น 43.5% และ Sprinter โต 117.6%
ส่งรุ่นใหม่ 9-10 รุ่นต่อเนื่อง
ปีนี้บริษัทมีแผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ 9-10 รุ่น แม้ว่าภาพรวมของสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยยังไม่ดีมากนัก ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งอัตราหนี้ครัวเรือนสูง และการอนุมัติสินเชื่อ (ไฟแนนซ์) ยังคงเข้มงวด ส่งผลต่อภาพรวมของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
แต่สำหรับบนสถานการณ์ดังกล่าวเมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกถือว่าอยู่ในระดับที่พึงพอใจ
บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดตัว อย่าง The all-new GLC, The all-new electric C-Class และ Mercedes-Benz GLC EV ในช่วงปลายปีนี้
The all-new electric VLE รถเอ็มพีวีไฟฟ้า 100% ในปี 2570
ล่าสุดได้เปิดตัว The new Mercedes-Maybach S-Class ที่มีให้เลือกทั้งแบบ MANUFAKTUR package
มี Mercedes-Maybach S 580 e Night Series ราคา 14 ล้านบาท มีจำนวนจำกัด 16 คันในประเทศไทย เพื่อฉลองครบรอบ 140 ปีของแบรนด์ และฉลองความสำเร็จในการขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-มายบัค อย่างเป็นทางการทั้ง 10 แห่ง
ลูกค้าคือผู้กำหนดความต้องการ
ขณะที่ผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันนั้น “คริสเตียน” มองว่าจะส่งผลให้เกิดความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งสูง และเป็นตัวเร่งให้ผู้บริโภคเปิดใจยอมรับเทคโนโลยีและปรับเปลี่ยนมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% มากขึ้น
ส่วนเมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์การนำเสนอระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้าทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม ด้วยการวางตำแหน่งให้รถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) เป็นทางเลือกที่สมบูรณ์แบบใน
ปัจจุบัน
ภายใต้แนวคิดที่ว่า “เราไม่ได้กำหนดเทคโนโลยีให้กับลูกค้า แต่ลูกค้าต่างหากที่สามารถกำหนดความต้องการของตัวเองได้ และไม่ว่าลูกค้าต้องการอะไร โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ มีทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้ารองรับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค”
สร้าง EV Ecosystem ที่แข็งแกร่ง
ในส่วนของสถานีชาร์จพลังงานไฟฟ้านั้น ปัจจุบันเรามีอยู่ในโรงแรมระดับหรูและจุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์ชั้นนำรวมกว่า 15 แห่ง ติดตั้งเครื่องชาร์จ Mercedes-Benz Wallbox กว่า 31 ชุด ภายในโรงแรมหรู 12 แห่ง และยังมีการติดตั้งและอัพเกรดสถานีชาร์จไปแล้วมากกว่า 15 แห่ง รวมเครื่องชาร์จกว่า 42 ชุด ที่พร้อมเปิดให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบ
ขณะที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-มายบัค อย่างเป็นทางการนั้น ปัจจุบันได้เพิ่มขึ้นอีก 7 แห่ง รวมเป็น 10 แห่ง เปิดให้บริการลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบ
ส่วนรถยนต์ในกลุ่ม AMG นั้นก็ยังขยายในส่วนของงานบริการหลังการขาย ลูกค้าสามารถเข้ารับบริการได้ที่โชว์รูมรถยนต์เมอร์เซอร์เดส-เบนซ์ทุกสาขาทั่วประเทศด้วย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘เมอร์เซเดส-เบนซ์’ ลูกค้า คือ ผู้กำหนดตลาด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net